Thursday, 21 April 2011 12:50

จิม คาวีเซล นักแสดงใจศรัทธา

Written by  Administrator
Rate this item
(1 Vote)

จิม คาวีเซล นักแสดงใจศรัทธา

 
         ชื่อของ จิม คาวีเซล” (แต่บางครั้งก็ใช้ชื่อในการแสดงว่าเจมส์) เริ่มเป็นที่คุ้นเคยของนักดูหนังทั้งหลายตั้งแต่ได้รับบทเด่น พลทหารวิทท์ ใน The Thin Red Line หนังของเทอร์เรนซ์ มาลิค ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสก้าร์ถึง 7 สาขาแต่น่าเสียดายที่พลาดไปทุกรางวัลหลังจากนั้นเขาก็ได้เล่นหนังของสตูดิโอระดับเมเจอร์อย่างต่อเนื่อง เช่นบทนำเป็น จอห์น ฟรานซิส ซูลลิแวน ที่ติดต่อกับพ่อในอดีตเมื่อ 30 ปีก่อนได้ผ่านทางวิทยุสื่อสารรุ่นเก่าใน Frequency บทสมทบเป็นชายจรจัด เจอร์รี่ ใน Pay It Forward (เพิ่งเขียนแนะนำไปในอุดดมศานต์ฉบับเดือนมีนาคม 2002) ล่าสุดเขาก็ได้รับบทนำอีกครั้งใน The Count of Monte Cristo ที่เข้าฉายในอเมริกาไปเมื่อ 25 มกราคมที่ผ่านมา ส่วนบ้านเราก็เข้าฉายไปเมื่อ 24 พฤษภาคม
 
 
      แม้เขาจะเป็นนักแสดงฮอลลีวู้ดอยู่ในแวดวงมายา แต่ก็คงความเป็นแบบอย่างของคาทอลิกผู้เชื่อมั่นในพระเจ้า ดังที่เขาเปิดใจกับ คริสโตเฟอร์เฮฟฟรอน แห่งนิตยสารคาทอลิก St. Anthony Messenger ฉบับเดือน กุมภาพันธ์ 2002 "ผมไม่สงสัยเลยว่าพระเจ้าให้ผมเข้ามาสู่ธุรกิจนี้ ตอนเป็นวัยรุ่นอยู่ในโรงหนังที่บ้านเกิดผมรู้สึกเหมือนกับว่าได้ยินเสียง ... ‘จงเข้าสู่ธุรกิจนี้ นี้คือสิ่งที่ข้าต้องการให้เจ้าทำ" ...ผมถามว่า แต่ผมเป็นใครหรือ? ผมไม่รู้เรื่องการแสดงเลย ผมไม่รู้จักนักแสดงสักคน และไม่เคยเข้าชั้นการแสดงเลย”
 
        จิมเกิดเมื่อ 26 กันยายน 1968 ที่เมาท์เวอร์นอน, วอชิงตัน ห่างไกลจากแสงสีของฮอลลีวู้ดมากเติบโตขึ้นมาท่ามกลางครอบครัวคาทอลิกที่อบอุ่น เขาเล่าว่า “ครอบครัวของเราไปร่วมมิสซาเสมอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราก็ต้องไปโบสถ์ เพราะเป็นเหมือนที่หลบภัยของเรา ผมคิดถึงคำพูดเก่าๆ ที่บอกว่า ครอบครัวที่สวดภาวนาร่วมกัน ก็จะได้อยู่ด้วยกัน สำหรับผมเป็นความจริงอย่างที่สุด”
 
         ความฝันตอนเด็กของเขาคือการได้ไปเล่นบาสเก็ตบอลอาชีพ NBA แต่ช่วงปีแรกๆ ในมหาวิทยาลัยเขาได้รับบาดเจ็บที่เท้าจึงมุ่งหาเส้นทางใหม่ แล้วก็พบว่าได้รับเสียงเรียกให้เป็นนักแสดงเริ่มต้นด้วยบทเล็กๆ ในหนังเรื่องเยี่ยมของ กัส แวน ซองท์ My Own Private Idaho แต่ก็เป็นแรงผลักดันให้เขาเก็บกระเป๋ามุ่งสู่ลอสแองเจลีส แต่ใช่ว่าเขาจะได้เป็นพระเอกในชั่วข้ามคืนที่ทางในฮอลลีวู้ดช่วงปีแรกๆ ได้แค่บทเล็กๆ ทางโทรทัศน์และภาพยนตร์บ้างเท่านั้น จนมาได้บทที่เป็นชิ้นเป็นอันใน Wyatt Earp
 
