-- จงตามเรามาเถิด เราจะทำให้ท่านเป็นชาวประมงหามนุษย์ (มก. 1:16-17) --

 
Monday, 14 March 2011 19:17

นครรัฐวาติกัน (Vatican City) โดย ศาสตราจารย์ กีรติ บุญเจือ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

Written by  Administrator
Rate this item
(0 votes)

ความเป็นมา
          เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า พระเยซูได้มอบหมายให้นักบุญเปโตร (Peter)

เป็นหัวหน้าสาวกทั้ง 12 และเป็นประมุขของคริสตจักรสากล ชาวคาทอลิกเชื่อว่าก่อนที่นักบุญเปโตรจะถึงแก่มรณภาพ ท่านได้ดำรงตำแหน่งเป็นบิชอปของกรุงโรม (Bishop of Rome) ด้วยจนถึงมรณภาพ ดังนั้นใครก็ตามที่สืบตำแหน่งบิชอปแห่งโรม ย่อมเป็นประมุขของคริสตจักรคาทอลิกด้วยโดยอัตโนมัติ นั่นคือเชื่อว่าการดำรงตำแหน่งสันตะปาปาสืบต่อจากนักบุญเปโตรมาจนทุกวันนี้
          ระหว่าง 300 ปีแรก สันตะปาปาต้องปฏิบัติงานอย่างซุกๆ ซ่อนๆ ในมหาอาณาจักรโรมัน ในฐานะเป็นประมุขของศาสนาต้องห้าม ส่วนมากถูกจับกุมและถูกลงโทษประหารชีวิต และต่อมาทุกท่านได้รับการยกย่องเป็นนักบุญของคริสตจักรคาทอลิก รวมทั้งนักบุญเปโตรด้วย

          เมื่อจักรพรรดิคอนสแตนติน (Constantin) ย้ายราชสำนักไปตั้งนครหลวงใหม่ที่นครคอนสแตนติโนเปิล (Constantinople) ตั้งแต่ปี ค.ศ.330 ได้มอบให้สันตะปาปาปกครองกรุงโรมในนามของพระองค์ตั้งแต่นั้นมาสันตะปาปาจึง ดำรง 3 ตำแหน่ง (แสดงออกเป็นสัญลักษณ์โดยสวมมงกุฎ 3 ชั้น ปัจจุบันเลิกใช้แล้ว) คือ เป็นประมุขของคริสตชนคาทอลิกทั่วโลก เป็นบิชอปของกรุงโรม และเป็นเจ้านครของกรุงโรมขึ้นต่อจักรพรรดิโรมัน ครั้นเมื่อจักรพรรดิโรมันไม่สามารถกุมอำนาจทางตะวันตกได้อีกต่อไป สันตะปาปาก็มีอำนาจปกครองเด็ดขาดในฐานะกษัตริย์หรือเจ้านครรัฐอิสระโดย ปริยาย อำนาจทางการเมืองของสถาบันสันตะปาปา บางครั้งก็ขยายออกไปกินอาณาบริเวณภาคกลางของอิตาลีทั้งหมดบางครั้งขยายไปถึง ภาคเหนือของ อิตาลี จนถึงบางส่วนทางภาคใต้ของฝรั่งเศสด้วยก็มี อาณาเขตเปลี่ยนแปลงเรื่อยมาตลอดยุคกลางตามกระแสเหตุการณ์ของประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตามสถาบันสันตะปาปาตั้งสำนักปฏิบัติการอยู่ในกรุงโรมเสมอ ยกเว้นระหว่างปี ค.ศ.1309-1377 ซึ่งเป็นช่วงที่สันตะปาปาเป็นชาวฝรั่งเศสสร้างถวายให้ แต่ก็ถูกทักท้วงอย่างหนักจนต้องย้ายกลับคืนกรุงโรมและคงอยู่ต่อมาจนทุก วันนี้

