Wednesday, 20 June 2012 08:55

รหัสลับ DNA ผู้พิชิตทฤษฎีวิวัฒนาการ Featured

Written by  Administrator
Rate this item
(1 Vote)

+++รหัสลับ DNA ผู้พิชิตทฤษฎีวิวัฒนาการ+++

     ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เข้าไปสำรวจจักรวาลจิ๋วภายในเซลส์ เขาได้พบกับกลไกระบบข้อมูลที่สลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนยิ่งกว่าสิ่งประดิษฐ์ทุกประเภททึ่มนุษย์เคยสร้างขึ้นมา นี่มีผลอะไรต่อทฤษฎีวิวัฒนาการ ?

     ความสำเร็จ 2 ประการที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์ในปี 1953

     ประการแรกคือการพิชิตยอดเขา เอเวอร์เรสต์ ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก โดย เซอร์ เอดมุนด์ ฮิลราลี่ และผู้นำทาง นาย เทนซิง นอร์เก เป็นชัยชนะของนักไต่เขา นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา,มีนักไต่เขาจำนวนนับพันที่ทำตาม และมีผู้ที่สามารถพิชิตยอดเขาได้อีกนับร้อยคน

     ความสำเร็จประการที่สองในปี 1953 คือการที่ เจมส์ วัตสัน และ ฟรานซิส คริก ได้ค้นพบโครงสร้างพันธุกรรมที่ฝังอยู่ในนิวเคลียสของเซลส์มนุษย์ และเรียกสารพันธุกรรมนั้นว่า DNA ย่อมาจาก Deoxyribonucleicacid (ดีออกซี่ริโบนิวคลีกเอซิด)

     การค้นพบโครงสร้างเกลียวคู่ขนานของ โมเลกุล DNA เปิดทางให้นักวิทยาศาสตร์พยายามถอดรหัสลับที่ซ่อนอยู่ภายใน และหลังจากใช้เวลานานมากกว่าครึ่งศตวรรษ, รหัสลับของ DNA ก็ถูกแปลออกมาได้สำเร็จเป็นบางส่วน ถึงแม้ว่ายังมีรหัสจำนวนมากที่ยังไม่สามารถทำความเข้าใจได้ สิ่งที่ถูกค้นพบนี้ส่งผลกระทบต่อทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วิน ซึ่งถูกสั่งสอนในโรงเรียนว่าธรรมชาติทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งหลายเกิดการวิวัฒนาการโดยผ่านกรรมวิธีการผ่าเหล่าและการเลือกสรรทางธรรมชาติ

การค้นพบอันน่าพิศวงเกี่ยวกับ DNA

     นักวิทยาศาสตร์เริ่มต้นถอดรหัสพันธุกรรม   (DNA) มนุษย์และได้พบกับบางสิ่งที่ไม่ได้คาดฝัน - "ภาษา" ของพันธุกรรมที่ประกอบด้วยอักษรพันธุกรรมถึง 3 พันล้านตัวอักษร ถือเป็น "การค้นพบที่มหัศจรรย์สุดยอดของศตวรรษที่ 20 " เลยทีเดียว ดร. สตีเฟน, ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม ที่สถาบันการค้นคว้าแห่งซีแอตเติล, วอชิงตัน. ได้กล่าวว่า "ความมหัศจรรย์นั้นก็คือ DNA บรรจุข้อมูลที่บอกรายละเอียดของการสร้างโปรตีน อยู่ในรูปแบบของรหัสดิจิตอล 4 หลัก" (อ้างอิงจากThe case for Creator,2004 หน้า 224, โดย Lee Strobel)

     จำนวนข้อมูลใน พันธุกรรมมนุษย์นั้นสามารถเทียบได้โดยคร่าวๆกับชุดสารานุกรม เอ็นไซโครบิเดียบริตันนีกา จำนวน 12 ชุด หรือ 384 เล่ม ซึ่งอาจบรรจุได้เต็มในชั้นวางหนังสือของห้องสมุดยาว 48 ฟุต