         ปี 1996 เขาแต่งงานกับ เคอร์รี ครูสอนภาษาอังกฤษนักเรียนไฮสคูลเขาพูดถึงเธอเอาไว้ใน You! Magazine ว่า “ความยินดีอย่างที่สุดของผมในตอนนี้ก็คือผมได้พบกับคนที่รักผม...แต่ก็รักพระเจ้ามากกว่า...ผมรู้ว่าจะได้พบพระเจ้าและเธอก็จะได้พบเช่นกัน”
 
         และในปีเดียวกันนั้นเอง เทอร์เรนซ์ มาลิค ผู้กำกับที่สร้างชื่อด้วย Badlands และ Day Of Heaven ในช่วงทศวรรษ 1970 จากนั้นก็หยุดไปนาน ประกาศสร้างหนังสงครามโลกครั้งที่สองเรื่อง The Thin Red Line สร้างความสนใจให้กับดาราฮอลลีวู้ดมากมาย ในที่สุดคาวีเซลก็เป็นหนึ่งในนักแสดงหลักในหนังเรื่องนี้ ท่ามกลางดาราดังอย่าง ฌอน เพนน์, นิค โนลเต้, จอห์น คูแซก ฯลฯ
 
     เขาเล่าถึงวันที่ไปคัดเลือกตัวที่บ้านของมาลิคว่า ระหว่างเดินทางเขาสวดสายประคำไปด้วย และตอนมายืนอยู่หน้าบ้านของมาลิคในมือก็ยังถือสายประคำอยู่ มีผู้หญิงคนหนึ่งมาเปิดประตูให้ จิมนึกว่าเป็นแม่บ้าน และคิดว่าเธอเป็นคาทอลิกด้วยเหตุผลที่เขาเองก็อธิบายไม่ได้ จิมให้สายประคำเส้นนั้นไป ผู้หญิงคนนั้นสารภาพว่าเธอเพิ่งทำสายประคำที่เพื่อนให้มาโดยได้จากแม่ชีเทเรซาหายไป “ฉันเพิ่งสวดเมื่อเช้านี้ว่าให้ฉันได้สายประคำเส้นใหม่แล้วเธอก็เดินมาให้สายประคำฉัน” ปรากฏว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เป็นแม่บ้านแต่เธอคือภรรยาของเทอร์เรนซ์ มาลิคนั้นเอง เหตุการณ์นี้ทำให้จิมเชื่อว่านอกจากพระเจ้าแล้ว แม่พระเป็นผู้นำทางเขาในอาชีพนี้เช่นกัน
        

 และจาก The Thin Red Line นี้เองทำให้เขามีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นบทสมทบใน Ride with the Devil และ Ray It Forward และบทนำใน Frequency, Angel Eyes และล่าสุดก็คือ The Count of Monte Cristo หนังที่สร้างจากนิยายของนักเขียนฝรั่งเศส อเล็กซองต์ ดูมาส์ ผลงานกำกับของ เควิน เรย์โนลด์ เป็นหนังทุนสร้าง 35 ล้านดอลลาร์ โดยจิมรับบท เอ็ดมุนด์ ดองเตส์ หนุ่มว่าที่กัปตันเรือที่ถูกป้ายสีจนติดคุกกว่าสิบปี พูดถึงบทที่เขาได้รับว่า
 
