พระองค์ตรัสว่า “จงตั้งใจฟังให้ดีท่านตวงให้เขาอย่างไรเขาก็จะตวงให้ท่านอย่างนั้นและจะเพิ่มให้อีกด้วย  ผู้ที่มีมากจะได้รับมากขึ้นส่วนผู้ที่มีน้อยสิ่งเล็กน้อยที่เขามีจะถูกริบไปด้วย” (มธ. 4:24-25)

 
Wednesday, 18 May 2011 11:47

พระแม่มารีย์แห่งกวาดาลูป - 3

Written by  Administrator
Rate this item
(1 Vote)

ทรงประจักษ์แก่ ยวง ดิเอโก 

ประเทศเม็กซิโก ค.ศ.1531

พระวิหารแม่พระกวาดาลูป สร้างขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1700 ณ เชิงภูเขา เตเปย้าก ใกล้เมืองเม็กซิโกนั้น เป็นสำคัญพิเศษแห่งความรักในการแพร่ธรรมของพระนาง

จากภาพ ยังจะมีภาพใดในโลกที่น่าทึ่งมากกว่าภาพแม่พระกวาดาลูปอีกไหม?

     อะไรเป็นประจักษ์พยานถึงความน่าทึ่งนี้? ประจักษ์พยานคือ วิทยาศาสตร์ไงเล่า ซึ่งก็เป็นเรื่องแปลกเพราะวิทยาศาสตร์มักจะไม่ยอมรับสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ สิ่งที่ทำให้ภาพแม่พระกวาดาลูปพิเศษเหนือภาพอื่น คือ

    ประการแรก เส้นใยผ้าที่ใช้ทอเสื้อคลุมนั้น ทำจากเส้นใยของต้นตะบองเพชร ซึ่งปรกติจะผุเปื่อย ภายในเวลาไม่เกิน 25 ปี แต่ปรากฏว่าเสื้อคลุมตัวนั้นทอขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1531 คือ เป็นเวลากว่า 4 ศตวรรษมาแล้ว โดยที่ยังไม่ผุพังใดๆ ทั้งๆ ที่ 116 ปีแรก มิได้เก็บรักษาไว้ในตู้แก้ว โดยเหตุที่ภาพแม่พระ ซึ่งปรากฏอยู่บนเสื้อคลุมของยวง ดิเอโกเมื่อ 454 ปี มาแล้ว ยังแลเห็นได้ในปัจจุบัน สมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 12 จึงทรงมีพระดำรัสทางวิทยุวาติกัน สำหรับทวีปอเมริกาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 1945 ว่า "พู่กันที่ใช้วาดรูปนี้ มิใช่พู่กันของโลกนี้"

     ประการที่ 2 เป็นการค้นพบเมื่อไม่นานนี้เอง คือพระเนตรของพระแม่นั้น เป็นพระเนตรที่บรรจุภาพที่เล็กมากของห้องที่มีคนอยู่ทั้งสิ้น 3 คน และเมื่อวิเคราะห์ด้วยกล่องจุลทรรศน์ก็พบว่ามีภาพของคน 2 คน อยู่ในห้องนั้น เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 1531 อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะไม่มีปรากฏการณ์รับรองอย่างเด่นชัด ด้วยวิทยาการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ดังกล่าวก็ดี ก็ยังเป็นสิ่งที่น่ามหัศจรรย์ที่ภาพนี้สามารถทำให้ประชาชนชาวเม็กซิกันนับถือพระแม่มารีย์ได้ทั้งประเทศ คือ ทั้ง 8 ล้านคน ภายใน 7 ปี