    เมื่อมองดูถึงขนาดของพันธุกรรมซึ่งเล็กเพียงแค่ สองล้านส่วนในหนึ่งมิลลิเมตรแล้ว ทำให้พันธุกรรม DNA 1 ช้อนชา สามารถบรรจุข้อมูลทั้งหมดที่จำเป็นในการสร้างโปรตีนของอวัยวะทุกส่วนของสิ่งมีชีวิตทุกสปีชี่ Species ที่อาศัยอยู่ในโลกใบนี้ได้เลย นี่เป็นคำพูดของนักจุลชีววิทยา ไม่เคิล เดนตัน (อ้างอิงจาก "Evolution: A Theory in Crisis,1996, p. 334)

     ใครหรืออะไรที่สามารถย่อส่วนข้อมูลและจัดวาง"ตัวอักษร"จำนวนมากมายมหาศาลให้เป็นลำดับที่เหมาะสมถูกต้องแน่นอนราวกับเป็นคู่มือคำสั่งทางพันธุกรรมได้เช่นนี้? วิวัฒนาการสามารถทำให้เกิดระบบกลไกเช่นนี้ได้หรือ?

     DNA บรรจุภาษาพันธุกรรม

    ลองมาพิจารณาถึงแบบแผนของ"ภาษา"พันธุกรรมสักหน่อย. เราเรียกมันว่า "ภาษา" เพราะมันประกอบด้วยพื้นฐานหลักของ ตัวอักษร หรือ กลไกการเข้ารหัส, ไวยากรณ์ (การจัดวางตำแหน่งที่แน่นอนของคำ) , ความหมาย ( สัญลักษณ์) และจุดประสงค์ที่จำเพาะเจาะจง

    นักวิทยาศาสตร์พบว่ารหัสพันธุกรรมมีสิ่งที่เป็นพื้นฐานเหล่านี้ครบถ้วน ดร.สตีเฟน เมเยอร์ ให้อรรถธีบายว่า รหัสที่อยู่ใน DNA มีคุณสมบัติเหมือนกับรหัสหรือภาษาของคอมพิวเตอร์ทุกประการ" (อ้างอิงจาก Emphasis in Original หน้า 237, โดย Lee Strobel)

    รหัสที่เป็นภาษาอย่างแท้จริงนั้นพบว่ามีแต่ในมนุษย์เท่านั้น รหัสของสิ่งมีชีวิตอื่นยังไม่อาจนับเข้าเป็นภาษาได้ ถึงแม้ว่าเราจะเห็นสุนัขเห่าเวลาที่รู้สึกถึงอันตราย, ผึ้งเต้นรำเพื่อบอกเพื่อนของมันให้รู้ทิศทางของอาหาร และปลาวาฬส่งเสียงร้อง นี่เป็นการสื่อสารของสิ่งมีชีวิตในสปีชี่อื่น แต่มันมีโครงสร้างส่วนประกอบของการสื่อสารที่ไม่ใช่ภาษา แต่เป็นเพียงการส่งสัญญาณการสื่อสารในระดับต่ำเท่านั้น.

     การสื่อสารประเภทเดียวเท่านั้นที่ถือได้ว่าเป็นภาษาขั้นสูง คือภาษาของมนุษย์, ภาษาของคอมพิวเตอร์,รหัสมอร์ส และรหัสพันธุกรรม. ยังไม่พบว่ามีการสื่อสารระบบอื่นนอกจากนี้ที่มีพื้นฐานหลักของการเป็นภาษาดังกล่าว.