     “คาแรคเตอร์ของผมเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ผมคิดอยู่ในใจว่าชายคนนี้จะได้รับการไถ่ถอนบาปหรือไม่ หรือว่าเขาจะจบสิ้นชีวิตลงไปกับความเกลียดชังนั้น ประโยคหนึ่งในหนังที่ผมชอบมากก็คือ ตอนที่บทของริชาร์ดแฮริส พูดกับเอ็ดมุนด์ว่า จงจำไว้ว่าอย่าได้ทำร้ายฆ่าชีวิตใคร เพราะตอนนี้เจ้าเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าแล้ว แต่เอ็ดมุนด์ตอบกลับไปว่า ข้าไม่เชื่อพระเจ้าแล้ว บาทหลวงชราตอบกลับไปว่า นั้นไม่สำคัญหรอกเพราะถึงอย่างไรพระเจ้าก็เชื่อในตัวเจ้า”
     ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากที่นักแสดงหนุ่มจะยังคงรักษาความเชื่ออยู่ได้ภายในโลกอึมครึมของฮอลลีวู้ด แต่จิมยืนยันว่าเขาแยกโลกทั้งสองจากกันได้โดยมีมิสซาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ “มิสซาเป็นเหมือนทุกสิ่งสำหรับผม เป็นชีวิต เป็นสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่รอบตัวผมความเป็นตัวผมก็คือคาทอลิกคนหนึ่งในฮอลลีวู้ด”
 
      แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตเขาจะไม่ถูกผจญล่อลวงเลย “เพราะมีภรรยาแล้วผมจึงต้องมีความรับผิดชอบแต่ที่นั้นมีสิ่งยั่วยวนเสมอ อดัมกับเอวาอยู่ในสวนเอเดน และพวกเขาก็ต้องแพ้การผจญโดยลิ้มลองผลไม้ต้องห้ามตอนนี้ก็เหมือนกับว่าผมอยู่ในสวนเอเดนเช่นกัน แต่ผมต้องมีความรับผิดชอบในทุกๆ สิ่งที่ทำ ...การไขว่คว้าเรื่องทางโลก หาความร่ำรวย ชื่อเสียง เงินทอง ไม่ใช่ว่าจะทำให้เรามีความสุขขึ้น ก็เหมือนกับที่คุณคว้ารางวัลอะไรมาได้สักอย่าง หรือเล่นหนังฮิตเรื่องหนึ่งมาแล้ว คุณอยากให้เกิดขึ้นกับคุณอีกเรื่องอยู่นั้นเอง แต่มันจะไม่ทำให้ชีวิตของคุณหายจากความว่างเปล่าหรอกเวลามีคนมาบอกว่าหนังเรื่องที่ผมแสดงเยี่ยมมาก ผมก็จะยกคำชมนั้นเพื่อเทิดเกียรติพระเป็นเจ้า”
 
    จิมตั้งใจจะให้พระเจ้าเป็นศูนย์กลางในชีวิตของเขา รวมไปถึงคนที่เขาทำงานด้วย ครั้งหนึ่งขณะที่ขับรถมาทำงานเขากับคนขับรถชื่อไมเคิลสวดสายประคำด้วยกัน และหลังจากวันนั้นก็มีคนอื่นมาร่วมสวดด้วย “เราเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการภาวนา ถวายทุกสิ่งให้กับพระเจ้า และให้กิจการงานที่ทำเป็นงานของพระองค์ด้วย”
 
      จิมยืนยันว่างานของเขาในฐานะนักแสดงนั้นเป็นกระแสเรียกด้วย เขาไม่ได้มีหน้าที่ให้ความบันเทิงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องรับใช้คนอื่นด้วย “เมื่อผู้คนมีความเจ็บปวดในชีวิตแล้วเข้ามาดูหนังสักเรื่อง ผมอยากจะให้เขาหลุดพ้นจากความทุกข์ชั่วขณะหนึ่งเหมือนกับได้เดินทาง แล้วเมื่อดูหนังจบเขาอาจจะพูดขึ้นว่า ยังมีความหวังอยู่นะ ข้างนอกนั้นยังมีสิ่งดีๆ อยู่”
 
 
 
 
 
 
อุดมศานต์ กันยายน 2547 หน้าที่ 46 - 48. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์อัสสัมชัญ
Last modified on Monday, 11 June 2012 12:02
Administrator

Latest from Administrator

back to top