การตรวจพิสูจน์

    ผ้าที่มีอายุเพียง 20 ปี เมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายหลายภาพเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ทีมนักวิจัยสหรัฐอเมริกา ถ่ายภาพแม่พระที่เสื้อคลุมไว้ พบว่าเป็นภาพที่ไม่มีร่องรอยการวาดรูประบายสี ให้ปรากฏเลย ไม่มีแม้แต่การลงสีซ้ำบนภาพดั้งเดิมเลย กล่าวอีกนัยหนึ่งคือมิได้มีการกระทำใดๆ ที่จำเป็นเพื่อการรักษาเสื้อคลุมตัวนี้ได้เลย ซึ่งปรกติในกรณีเช่นนี้จะอยู่ในสภาพเดิมได้เพียง 20 ปีเท่านั้น เสื้อคลุมอินเดียนแดงนี้ ทอด้วยเส้นใยหยาบๆ จากต้นตะบองเพชร โดยทอเป็น 2 ชิ้น แล้วนำมาปะกบกัน และเย็บติดกันด้วยด้ายธรรมดา เป็นเสื้อคลุมที่คนจนในสมัยนั้นใช้กันอยู่ทั่วไป การที่เสื้อตัวนี้ยังไม่ขาดหรือผุเปื่อย นับเป็นมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของชาวเม็กซิกัน โดยเฉพาะเรื่องสีที่ยังคงอยู่ ซึ่งปราชญ์หลายท่านยังไม่สามารถหาคำอธิบายได้

   สีที่คงที่โดยไม่อาจหาคำบรรยายได้ ในปี 1789 ดร.บาร์โตลาเช่ จัดให้มีการวาดภาพลงบนเสื้อคลุมอินเดียนแดงในลักษณะเดียวกัน โดยใช้สีที่ทำจากสารที่สกัดจากพืชและสัตว์ในศตวรรษที่ 16 การวาดครั้งนี้ใช้เทคนิคตามตำราโบราณของการใช้สี ผลปรากฏว่าสีต่างๆ ที่ใช้นั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เช่น สีขาวกลายเป็นสีหม่น, สีแดงกลายเป็นสีกาแฟเข้ม และสีกุหลาบกลายเป็นสีขาวที่สกปรกเป็นต้น การที่ภาพบนเสื้อคลุมมีสีคงที่ทั้งๆ ที่สภาพอากาศไม่เหมาะที่จะช่วยให้สีอยู่คงทนเลย หลังจากที่เวลาผ่านไปหลายร้อยปีนั้น ขณะนี้ยังไม่อาจหาคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่น่าพอใจได้

    ภาพที่ปรากฏเป็นภาพที่อยู่ในเนื้อผ้าในปี 1975 ดร.เอ็ดวาร์โด สังเกตตามรอยผ้าที่ขาดเพราะความเก่า และพบว่าสีที่ปรากฏนั้นอยู่ในใยเส้นผ้าตั้งแต่แรก มิใช่เป็นการวาดภาพลงบนผืนผ้า แต่เป็นภาพที่ปรากฏอยู่ตลอดความหนาของผืนผ้านั้น

   ภาพที่รับการพิทักษ์อย่างน่าอัศจรรย์เช้าวันที่ 14 พฤศจิกายน 1921 กรรมกรคนหนึ่งชื่อ ลูซีอาโน เปเรส วางดอกไม้ บนพระแท่นประธานของพระวิหารแห่งกวาดาลูป เบื้องหน้าภาพศักดิ์สิทธิ์ หลังจากที่ลูซีอาโนเดินออกไปได้ไม่กี่นาที ก็เกิดระเบิดที่ซุกซ่อนอยู่ในช่อดอกไม้นั้นอย่างรุนแรง จนบันไดที่ทำด้วยหินอ่อนหน้าพระแท่นนั้นพังไปหลายขั้น นอกจากนั้นเชิงเทียน, แจกันต่างๆ และกระจกหน้าต่างตามบ้านเรือน ที่อยู่ใกล้พระวิหารแตกหักหมด แต่ที่น่าแปลกคือ ตู้กระจกทรงกลมที่เก็บภาพแม่พระกลับไม่เสียหายเลย