     บิล เกท เจ้าพ่อวงการคอมพิวเตอร์ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ กล่าวว่า " DNA ก็เหมือนโปรแกรมซอฟท์แวร์ เพียงแต่มีความสลับซับซ้อนมากกว่าสิ่งประดิษฐ์ใดๆที่เราคิดค้นขึ้นมา"

     ลองจินตนาการถึงอะไรที่สลับซับซ้อนยิ่งกว่าการทำงานของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ซึ่งเกิดขึ้นมาโดยบังเอิญอาศัยการวิวัฒนาการดูซิ - จะต้องใช้ระยะเวลานานเพียงใด , ต้องเกิดการผ่าเหล่าสักกี่ครั้งและต้องผ่านการเลือกสรรทางธรรมชาติเป็นจำนวนสักเท่าใดจึงจะเกิดสิ่งนั้นขึ้นมาได้?

     ภาษา DNA กับ โมเลกุล DNA เป็นคนละอย่างกัน

     จากการศึกษาในเรื่องทฤษฎีข้อมูล ทำให้สามารถสรุปสาระบางอย่างที่ยังความประหลาดใจ นั่นคือ, ข้อมูล ไม่สามารถจัดเป็นเรื่องเดียวกับ สสารและพลังงาน. ถูกต้องที่สสารและพลังงาน สามารถนำพาข้อมูลไปได้ แต่มันก็เป็นคนละสิ่งกับ ตัวข้อมูลเอง

     ยกตัวอย่าง, หนังสือนิยาย "อิเลียด" ของโฮเมอร์ มีข้อมูลบรรจุอยู่ แต่ตัวหนังสือเองเป็นข้อมูลหรือ? ไม่ใช่, สสารของหนังสือ - กระดาษ, หมึกและกาวประกอบกันเป็นเล่มหนังสือ, แต่มันเป็นเพียงเครื่องมือและวิธีการที่จะสื่อสารเท่านั้น

     แต่เมื่อข้อมูลในหนังสือถูกอ่านดังๆ , ถูกเขียนด้วยชอล์ก หรือพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ ตัวข้อมูลไม่ถูกทำให้เปลี่ยนแปลงหรือถูกรบกวนให้คุณภาพเสียหายไปด้วยวิธีการส่งผ่านข้อมูลแต่อย่างใด. ศาสตราจารย์ ฟิลิป จอห์นสัน กล่าวว่า " อันที่จริงเนื้อหาของสาส์น เป็นอิสระเอกเทศจากสิ่งที่เป็นกายภาพของสื่อ" (อ้างอิง: Defeating Darwinism by opening Minds,1997, p. 71 )

     หลักการอันเดียวกันนี้ก็ปรากฏอยู่ในรหัสพันธุกรรมด้วยเช่นกัน โมเลกุล DNA เป็นตัวนำภาษาพันธุกรรม แต่ภาษาพันธุกรรมเป็นอิสระเอกเทศจากสื่อตัวนำของมัน ข้อมูลพันธุกรรมอันเดียวกันนี้สามารถเขียนลงในหนังสือ, บรรจุไว้ในแผ่นดิสก์ หรือส่งไปทางอินเตอร์เนท, โดยที่คุณภาพหรือเนื้อหาสาระของสาส์นข้อมูลนั้ไม่เปลี่ยนแปลงด้วยวิธีการส่งข้อมูล

     ตามความคิดของ จอร์จ วิลเลี่ยม, พันธุกรรมเป็นที่สำหรับบรรจุข้อมูล, ตัวมันเองไม่ใช่ข้อมูล รูปแบบของการจับคู่เบสใน โมเลกุล DNA ระบุถึงลักษณะพันธุกรรม แต่โมเลกุล DNA เป็นแต่เพียงสื่อตัวนำเท่านั้น, ไม่ใช่สาส์นข้อมูลโดยตรง (อ้างอิง: Johnson, p' 70 )


