“คนสบายดีไม่ต้องการหมอแต่คนเจ็บไข้ต้องการเราไม่ได้มาเพื่อเรียกคนชอบธรรมแต่เรามาเพื่อเรียกคนบาป” (มก. 2:17)

 
Wednesday, 20 June 2012 08:55

รหัสลับ DNA ผู้พิชิตทฤษฎีวิวัฒนาการ Featured

Written by  Administrator
Rate this item
(1 Vote)

+++รหัสลับ DNA ผู้พิชิตทฤษฎีวิวัฒนาการ+++

     ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เข้าไปสำรวจจักรวาลจิ๋วภายในเซลส์ เขาได้พบกับกลไกระบบข้อมูลที่สลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนยิ่งกว่าสิ่งประดิษฐ์ทุกประเภททึ่มนุษย์เคยสร้างขึ้นมา นี่มีผลอะไรต่อทฤษฎีวิวัฒนาการ ?

     ความสำเร็จ 2 ประการที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์ในปี 1953

     ประการแรกคือการพิชิตยอดเขา เอเวอร์เรสต์ ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก โดย เซอร์ เอดมุนด์ ฮิลราลี่ และผู้นำทาง นาย เทนซิง นอร์เก เป็นชัยชนะของนักไต่เขา นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา,มีนักไต่เขาจำนวนนับพันที่ทำตาม และมีผู้ที่สามารถพิชิตยอดเขาได้อีกนับร้อยคน

     ความสำเร็จประการที่สองในปี 1953 คือการที่ เจมส์ วัตสัน และ ฟรานซิส คริก ได้ค้นพบโครงสร้างพันธุกรรมที่ฝังอยู่ในนิวเคลียสของเซลส์มนุษย์ และเรียกสารพันธุกรรมนั้นว่า DNA ย่อมาจาก Deoxyribonucleicacid (ดีออกซี่ริโบนิวคลีกเอซิด)

     การค้นพบโครงสร้างเกลียวคู่ขนานของ โมเลกุล DNA เปิดทางให้นักวิทยาศาสตร์พยายามถอดรหัสลับที่ซ่อนอยู่ภายใน และหลังจากใช้เวลานานมากกว่าครึ่งศตวรรษ, รหัสลับของ DNA ก็ถูกแปลออกมาได้สำเร็จเป็นบางส่วน ถึงแม้ว่ายังมีรหัสจำนวนมากที่ยังไม่สามารถทำความเข้าใจได้ สิ่งที่ถูกค้นพบนี้ส่งผลกระทบต่อทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วิน ซึ่งถูกสั่งสอนในโรงเรียนว่าธรรมชาติทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งหลายเกิดการวิวัฒนาการโดยผ่านกรรมวิธีการผ่าเหล่าและการเลือกสรรทางธรรมชาติ

การค้นพบอันน่าพิศวงเกี่ยวกับ DNA

     นักวิทยาศาสตร์เริ่มต้นถอดรหัสพันธุกรรม   (DNA) มนุษย์และได้พบกับบางสิ่งที่ไม่ได้คาดฝัน - "ภาษา" ของพันธุกรรมที่ประกอบด้วยอักษรพันธุกรรมถึง 3 พันล้านตัวอักษร ถือเป็น "การค้นพบที่มหัศจรรย์สุดยอดของศตวรรษที่ 20 " เลยทีเดียว ดร. สตีเฟน, ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม ที่สถาบันการค้นคว้าแห่งซีแอตเติล, วอชิงตัน. ได้กล่าวว่า "ความมหัศจรรย์นั้นก็คือ DNA บรรจุข้อมูลที่บอกรายละเอียดของการสร้างโปรตีน อยู่ในรูปแบบของรหัสดิจิตอล 4 หลัก" (อ้างอิงจากThe case for Creator,2004 หน้า 224, โดย Lee Strobel)

     จำนวนข้อมูลใน พันธุกรรมมนุษย์นั้นสามารถเทียบได้โดยคร่าวๆกับชุดสารานุกรม เอ็นไซโครบิเดียบริตันนีกา จำนวน 12 ชุด หรือ 384 เล่ม ซึ่งอาจบรรจุได้เต็มในชั้นวางหนังสือของห้องสมุดยาว 48 ฟุต