          อย่างไรก็ตาม เมื่อคาวัวร์ (Cavour) รวมนครรัฐต่างๆ ของอิตาลีเข้าเป็นประเทศอิตาลีได้สำเร็จก็ได้ยึดกรุงโรมจากสถาบันสันตะปาปา และสถาปนาขึ้นเป็นนครหลวงของประเทศในปี ค.ศ.1870 ได้จำกัดเขตสันตะปาปาให้มีกรรมสิทธิ์เฉพาะในกัน เขตวังวาติกัน เท่านั้น ได้รับการทัดทานจากชาวคาทอลิกทั่วโลก ในที่สุดมุสโสลินี (Mussolini) ได้แก้ข้อพิพาทโดยทำสนธิสัญญาลาเตรัน (Lateran Treaty) กับสำนักวาติกันในปี ค.ศ.1929 และแก้ไขในปีค.ศ. 1984 โดยให้สัตยาบันว่า ขอรับรองและค้ำประกันอธิปไตยของนครรัฐวาติกันและให้ความสะดวกอีกหลายๆ อย่าง เพื่อให้นครรัฐวาติกันสามารถดำรงอยู่ได้ในฐานะรัฐอิสระ เหมาะสมที่จะให้สถาบันสันตะปาปาปฏิบัติภารกิจในฐานะประมุขของชาวคาทอลิกทั่ว โลกได้ เหตุที่เรียก สนธิสัญญาลาเตรัน เพราะมีการเซ็นกันที่ พระราชวังลาเตรัน

          นครรัฐวาติกัน เป็น รัฐที่เล็กที่สุดในโลกมีเนื้อที่ประมาณ 108 เอเคอร์ หรือประมาณ 250 ไร่ หรือประมาณ 2/3 ตารางกิโลเมตร ตามสนธิสัญญาแห่ง “ลาเตรัน” นครรัฐวาติกันมีอาณาเขตประกอบด้วยวังวาติกัน วังกัสเตลกันดอลโฟ (Castelgandolfo) อันเป็นที่ประทับร้อนอยู่นอกชานกรุงโรมไปทางทิศใต้ มหาวิทยาลัยเกรโกเรียน (Gregorian University) และโบสถ์ 13 แห่งในกรุงโรม เฉพาะวังวาติกันมีเนื้อที่ 150 ไร่ หรือ 2/5 ตารางกิโลเมตร ซึ่งรวมโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ พิพิธภัณฑ์วาติกัน หอสมุดวาติกัน และทีประทับขององค์สันตะปาปาด้วย ภายในบริเวณดังกล่าวยังมีอุทยานวาติกันอันงดงาม มีสถานีวิทยุของวาติกัน มีที่ทำการไปรษณีย์วาติกัน สถานีรถไฟวาติกัน ธนาคารวาติกัน และร้านค้าของวาติกัน ซึ่งปลอดภาษีทุกชนิด แม้นครรัฐวาติกันจะมีการติดต่อทางการทูตกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้ง ประเทศไทยด้วย แต่ในนครรัฐวาติกันหามีที่ตั้งสถานทูตไม่ เพราะทูตประจำวาติกันมักจะได้แก่ ทูตประจำประเทศหนึ่งในยุโรป ทูตประจำนครรัฐวาติกันจึงมีที่พำนักอยู่นอกเขตวาติกันทั้งสิ้น

(Page 1 of 2)
Last modified on Monday, 14 March 2011 19:45

Leave a comment

โปรดอ่านก่อน Comment
1. ไม่ควรใช้วาจาส่อเสียดดูหมิ่น คำหยาบ ฯลฯ
2. ข้อความของท่านจะรอการพิจารณา

ด้านล่างตรง ReCaptcha
เมื่อท่านกรอกอักษรที่แสดงเรียบร้อยแล้ว กรุณาสังเกตุ
Comment added and waiting for approaval.
(ข้อความได้เพิ่มความคิดเห็นแล้วและรอการอนุมัติ)

แสดงว่าไม่ต้อง ใส่ค่า Recaptcha อีกรอบ
ขอบคุณ

You are here: Home