    ข้อมูลพันธุกรรมกำเนิดมาจากสติปัญญาที่ปรีชาฉลาด

    ข้อมูลขั้นสูงนี้ย่อมมีแหล่งกำเนิดมาจากสติปํญญาที่ชาญฉลาดเท่านั้น

     ลี สโตรเบลให้อรรถธิบายว่า "ข้อมูลของรหัสแห่งชีวิตนี้ มิได้ไร้ระเบียบแบบแผน มันไม่ได้อยู่ในรูปแบบที่ง่ายๆเหมือนกับผลึกของเกลือ แต่มิความสลับซับซ้อนและข้อมูลที่จำเพาะเจาะจง ที่สามารถทำให้ผลงานอันน่ามหัศจรรย์สำเร็จสมประสงค์ได้ การสร้างสรรค์เครื่องจักรชีวะนั้นเป็นสิ่งที่นอกเหนือความสามารถของมนุษย์ที่จะทำได้" (p. 244)

     ยกตัวอย่าง : ความแม่นยำของภาษาพันธุกรรมมีความผิดพลาดในอัตราเฉลี่ยน้อยกว่า 1 ใน 10 พันล้านตัวอักษร. ถ้าเกิดความผิดพลาดขึ้นในส่วนที่สำคัญที่สุดของรหัสซึ่งอยู่ในพันธุกรรม, อาจเป็นเหตุทำให้เกิดโรคโลหิตจางขึ้นได้. นักพิมพ์ดีดมือดีที่สุดในโลกก็ยังไม่สามารถทำได้ใกล้เคียงกับความผิดพลาดเพียง หนึ่งใน 10 พันล้านตัวอักษร นี้ได้เลย ยังห่างไกลมาก.

     ดังนั้นความเชื่อที่ว่า รหัสพันธุกรรมได้รับการวิวัฒนาการอย่างช้าๆตามทฤษฎีของดาร์วินนั้น เป็นการแหกกฎทุกอย่างของธรรมชาติ,สสารและพลังงาน อันที่จริง,ยังไม่เคยมีตัวอย่างที่ระบบกลไกข้อมูลหนึ่งภายในเซลส์ที่ค่อยๆวิวัฒนาการกลายเป็นระบบข้อมูลที่ทำหน้าที่อื่นได้เลย.

     ไมเคิล เบเฮ ศาสตราจารย์และนักชีวะวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ได้บรรยายเรื่องข้อมูลพันธุกรรมเป็นพื้นฐานหลักของคำสั่งพันธุกรรมและได้ให้ตัวอย่างเอาไว้ดังนี้.

     เขาเขียนไว้ว่า : "ลองพิจารณาทีละขั้นตอนของคำสั่งทางพันธุกรรม. การผ่าเหล่าเป็นการเปลี่ยนเฉพาะบรรทัดเดียวในจำนวนหลายบรรทัดของคำสั่งพันธุกรรมนั้น ดังนั้นแทนที่จะพูดว่า , "จงเป็นลูกนัทขนาด 1/4 นิ้ว" , การผ่าเหล่าจะบอกว่า "จงเป็นลูกนัทขนาด 3/4 นิ้ว" หรือแทนที่จะบอกว่า "จงวางลูกกลมลงในรูกลม" ก็จะกลายเป็น "จงวางลูกกลมลงในรูเหลี่ยม" ... สิ่งที่การผ่าเหล่าไม่สามารถทำได้ก็คือการเปลี่ยนคำสั่งทั้งหมดในขั้นตอนเดียว - เช่น, (คำสั่ง) จงสร้างเครื่องFAX แทนที่จะเป็น วิทยุ" (อ้างอิง : Darwin's Black Box, 1996, p. 41)

     เพราะฉะนั้นเราจึงมีรหัสพันธุกรรมที่มีคำสั่งที่สลับซับซ้อนมหาศาลที่ถูกออกแบบโดยสติปัญญาอันปรีชาฉลาดมากกว่ามนุษย์

     แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบรหัสพันธุกรรมผู้หนึ่งคือ ฟรานซิส คริก ซึ่งไม่เชื่อเรื่องพระเป็นเจ้าและได้เสียชีวิตไปเมื่อเร็วๆนี้ หลังจากได้ศึกษาเพื่อถอดรหัสนี้เป็นเวลานับสิบปี, ก็ยอมรับว่า "คนที่ซื่อสัตย์ซึ่งมีความรู้ทุกอย่างเท่าที่จะหาได้ในปัจจุบัน ก็ต้องพูดในทำนองนี้ว่า , จุดกำเนิดของชีวิต นับเป็นเรื่องที่เกือบเป็นการอัศจรรย์, ต้องมีสภาวะหลายสิ่งหลายอย่างเหลือเกินที่อำนวยให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้"(Life Itself, 1984, p. 88 )

    ทฤษฎีวิวัฒนาการไม่สามารถตอบคำถามได้

     เป็นเรื่องน่าคิดว่า นักวิทยาศาสตร์,ถึงแม้จะใช้ความพยายามนับแรมปีในห้องทดลองทั่วโลก ก็ยังไม่สามารถสร้างได้แม้แต่เส้นผมของมนุษย์เพียงเส้นเดียว. แล้วการที่จะสร้างร่างกายมนุษย์ที่ประกอบด้วย 100 ล้านล้านเซลส์ จะยิ่งยากลำบากนักหนาสักเพียงไร

     จนกระทั่งบัดนี้ ทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วินก็ยังพยายามหาคำอธิบายเท่าที่จะเป็นไปได้สำหรับความสลับซับซ้อนของชีวิต. แต่พวกเขาต้องเผชิญกับปัญหาที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก: นั่นคือ ความบังเอิญจะทำให้เกิดข้อมูลจำเพาะเจาะจงที่แม่นยำขึ้นมาได้อย่างไร - โดยการผ่าเหล่าและการเลือกสรรทางธรรมชาติหรือ? เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่มีกลไกอัจฉริยะที่จำเป็นสำหรับการสร้างข้อมูลที่สลับซับซ้อน ที่เทียบได้กับรหัสพันธุกรรม.

     ทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วินยังคงถูกสอนในโรงเรียนราวกับว่ามันเป็นความจริง. แต่มีนักวิทยาศาสตร์จำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆที่เริ่มต้องการให้มีปรับปรุงเสียใหม่ แพทริก กลีน ผู้ที่เคยเชื่อว่าไม่มีพระเป็นเจ้าได้กล่าวว่า "เหมือนเมื่อ 25 ปีก่อน, นักคิดได้วิเคราะห์หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้เหตุผลในเรื่องที่ยังเคลือบแคลงสงสัยอยู่ (เกี่ยวการเนรมิตสร้าง) แต่นั่นไม่เป็นปัญหาต่อไปแล้ว ปัจจุบันนี้มีข้อมูลที่หนักแน่นที่ชี้ชัดไปยังสมมุติฐานเรื่องพระเป็นเจ้า. มันเป็นผลลัพท์ที่ง่ายและแจ่มชัดที่สุด...."(God : The Evidence, 1997, pp. 54 - 55,53)

     คุณภาพของข้อมูลพันธุกรรมคงเดิมเสมอ

     ทฤษฎีวิวัฒนาการบอกเราว่าสิ่งมีชีวิตมีวิวัฒนาการโดยผ่านการผ่าเหล่าและการเลือกสรรทางธรรมชาติ. การวิวัฒนาการหมายถึงการค่อยๆเปลี่ยนแปลงรูปแบบบางอย่างของสิ่งมีชีวิตบางชนิดจนกระทั่งกลับกลายเป็นสิ่งมีชีวิตอีกประเภทหนึ่ง และสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลพันธุกรรม.

     แล้วเราพบอะไรในรหัสพันธุกรรม? เราพบว่าคุณภาพพื้นฐานของข้อมูลในแบคทีเรียหรือพืชนั้นเทียบเท่ากับมนุษย์. แบคทีเรียมีรหัสพันธุกรรมที่สั้นกว่า, แต่มีคุณภาพของคำสั่งแม่นยำและถูกต้องเท่าเทียมกับของมนุษย์. มีความถูกต้องของภาษา,ไวยากรณ์และสัญลักษณ์ในแบคทีเรีย,แอลจีเช่นเดียวกับมนุษย์.