    เมื่อมองดูถึงขนาดของพันธุกรรมซึ่งเล็กเพียงแค่ สองล้านส่วนในหนึ่งมิลลิเมตรแล้ว ทำให้พันธุกรรม DNA 1 ช้อนชา สามารถบรรจุข้อมูลทั้งหมดที่จำเป็นในการสร้างโปรตีนของอวัยวะทุกส่วนของสิ่งมีชีวิตทุกสปีชี่ Species ที่อาศัยอยู่ในโลกใบนี้ได้เลย นี่เป็นคำพูดของนักจุลชีววิทยา ไม่เคิล เดนตัน (อ้างอิงจาก "Evolution: A Theory in Crisis,1996, p. 334)

     ใครหรืออะไรที่สามารถย่อส่วนข้อมูลและจัดวาง"ตัวอักษร"จำนวนมากมายมหาศาลให้เป็นลำดับที่เหมาะสมถูกต้องแน่นอนราวกับเป็นคู่มือคำสั่งทางพันธุกรรมได้เช่นนี้? วิวัฒนาการสามารถทำให้เกิดระบบกลไกเช่นนี้ได้หรือ?

     DNA บรรจุภาษาพันธุกรรม

    ลองมาพิจารณาถึงแบบแผนของ"ภาษา"พันธุกรรมสักหน่อย. เราเรียกมันว่า "ภาษา" เพราะมันประกอบด้วยพื้นฐานหลักของ ตัวอักษร หรือ กลไกการเข้ารหัส, ไวยากรณ์ (การจัดวางตำแหน่งที่แน่นอนของคำ) , ความหมาย ( สัญลักษณ์) และจุดประสงค์ที่จำเพาะเจาะจง

    นักวิทยาศาสตร์พบว่ารหัสพันธุกรรมมีสิ่งที่เป็นพื้นฐานเหล่านี้ครบถ้วน ดร.สตีเฟน เมเยอร์ ให้อรรถธีบายว่า รหัสที่อยู่ใน DNA มีคุณสมบัติเหมือนกับรหัสหรือภาษาของคอมพิวเตอร์ทุกประการ" (อ้างอิงจาก Emphasis in Original หน้า 237, โดย Lee Strobel)

    รหัสที่เป็นภาษาอย่างแท้จริงนั้นพบว่ามีแต่ในมนุษย์เท่านั้น รหัสของสิ่งมีชีวิตอื่นยังไม่อาจนับเข้าเป็นภาษาได้ ถึงแม้ว่าเราจะเห็นสุนัขเห่าเวลาที่รู้สึกถึงอันตราย, ผึ้งเต้นรำเพื่อบอกเพื่อนของมันให้รู้ทิศทางของอาหาร และปลาวาฬส่งเสียงร้อง นี่เป็นการสื่อสารของสิ่งมีชีวิตในสปีชี่อื่น แต่มันมีโครงสร้างส่วนประกอบของการสื่อสารที่ไม่ใช่ภาษา แต่เป็นเพียงการส่งสัญญาณการสื่อสารในระดับต่ำเท่านั้น.

     การสื่อสารประเภทเดียวเท่านั้นที่ถือได้ว่าเป็นภาษาขั้นสูง คือภาษาของมนุษย์, ภาษาของคอมพิวเตอร์,รหัสมอร์ส และรหัสพันธุกรรม. ยังไม่พบว่ามีการสื่อสารระบบอื่นนอกจากนี้ที่มีพื้นฐานหลักของการเป็นภาษาดังกล่าว.

     บิล เกท เจ้าพ่อวงการคอมพิวเตอร์ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ กล่าวว่า " DNA ก็เหมือนโปรแกรมซอฟท์แวร์ เพียงแต่มีความสลับซับซ้อนมากกว่าสิ่งประดิษฐ์ใดๆที่เราคิดค้นขึ้นมา"

     ลองจินตนาการถึงอะไรที่สลับซับซ้อนยิ่งกว่าการทำงานของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ซึ่งเกิดขึ้นมาโดยบังเอิญอาศัยการวิวัฒนาการดูซิ - จะต้องใช้ระยะเวลานานเพียงใด , ต้องเกิดการผ่าเหล่าสักกี่ครั้งและต้องผ่านการเลือกสรรทางธรรมชาติเป็นจำนวนสักเท่าใดจึงจะเกิดสิ่งนั้นขึ้นมาได้?

