Thursday, 08 September 2011 11:16

ประสบการณ์ที่ธรณีแห่งความตาย

Written by  Administrator
Rate this item
(0 votes)

     มีหนังสือหลายเล่มที่พูดถึงคนเป็นจำนวนร้อยทั่วโลกที่เคยมีประสบการณ์ที่ธรณีประตูแห่งความตายมาแล้ว บุคคลที่ว่าตายแล้วตามภาษาการแพทย์ที่ได้มีประสบการณ์ที่อัศจรรย์ใจจริงๆในสถานการณ์เหล่านี้และได้เล่าให้พวกเราฟังหลังจากที่ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ประสบการณ์เหล่านี้เป็นจริงจนทำให้พวกเขาต้องเปลี่ยนวิถีดำเนินชีวิต ในบางกรณีก็เห็นมัคคุเทศก์ที่เป็นจิต แสงสว่างอันเจิดจ้าซึ่งตามปกติแล้วซึ่งมักเกี่ยวข้องกับบรรดาเทวดา ให้เรามาฟังประสบการณ์เหล่านี้สักสองสามเรื่องเถิด

    ราฟ วิลเกินสัน เล่าเรื่องราวของเขาในหนังสือที่เขาจัดพิมพ์ขึ้นที่มีชื่อว่า “กลับมาจากที่ไกลโพ้น” ขณะที่เขากำลังทำงานอยู่ในเหมืองแร่ ได้เกิดอุบัติเหตุรุนแรงขึ้นทำให้แขนข้างหนึ่งขาดและคอหัก เขาหมดสติไป แต่วันรุ่งขึ้นเขาได้ลุกขึ้นและได้รับการรักษาให้หายอย่างเหลือเชื่อ เขาพูดกับแพทย์ของเขาว่า “เมื่อคืนนี้ผมได้เห็นแสงสว่างเจิดจ้าที่สุดเกิดขึ้นในห้องของผมและมีเทวดาองค์หนึ่งอยู่กับผมตลอดทั้งคืน”

     อาร์วิ่น กิบสัน ในหนังสือของเขาที่มีชื่อว่า “ประกายนิรันดรกาล” เล่าเรื่องของแอนซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุเก้าขวบเริ่มส่อเค้าของโรคลูคีเมีย คืนหนึ่งเขาเห็นผู้หญิงสวยที่สุดคนหนึ่งเต็มไปด้วยแสงสว่างซึ่งดูราวกับผลึกที่บริสุทธิ์และเต็มไปด้วยแสงสีทุกชนิด เมื่อถามเขาว่าเขาคิดว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นผู้ใดเขาก็ตอบว่าเป็นอารักขเทวดาของเขา ได้นำเขาเข้าสู่ ” โลกใหม่ซึ่งเต็มไปด้วยความรัก สันติสุขและความยินดี ” เมื่อเขากลับมานายแพทย์ไม่เห็นว่ามีเค้าของโรค ลูคีเมียอีกเลย

     เรมอนต์ มูดี้ อีกคนหนึ่ง ในหนังสือที่มีชื่อเสียงของเขาชื่อว่า “ชีวิตหลังความตาย” เล่าเรื่องของเด็กหญิงคนหนึ่งที่มีชื่อว่านีนา อายุห้าขวบ หัวใจของเขาหยุดเต้นเมื่อกำลังทำการผ่าตัดไส้ติ่ง ขณะที่วิญญาณของเขาออกจากร่าง เขาเห็นสตรีสวยที่สุดคนหนึ่ง ช่วยเขาให้เดินผ่านอุโมงค์และประตูสวรรค์ ณ ที่ซึ่งเขาเห็นดอกไม้สวยงามอย่างที่เขาไม่สามารถอธิบายได้ เห็นพระบิดาเจ้าสวรรค์และพระเยซูเจ้า แต่พระองค์ทรงมีพระรับสั่งให้เขากลับไปก่อนเพราะว่าคุณแม่ของเขาเสียใจมาก

     เบตตี มาลส์ ในหนังสือ “เทวดาเฝ้าดูแลฉัน” ที่เธอเขียนขึ้นเมื่อปี 1986 ได้เล่าถึงประสบการณ์กับบรรดาเทวดา หนังสืออื่นๆที่น่าสนใจเล่าถึงประสบการณ์เกี่ยวกับความตายเช่น “ ชีวิตและความตาย ” (1982) ของดร . เคน ริง “ ความทรงจำของความตาย ” (1982) ของไมเกิ้ล ซาบอม และ “ การผจญภัยในนิรันดรกาล ” (1982) ของจอร์จ กัลลับ