   การศึกษาตรวจสอบด้วยรังสีอินฟราเรดแสดงให้เห็นภาพดั้งเดิมที่แท้จริงศาสตราจารย์ กัลลาฮันและศาสตราจารย์สมิธ ได้พิมพ์ผลการตรวจสอบด้วยรังสีอินฟราเรดเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 1979 ภาพแม่พิมพ์ต่างๆ ที่ถ่ายด้วยรังสีอินฟราเรดแสดงให้เห็นว่ามีการใช้สีต่างๆ ที่รู้จักกัน รวมทั้งมีการใช้ทองคำแท้ด้วย เช่นส่วนที่เป็นรังสีดวงอาทิตย์และดวงดาวต่างๆ เป็นต้น ส่วนที่เป็นริบบิ้นคาดเข็มขัดที่มีปลายห้อย 2 แฉกก็เช่นกันเป็นสีที่หมดสภาพแล้ว ภาพพื้นประกอบของภาพก็เป็นสิ่งที่วาดต่อเติมขึ้นในระยะหลัง ซึ่งจะเห็นว่าหาความสวยงามเทียบกับความงามบนใบหน้าของพระรูปไม่ได้เลย

   จากการวิเคราะห์ดังกล่าวพบว่า ภาพส่วนที่เป็นของดั้งเดิมนั้นทำด้วยสีที่ไม่สามารถอธิบายได้ เพราะมิใช่สีที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น สีอื่นๆ เป็นสีที่ยังสดใสราวกับว่าเพิ่งจะวาดเสร็จเมื่อไม่กี่วันมานี้ ซึ่งหากทำด้วยสีตามธรรมชาติแล้ว สีดังกล่าวจะเสื่อมคุณภาพตามกาลเวลา โดยเฉพาะในอากาศร้อน สีกุหลาบที่ชุดกระโปรงของพระรูปก็เช่นกัน เป็นสีที่รังสีอินฟราเรดจับไม่ได้ ทั้งๆ ที่มองเห็นได้ในแสงสว่าง การที่สีดังกล่าวจะอยู่คงที่ได้ ปรกติต้องเคลือบด้วยสารเคมีป้องกัน แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีการใช้สารเคลือบใดๆ เลย โดยเฉพาะภาพพระพักตร์ของพระนางมารีอา ซึ่งมีสีเทาตั้งแต่อ่อนสุดจนแก่สุด และเป็นสีที่ยังสดใสมาก ราวกับว่าเพิ่งวาดเสร็จเมื่อวานนี้เอง สีดำที่เป็นส่วนของพระเนตรและพระเกศาก็ยังคงเป็นปริศนาอยู่เช่นกัน พระพักตร์ที่ปรากฏนั้นแสดงอารมณ์ที่เคร่งขรึม ระคนกับความร่าเริง มีลักษณะเป็นชาวอินเดียนแดง และชาวยุโรปพร้อมๆ กัน คือ มีทั้งสีมะกอกและสีขาวในขณะเดียวกัน จึงเป็นภาพที่ผสมกลมกลืนกันอย่างดีของสองเชื้อชาติ โดยมีลักษณะของชาวอินเดียนแดงเป็นลักษณะเด่น

    การวิเคราะห์ในครั้งนี้สรุปได้ว่า ภาพที่เป็นของดั้งเดิม คือส่วนที่เป็นชุดกระโปรงสีกุหลาบ, ผ้าคลุมพระพักตร์สีขาว, พระพักตร์และมือทั้งสองข้าง ส่วนอื่นๆ ล้วนเป็นสิ่งที่มีการวาดเพิ่มเติมโดยจิตรกรหลายท่าน สำหรับส่วนที่ "ดั้งเดิม" นี้ ดร. กัลลาฮันอธิบายไว้แต่เพียงว่า "ยังไม่มีวิธีใดที่จะอธิบายองค์ประกอบของสีที่ใช้ได้ หรือความคงทนของสี และความสดใสของสีหลังจากที่กาลเวลาได้ล่วงเลยไปหลายศตวรรษแล้ว ซึ่งปรกติสีดังกล่าวจะไม่สามารถคงทนอยู่ได้หากลงสีซ้ำ"