     นักชีวะวิทยา ไมเคิล เดนตันได้พูดว่า "ข้อมูลพันธุกรรมในแต่ละเซลส์, จากแบคทีเรียมาถึงมนุษย์,ประกอบด้วยภาษาและระบบกลไกการเข้ารหัส,ธนาคารความจำสำหรับเก็บข้อมูลและส่งข้อมูล,ระบบควบคุมที่น่าทึ่งในการประกอบชิ้นส่วนต่างๆ,ระบบควบคุมคุณภาพที่แก้ไขข้อบกพร่องและตรวจสอบการอ่านรหัสที่มีคุณภาพสูง, ขบวนการประกอบชิ้นส่วนที่มีหลักการของการขี้นรูปโครงสร้างและการจำลองรูปแบบ.... (และ) ความสามารถที่เครื่องมือทันสมัยของมนุษย์ไม่สามารถแข่งขันได้, เพราะมันสามารถจะจำลองและผลิตโครงสร้างใหม่ทั้งหมดได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง" (Denton, p. 329)

     แล้วรหัสพันธุกรรมของ DNA จะค่อยๆวิวัฒนาการไปเป็นข้อมูลของสิ่งมีชีวิตอื่นได้อย่างไร ในเมื่อถ้าหากมีความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยในล้านตัวอักษรของ DNA อาจทำให้แบคทีเรียนั้นตายได้!?

     นักวิวัฒนาการวิทยากลับนิ่งเฉยในเรื่องนี้. พวกเขาไม่มีความคิดที่จะหาสมมุติฐานมาอธิบาย ลี สโตรเบลเขียนไว้ว่า : "ขด DNA ยาว 6 ฟุตภายในเซลส์มนุษย์จำนวน ร้อยล้านล้านเซลส์ประกอบด้วยตัวอักษรรหัสเคมีเพียง 4 ตัวที่ประกอบกันและสะกดออกมาเป็นคำสั่งอันแม่นยำสำหรับรูปแบบของโปรตีนทั้งหมดของร่างกายมนุษย์...ยังไม่สมมุติฐานใดที่จะอธิบายถึงวิธีการที่จะรับและส่งข้อมูลไปสู่สารชีวะภาพเพื่อก่อกำเนิดรูปแบบทางชีวะโดยวิธีทางธรรมชาติ" (Strobel, p. 282 )

     โปรเฟสเซอร์ด้านระบบข้อมูล, เวอร์เนอร์ กิท, สรุปว่า : "ข้อบกพร่องพื้นฐานของทฤษฎีวิวัฒนาการคือ"จุดกำเนิดของข้อมูลในสิ่งมีชีวิต" ยังไม่เคยมีการพิสูจน์ให้เห็นเลยว่าระบบการเข้ารหัสและข้อมูลสัญลักษณ์จะก่อกำเนิดขึ้นมาได้ด้วยตัวของมันเอง(โดยอาศัยสสาร)....โดยทฤษฎีแล้วสิ่งนี้เป็นไปไม่ได้. สารบริสุทธิ์ที่เป็นจุดกำเนิดของชีวิตไม่สามารถทำได้" (Gitt, p. 124)

     ผู้ที่ยังยึดติดทฤษฎีอยู่

     นอกเหนือจากหลักฐานที่แสดงว่าสติปํญญาที่ปรีชาฉลาดเป็นผู้ออกแบบข้อมูลของ DNA แล้ว, ยังมีความจริงที่น่าประหลาดใจอีกประการหนึ่ง - นั่นคือเรื่องของ"จำนวนตัวอักษรที่เหมาะสม"ใน รหัสพันธุกรรมที่เก็บและส่งข้อมูล

