Da Vinci Code

ยน 18:37
(37) พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “ท่านพูดว่าเราเป็นกษัตริย์นั้นถูกต้องแล้ว เราเกิดมาเพื่อเป็นกษัตริย์ เรามาในโลกนี้เพื่อเป็นพยานถึงความจริง ผู้ใดอยู่ฝ่ายความจริงก็ฟังเรา”

สำหรับนิยายเรื่องนี้ ที่หลายๆคนเอามาพูดในทำนองว่าเป็นประเด็นประวัติศาสตร์ เดี๋ยวเราลองมาดูด้านที่นักประวัติศาสตร์จริงๆเรียนรู้ดีกว่ามั๊ยว่าคนแต่งนิยายที่บอกชัดๆว่านิยายคือเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง ดังนั้น ถ้าคนไปคิดว่าเป็นจริงแล้วเขาเท็จ เขาก็ลอยตัวเพราะคนดันเชื่อ"นิยาย"เอง แต่กับนักประวัติศาสตร์ที่ "ความจริง" คือความน่าเชื่อถือด้านวิชาชีพ ที่พวกเขาศึกษาด้านนี้เพื่อหาความจริง ไม่ใช่ศึกษาเพื่อเอามาแต่งนิยายขาย ความจริง 2ขั้วนี้ มันต่างระดับกันแค่ไหนอย่างไร

กรณีที่บอกว่าคนๆนี้เก่ง ไม่เถียงว่าเก่ง แต่เขาไม่ได้เอาความคลุมเครือทางประวัติศาสตร์มาแต่ง แต่มีข้อมูลมากมายที่เขาบิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เลยทีเดียว

เดี๋ยวเรามาดูกันว่า แดน บาวน์ ใช้ความคลุมเครือ หรือเอาเรื่องที่คนไม่ค่อยรู้มาบิดเบือนหน้าตาเฉย
และการจัดองค์ประกอบที่แท้จริงของภาพทุกภาพของดาวินชี่ ที่นิยาย พาดพิงอย่างฉาบฉวย ไม่กี่บรรทัด นอกจากหนังสือนี้จะไม่ได้ช่วยให้รู้สึกเลยว่าดาวินชี่อัจฉริยะ แต่เขากลับมัวหมอง เพราะความอัจฉริยะที่แท้จริงของเขา ถูกบดบังด้วยการพยายามบิดเบือนให้เข้ามุขตัวเองโดยนักแต่งนิยายที่ไม่ใช่คนที่มีความรู้ด้านศิลปะ

ก่อนจะเล่าอะไรก็ขอเกริ่นกันก่อน ความเป็นจริงผมไม่เดือดร้อนอะไรนักเมื่อตอนทราบข่าวหนังสือเล่มนี้ เพราะว่า ในต่างประเทศนั้น ไม่ใช่เขาจะอ่านกันแต่นิยาย แต่อะไรที่เป็นความรู้เขาก็จะอ่าน ซึ่งต่างจากคนไทยที่หนังสือขายดีมีแต่นิยายเท่านั้น ดังนั้น หนังสือที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง10กว่าเล่ม โดยเหล่านักประวัติศาสตร์ ก็ขายคู่กันไปได้ ซึ่งต่างจากเมืองไทย ที่ไม่มีหนังสือทำนองนี้สักเล่ม แต่ที่น่าเศร้ากว่านั้นคือ

ผมพบปรากฎการณ์ประหลาดในเมืองไทยที่แตกต่างกันกับท่าทีในต่างประเทศ นั่นคือ การแยกไม่ออก ระหว่างนิยายกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่นิยายอ้างมาเล่น ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่แสดงท่าทีตื่นเต้นราวกับว่า แดน บาวร์น เป็นฮีโร่ เป็นผู้ท้าทายความจริง ตามคำโฆษณาชวนเชื่อ และสำนวนชวนคล้อย เช่น การสั่นคลอนศาสนาที่มีมากว่า2000ปี" บ้าง "ความจริงที่จะทำให้ต้องตกตะลึงพรึงเพริด" บ้าง ทั้งๆที่จริง ในวงการวรรณกรรม และนักวิจารณ์ จัดนิยายของแดน บาวร์นเป็นแนว conspiracy theory เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องแรกที่เขาเขียนแนวนี้ แต่เขาเขียนแนวนี้มาหลายเล่มแล้ว

แล้ว conspiracy theory มันคืออะไรล่ะ

ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับว่าแปลเป็นไทยว่าอะไร เอาเป็นว่า เป็นทำนองว่า เป็นทฤษฏีที่คาดเดาว่าคนอื่นมีการสมรู้ร่วมคิดกันทำอะไรแบบลับๆ อะไรอย่างนี้ครับ อย่างเช่น ผมอาจจะมี conspiracy theory (ยกตัวอย่างว่า สมมติว่าผมมี theory ของผม)ว่า ปากกาที่แจกฟรีตามงานแสดงสินค้า จริงๆแล้วเป็นเครื่องดักฟัง และบริษัทที่แจกปากกาฟรี ก็เพื่อจะแอบดักฟังว่าผมชอบสินค้าอะไร จะได้ขายของให้ผมได้ อะไรอย่างนี้

จากนั้นผมก็หาข้อมูลนั่นนี่ ตัดนั่นนิดเติมนี่หน่อย เช่นเอาเรื่องที่เจ้าของสินค้ามีเพื่อนเป็นอดีตซีไอเอ มาขยาย หรือพูดอะไรก็ตามให้ดูว่าเป็นไปได้