    จะเห็นว่าการพยายามอธิบายด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ทุกครั้ง ย้ำความเชื่อมั่นของทุกคนให้เห็นชัดว่า อะไรคือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น และอะไรคือสิ่งที่มนุษย์มิได้เป็นผู้สร้าง ซึ่งยังไม่มีผู้ใดสามารถหาเหตุผลอธิบายได้ ปัจจุบันภาพพระแม่นี้ยังคงดึงดูดนักจาริกแสวงบุญจากทั่วโลกให้มายังพระวิหารแม่พระกวาดาลูป

    การกลับใจอย่างรวดเร็วในเม็กซิโก พระรูปแม่พระแห่งกวาดาลูป ที่น่าอัศจรรย์นี้แสดงถึงการปฏิสนธินิรมลของพระนาง "กวาดาลูป" หมายถึง "ลำธารแห่งแสงสว่าง" เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ เพราะที่จริงการประจักษ์ของพระแม่ในครั้งนี้ เป็นการนำแสงสว่างของพระแม่มาสู่ประชาชาติเม็กซิโก ความศรัทธาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ณ ที่นี้ ขจัดความมืดมัวในการนับถือพระสุริยะที่มีการบูชายัณมนุษย์ ในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี ต่อมา ชาติเม็กซิกันก็กลายเป็นคริสต์นิกายโรมันคาทอลิคทั้งประเทศ ก่อนหน้านี้ชาวอินเดียนแดง ไม่ยอมรับศีลล้างบาป แต่หลังเหตุการณ์นี้ชาวอินเดียนล้างบาปคราวละนับพันคน ดังนั้น แม่พระจึงเป็นมิสชันนารีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเม็กซิโก และพวกเขาก็มีความศรัทธากันอย่างดีเยี่ยม

    ในปี 1753 สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 14 ทรงประกาศรับรองการประจักษ์ ของแม่พระแห่งกวาดาลูป และทรงแต่งตั้งให้พระนางเป็นองค์อุปถัมภ์ของชาติเม็กซิโกสมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 10 ทรงประกาศให้พระนางเป็นองค์อุปถัมภ์ของทั้งทวีปลาตินอเมริกา


ภาพวาดและดวงดาวใน Tilma

    - น่าตื่นตะลึงยิ่งนัก ดาวดวงหลักของกลุ่มดาวฤดูเหนือตอนที่ปรากฏที่กัวดาลูปสามารถเห็นได้บนผ้าคลุมของพระแม่มารีย์ และดาวทุกดวงมีตำแหน่งตรงตามของจริงทุกอย่าง เพียงแต่มีจุดแตกต่างเพียงเล็กน้อย มงกุฎดาวเหนืออยู่เหนือศีษระของพระนางมารีย์ ดาวราศีกันย์อยู่บนหน้าอกพระนางบริเวณมือทั้งสองข้างของพระนาง ดาวราศีสิงห์อยู่บริเวณครรภ์ อยู่เหนือสัญลักษณ์ Nahui Ollin กับดาวดวงหลัก Rgulo หรือ ดาวกษัตริย์น้อย ดาวคนคู่อยู่บริเวณหัวเข่า และดาวโอไรออนอยู่ตรงฑูตสวรรค์

   -สิ่งที่น่าตื่นตาใจอีกอย่างคือเรื่องของภาพคัน (Khun) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องภาพวาดชาวเยอรมัน ตรวจสอบ “Tilma” หรือ “Ayate” และสรุปออกมาด้วยความตื่นตะลึงว่าภาพภาพนี้ ไม่ได้ถูกวาดโดยสีน้ำ หรือ สีน้ำมัน และไม่ได้ใช้ส่วนประกอบของหินแร่ธาตุ พืช หรือ แม้แต่สัตว์ มาใช้ในการวาดภาพนี้เลยอีกด้วย