    โจน เวสเตอร์ แอนเดอสัน ในหนังสือ “ ณ ที่ซึ่งเทวดาเดิน ” เล่าถึงเรื่องของ เด็กชายเจสัน ฮาร์ดี้ ซึ่งมีอายุได้เพียงสามขวบ เหตุเกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 1981 ครอบครัวของเขาอาศัยอยู่ในชนบท เด็กได้ตกลงไปในบ่อน้ำเมื่อช่วยกันเอาขึ้นมาได้แล้ว ปรากฏว่าเขาหมดสติไปแล้ว เพราะว่าเด็กอยู่ในน้ำไม่ต่ำกว่าหนึ่งชั่วโมง ทางการแพทย์ก็ถือว่าตายแล้ว ทั้งครอบครัวต่างพากันเศร้าโศก เขารีบไปตามหมอซึ่งก็มาให้ทันที แล้วรีบนำเด็กไปโรงพยาบาลโดยไม่ชักช้า เจสันอยู่ในขั้นโคม่าถ้าจะพูดกันตามประสามนุษย์แล้วก็หมดหวัง หลังจากนั้นห้าวันเด็กก็เริ่มแสดงอาการของนิวโมเนียซึ่งหมอต่างก็พากันคิดว่านั่นเป็นลางบอกเหตุร้าย ทั้งครอบครัวของเขาและเพื่อนๆต่างก็พากันสวดอย่างมากและอัศจรรย์ก็ได้เกิดขึ้น เด็กเริ่มฟื้นขึ้นและหลังจากนั้นยี่สิบวัน เขาก็ออกจากโรงพยาบาลได้ ปัจจุบันนี้เจสันเป็นหนุ่มแล้ว เป็นเด็กหนุ่มปกติธรรมดาและเต็มไปด้วยพลวัต มีอะไรเกิดขึ้นหรือ เด็กเล่ากระท่อนกระแท่นตามประสาเด็กว่า ที่ก้นบ่อนั้นมืดมาก “ แต่ว่าเทวดาอยู่กับผม ผมจึงไม่รู้สึกกลัว ” พระเป็นเจ้าได้ทรงส่งอารักขเทวดาไปช่วยเหลือเขาให้รอดตาย

    ดร . เมลวิล มอร์เซ ในหนังสือของเขาชื่อว่า “ อยู่ใกล้แสงสว่างมากกว่า ” (1990) เล่าเรื่องของกรีสเตล เมอร์ลอด ซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุเจ็ดขวบ ได้ตกลงไปในบ่อน้ำและจมน้ำ หัวใจหยุดเต้นหรือไม่หายใจเป็นเวลาสิบเก้านาที แต่แล้วชีวิตของเขาก็กลับคืนมาอย่างน่าอัศจรรย์ไม่อาจจะอธิบายตามภาษาวิชาทางการแพทย์ได้ เขาบอกกับคุณหมอว่า หลังจากที่เขาได้ตกลงไปในบ่อน้ำแล้ว เขามีความรู้สึกว่าเอลีซาแบธพาเขาไปพบกับพระบิดาเจ้า และพระเยซูคริสตเจ้า เมื่อถามว่าเอลีซาแบธผู้นี้เป็นใครเขาก็ตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่าเป็น “ อารักขเทวดาของหนู ” เขายังเล่าต่อไปอีกว่าพระบิดาเจ้าทรงให้เขาเลือกเอาว่าจะอยู่กับพระองค์หรือจะกลับ เขาก็เลือกที่จะอยู่กับพระองค์ แล้วนั้นก็ทรงให้เขาเห็นมารดาและพี่น้องของเขา เขาจึงได้ตัดสินใจที่จะกลับไปหาพวกเขา เมื่อเขาได้กลับเข้ามาในเนื้อหนังร่างกายเดิมของเขาแล้ว เขาได้เล่าให้คุณหมอและคนที่อยู่ที่นั่นบางคนฟังในสิ่งที่เขาได้เห็น เขาได้เปรียบโลกนี้เมื่อมองลงมาจากสวรรค์ว่าเหมือนมองผ่านทางรูจมูก คือมันไม่ชัดและมันกันสิ่งที่เป็นฝ่ายจิตออกไปหรือให้ดวงตาพร่าไปแต่ “ สวรรค์นั้นน่าอัศจรรย์ใจจริงๆ ”

     จริงสิ สวรรค์นั้นน่าอัศจรรย์ใจและสวยงามมาก สมที่จะดำเนินชีวิตให้ดีบนโลกนี้เพื่อที่จะได้สวรรค์นิรันดร ดั่งความมั่นใจของเด็กอายุเจ็ดขวบที่คุณหมอไดอานา กอมป์ ให้ความช่วยเหลือในขณะที่เขากำลังจะตาย เรื่องนี้ได้ถูกตีพิมพ์ลงในหนังสือไลฟ์ของเดือนมีนาคมปี 1992 คุณหมอเล่าว่า “ หมอนั่งอยู่ใกล้เตียงของเด็กพร้อมกับคุณพ่อคุณแม่ของเขา เด็กอยู่ในขั้นสุดท้ายของโรคลูคีเมีย มีตอนหนึ่งเขาลุกขึ้นนั่งพลางยิ้มพูดว่า หนูเห็นบรรดาเทวดาสวยงามที่สุด คุณแม่เห็นบ้างไหมคะ ฟังเสียงเขาดูสิ หนูไม่เคยได้ยินเสียงร้องที่ไพเราะอย่างนี้มาก่อนเลย แล้วนั้นเขาก็หมดลมหายใจ หมอคิดว่าประสบการณ์อันนี้เป็นอะไรบางอย่างที่มีชีวิตชีวาและเป็นจริง เป็นเสมือนพระพร พระพรแห่งสันติสำหรับคุณหมอและสำหรับคุณพ่อคุณแม่ของเขา เป็นรางวัลของเด็กในเวลาที่เขาตาย ” จะมีความสุขสักเพียงไรถ้าเราสามารถดำเนินชีวิตแบบเด็กคนนั้นในท่ามกลางบรรดาเทวดาและนักบุญ ด้วยการร้องเพลงสรรเสริญ ด้วยความรักและการนมัสการพระเป็นเจ้าของเราตลอดนิรันดร

     ท่านต้องการที่จะดำเนินชีวิตตลอดนิรันดรในสวรรค์ท่ามกลางบรรดาเทวดาหรือเปล่า ?

Administrator

Latest from Administrator

back to top