คือส่วนใหญ่ conspiracy theory จะเป็นอะไรที่ rediculous แบบนี้แหละครับ ประเภทที่ฟังแล้วเรารู้สึกว่า "คิดมากไปรึเปล่าเพื่อน" อะไรทำนองนี้ แต่นักเขียนที่ดีจะเขียนแล้วดูสมจริงสมจัง

ถ้าลอง search เล่นๆใน internet จะเห็นว่าหลายๆแห่งจะนึกถึงนิยายของแดนบราวน์ว่าเป็นประเภท conspiracy theory ครับ ยกตัวอย่างเช่นที่
http://www.danbrown.com/novels/davinci_code/reviews.html
Dan Brown's conspiracy-theory thriller is the pulp must-read of the season...an ingenious mixture of paranoid thriller, art history lesson, chase story, religious symbology lecture and anti-clerical screed, and it's the most fun you can have between the sort of covers that aren't 300-count Egyptian cotton.
--SALON.COM

แดน บราวน์ เป็นนักเขียนนิยายประเภท conspiracy theory อยู่แล้ว ดังนั้น สิ่งที่เขาเขียน ไม่จำเป็นต้องอ้างอิงประวัติศาสตร์ก็ได้ แต่เป็นการเอาประวัติศาสตร์มาบางส่วน ดัดแปลงโดยจงใจบางส่วน เพื่อให้เรื่องราวน่าสนใจ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะเขาต้องการ"ขาย"นิยาย conspiracy theory ของเขา

คือ จะบอกว่า เขาไม่ได้ตั้งใจเขียนหนังสือประวัติศาสตร์อยู่แล้วครับ ดังนั้น ผิดเพี้ยนบิดเบือนไปก็เป็นเพราะการจงใจ มากกว่าการที่"ไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์อย่างถ่องแท้"

---> ดังนั้น การให้ค่ากับนิยายเล่มนี้ราวกับเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ที่ทำให้ผมอดที่จะเขียนอะไรบ้างไม่ได้ เพราะ

1.คนที่อ่านแล้วเชื่อ แดน บาวร์น ส่วนใหญ่ไม่ใช่คริสต์ โดยเฉพาะการเขียนที่ขนาดคริสต์ที่ความรู้ไม่แน่นยังงงว่าอะไรจริงอะไรเท็จ การที่คนไม่ใช่คริสต์เชื่อนิยายนี้ มันเท่ากับเป็นจุดอ่อนของคนไทย ที่นอกจากจะมีความรู้ทางศาสนาคริสต์น้อยอยู่แล้ว ยังขาดหนังสือประกอบที่ฝรั่งเขามีร่วมสิบเล่ม ยังไม่นับข้อมูลดิบที่เขามีกันนับไม่ถ้วน

2.ประเด็นทางศิลปะ เพราะความที่ผมเองก็ชอบดาวินชี่ และเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์กับทฤษฎีทางการจัดองค์ประกอบต่างๆ แม้ไม่ใช่ด๊อกเตอร์ผู้เชี่ยวชาญ แต่สงสารดาวินชี่จับใจ ยิ่งพอผมกลับไปรื้อฟื้นวิชาที่เรียนก็ยิ่งอยากจะให้คนได้เห็นว่า อัจฉริยะแท้จริงของเขามันระดับไหน ไม่ใช่ปาหี่หลอกคนแบบที่นิยายนำเสนอ

3.การที่ แดน บราว์น เขียนศาสนาเป็นผู้ร้าย คอยแอบด่าตลอดเวลาในสำนวนของหนังสือ แทบจะเรียกได้ว่า ถ้าคุณอ่านนิยายและคล้อยตาม คุณคงเห็นใครก็ตามที่พูดต่างหรือค้านกับ แดน บราว์น เป็นคนโง่ ถูกหลอก งมงาย ไม่มีเหตุผล เรียกง่ายๆว่า ใครเชื่อ แดน บราว์น ดูฉลาด ใครเชื่อพระคัมภีร์ ดูโง่ไปทันที เขาได้วางกับดักไว้ในนิยายเขาอย่างแยบยล อย่างในบอร์ดนี้ก็พอจะมองเห็นกันอยู่บ้างว่า คนที่พูดว่านิยายเป็นเรื่องโกหก และพูดว่าหนังสือของนักวิชาการเป็นจริง กลับกลายเป็นมองโลกแคบด้านเดียวไปโดยอัตโนมัติ และคนที่มองนิยายว่ามีสิทธิ์เป็นความจริง กลับกลายเป็นฉลาด ใจกว้างไป นั่นเพราะเขาแอบกำหนดตัวผู้ร้ายไว้ชัดเจนแล้วตั้งแต่ในหนังสือ อย่างที่เรียกว่า ตั้งตัวเองอยู่ในสถานการณ์ Win-Win Situation ตลอด ซึ่งไม่เถียงเลยว่าเก่งและฉลาด ที่ทำได้แบบนี้ แต่ช่างร้ายกาจกับชาวบ้านตาดำๆและต่อบรรดาบุคคลที่ถูกอ้างถึงอย่างเสียๆหายๆจริงๆ

ดังนั้น ขอให้ทราบถูกต้องตรงกันตรงนี้ก่อนว่า ผมไม่สน ว่าคุณจะเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าหรือไม่ และไม่โน้มน้าวให้เชื่อด้วย ผมไม่ได้ลงมือพิมพ์ยืดยาวเพราะจะคุยประเด็นนั้น แต่ผมต้องการจะให้แต่ "ข้อเท็จจริง" ที่นักวิชาการในโลกจริงๆยอมรับ ไม่ใช่การอ้างลอยๆถึงนักประวัติศาสตร์ที่ไม่มีตัวตนแบบในนิยาย