     ภาษา DNA กับ โมเลกุล DNA เป็นคนละอย่างกัน

     จากการศึกษาในเรื่องทฤษฎีข้อมูล ทำให้สามารถสรุปสาระบางอย่างที่ยังความประหลาดใจ นั่นคือ, ข้อมูล ไม่สามารถจัดเป็นเรื่องเดียวกับ สสารและพลังงาน. ถูกต้องที่สสารและพลังงาน สามารถนำพาข้อมูลไปได้ แต่มันก็เป็นคนละสิ่งกับ ตัวข้อมูลเอง

     ยกตัวอย่าง, หนังสือนิยาย "อิเลียด" ของโฮเมอร์ มีข้อมูลบรรจุอยู่ แต่ตัวหนังสือเองเป็นข้อมูลหรือ? ไม่ใช่, สสารของหนังสือ - กระดาษ, หมึกและกาวประกอบกันเป็นเล่มหนังสือ, แต่มันเป็นเพียงเครื่องมือและวิธีการที่จะสื่อสารเท่านั้น

     แต่เมื่อข้อมูลในหนังสือถูกอ่านดังๆ , ถูกเขียนด้วยชอล์ก หรือพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ ตัวข้อมูลไม่ถูกทำให้เปลี่ยนแปลงหรือถูกรบกวนให้คุณภาพเสียหายไปด้วยวิธีการส่งผ่านข้อมูลแต่อย่างใด. ศาสตราจารย์ ฟิลิป จอห์นสัน กล่าวว่า " อันที่จริงเนื้อหาของสาส์น เป็นอิสระเอกเทศจากสิ่งที่เป็นกายภาพของสื่อ" (อ้างอิง: Defeating Darwinism by opening Minds,1997, p. 71 )

     หลักการอันเดียวกันนี้ก็ปรากฏอยู่ในรหัสพันธุกรรมด้วยเช่นกัน โมเลกุล DNA เป็นตัวนำภาษาพันธุกรรม แต่ภาษาพันธุกรรมเป็นอิสระเอกเทศจากสื่อตัวนำของมัน ข้อมูลพันธุกรรมอันเดียวกันนี้สามารถเขียนลงในหนังสือ, บรรจุไว้ในแผ่นดิสก์ หรือส่งไปทางอินเตอร์เนท, โดยที่คุณภาพหรือเนื้อหาสาระของสาส์นข้อมูลนั้ไม่เปลี่ยนแปลงด้วยวิธีการส่งข้อมูล

     ตามความคิดของ จอร์จ วิลเลี่ยม, พันธุกรรมเป็นที่สำหรับบรรจุข้อมูล, ตัวมันเองไม่ใช่ข้อมูล รูปแบบของการจับคู่เบสใน โมเลกุล DNA ระบุถึงลักษณะพันธุกรรม แต่โมเลกุล DNA เป็นแต่เพียงสื่อตัวนำเท่านั้น, ไม่ใช่สาส์นข้อมูลโดยตรง (อ้างอิง: Johnson, p' 70 )

(Page 1 of 2)
Last modified on Wednesday, 20 June 2012 10:45
More in this category: « Creation and Evolution

Leave a comment

โปรดอ่านก่อน Comment
1. ไม่ควรใช้วาจาส่อเสียดดูหมิ่น คำหยาบ ฯลฯ
2. ข้อความของท่านจะรอการพิจารณา

ด้านล่างตรง ReCaptcha
เมื่อท่านกรอกอักษรที่แสดงเรียบร้อยแล้ว กรุณาสังเกตุ
Comment added and waiting for approaval.
(ข้อความได้เพิ่มความคิดเห็นแล้วและรอการอนุมัติ)

แสดงว่าไม่ต้อง ใส่ค่า Recaptcha อีกรอบ
ขอบคุณ

You are here: Home