    สมิธ (Smith) และ คาลาแกน (Callagan) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องภาพวาดชาวอเมริกันต่างตกตะลึงเมื่อพวกเขาพบว่าภาพวาดภาพนี้ไม่ได้ใช้ รูปแบบสโตรกการปัดลากเส้นของพู่กันแบบทั่วไปศิลปินภาพสไตล์บาร็อค นาม มิเกล คาเบรร่า (Miguel Cabrera) (1695-1768) ได้ทำการศึกษา Tilma อย่างพิถีพิถัน และเขาได้บันทึกผลทั้งหมดไว้ในหนังสือที่ชื่อว่า “America Wonder” " (Maravilla Americana) (1756) นอกจากนี้จากการตรวจสอบ Tilma นี้ ก็ยังไม่สามารถหาพื้นสีชั้นแรกที่ใช้ในการวาด หรือคำอธิบายเรื่องเทคนิคในการวาดว่าทำไมบางส่วนของภาพมีส่วนที่คล้ายกับการวาดแบบสีน้ำ สีน้ำมัน แบบกลิด และ เท็มเพร่า (สีผสมไข่ หรือ น้ำผสมไข่) ความจริงที่น่าตื่นตะลึงอื่นๆ : ภาพวาดนี้ถูกวาดบนวัสดุที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติ จากเส้นของต้นกระบองเพชร ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าวัสดุนี้น่าจะสลายตัวไปหลังเวลา 20 ปี แต่กลับยังสดชัดเจนกระทั่งผ่านเวลามาร่วม 400 ปี ข้อสรุปเพียงอย่างเดียวสำหรับตอนนี้คือภาพนี้ปรากฏขึ้นมาอย่างอัศจรรย์ ในวันที่ 12 ธันวาคม ปี ค.ศ. 1531

   Tilma ประกอบด้วย ผ้าหยาบๆ 2 ส่วน ที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติจากเส้นของต้นกระบองเพชรที่มีความยาว 1.70 ต่อ 1.05 เมตร สาน ทอรวมกันตรงกลางด้วยรอยตะเข็บของด้ายที่ทำจากวัตถุดิบเดียวกัน และเป็นตำแหน่งที่ภาพของพระนางมารีย์แห่งกัวดาลูปปรากฏขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์

    ดวงตาแห่งกัวดาลูป ดร. โจเซ เอสเต้ ทอนส์แมน (Jose Aste Tonsmann) Ph D จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยคอร์เนล เขาได้ทำการ IBM สแกน ด้วยระดับเรโซลูชั่นด้วยค่าระดับสูงกับรูปถ่ายที่ถ่ายมาจากภาพต้นฉบับของใบหน้า Tilma เขาได้ค้นพบสิ่งที่น่าตื่นตะลึงยิ่งจากการทดลองนี้ “รูปแกะสลักรูปมนุษย์” ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในรูม่านตาของดวงตาทั้งสองข้าง นอกจากนี้ยังมีรูปมนุษย์สะท้อนในดวงตาด้วย !!นอกจากนี้จากซ้ายไปขวา เรายังสามารถเห็นรูปต่างๆตามนี้ “อินเดียแดง” “บิชอป Zumarraga” “ล่าม” “จูอัน ดีเอโก้ แสดงภาพ Tilma” และทางด้านล่าง “ครอบครัว” ในปี ค.ศ. 1929 อัลฟอนโซ มาคูร์ (Alfonso Marcue) สังเกตเห็นภาพของชายมีหนวดเคราปรากฏสะท้อนที่ตาข้างขวาของพระนางมารีย์

(Page 3 of 3)
Last modified on Wednesday, 18 May 2011 14:05

Leave a comment

โปรดอ่านก่อน Comment
1. ไม่ควรใช้วาจาส่อเสียดดูหมิ่น คำหยาบ ฯลฯ
2. ข้อความของท่านจะรอการพิจารณา

ด้านล่างตรง ReCaptcha
เมื่อท่านกรอกอักษรที่แสดงเรียบร้อยแล้ว กรุณาสังเกตุ
Comment added and waiting for approaval.
(ข้อความได้เพิ่มความคิดเห็นแล้วและรอการอนุมัติ)

แสดงว่าไม่ต้อง ใส่ค่า Recaptcha อีกรอบ
ขอบคุณ

You are here: Home