     กลไกการทำสำเนาของ DNA เพื่อให้ได้ประสิทธิผลสูงสุด จำเป็นต้องมีจำนวนตัวอักษรในแต่ละคำเป็นเลขคู่. ด้วยความเป็นไปได้ทางคณิตสัมพันธ์, จำนวนตัวอักษรที่เหมาะสมสำหรับเก็บและส่งข้อมูลเหมือนถูกคำนวณไว้เรียบร้อยแล้วว่า เท่ากับ 4 ตัวอักษร

สิ่งน่าทึ่งนี้ถูกพบในสิ่งมีชีวิตถูกชนิดที่อาศัยอยู่บนโลก--- รหัสดิจิตอล 4 ตัวอักษร. ตามที่ เวอร์เนอร์ กิท กล่าวไว้ : "ระบบการเข้ารหัสสำหรับสิ่งมีชีวิตมีความพอดีตามหลักวิศวกรรม. ความจริงประการนี้เป็นการยืนยันหนักแน่นในเรื่องที่ว่า การออกแบบนั้นมีจุดประสงค์ที่แน่นอนไม่ใช่เป็นการบังเอิญ" (Gitt, p. 95 )

     หลักฐานพยานอีกมากมาย

     ถอยกลับไปในสมัยของดาร์วิน, เมื่อเขาเขียนหนังสือ จุดกำเนิดของสิ่งมีชีวิต "Origin of Species" และตีพิมพ์ในปี 1859 นั้น ชิวิตดูจะเป็นเรื่องง่ายๆเมื่อมองผ่านกล้องจุลทรรศน์รุ่นแรก เซลส์เป็นเหมือนวุ้นที่มีลักษณะง่ายๆและโครงสร้างที่ไม่สลับซับซ้อน ปัจจุบันนี้,อีก 150 ปีต่อมา, ภาพดังกล่าวได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบความจริงที่อยู่ในจักรวาลจิ๋วของเซลส์

     ศาสตราจารย์ เบเฮ เขียนว่า "เคยคิดกันว่าพื้นฐานของชีวิตนั้นคงจะเป็นสิ่งง่ายๆ แต่ความคิดนั้นถูกทำลายไปแล้ว การคิดว่า การมองเห็น,การเคลื่อนไหวและการทำหน้าที่อื่นๆของอวัยวะ จะมีการทำงานที่เหมือนกับทีวี, กล้องถ่ายรูปหรือรถยนต์นั้นเป็นความคิดที่ผิด วิทยาศาสตร์ได้ก้าวหน้าไปอย่างมากในการทำความเข้าใจการทำงานทางเคมีของชีวิต, แต่ความงดงามและความสลับซับซ้อนของระบบชีวะวิทยาระดับโมเลกุลทำให้ความพยายามของวิทยาศาสตร์ที่จะอธิบายจุดกำเนิดของชีวิตต้องเป็นอัมพาตไป" (ZBehe, p. x)

     ดร. เมเยอร์ ให้ความเห็นว่าการค้นพบเกี่ยวกับ DNA แสดงให้เห็นจุดอ่อนของทฤษฎีวิวัฒนาการ : "นักวิวัฒนาการวิทยายังคงพยายามนำทฤษฎีของดาร์วินสมัยศตวรรษที่ 19 มาใช้กับความเป็นจริงในสมัยศตวรรษที่ 20 ซึ่งไม่ประสพผลสำเร็จ....ผมคิดว่าการปฏิรูปทางข้อมูลชีวะวิทยาดูเหมือนจะเป็นจุดสิ้นสุดของผู้นิยมทฤษฎีดาร์วินและทฤษฎีวิวัฒนาการทางเคมี" (ibid., p. 77 )

     ดร.เมเยอร์ สรุปว่า "ผมเชื่อว่าข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนความเชื่อในพระเป็นเจ้า. ขณะที่ความขัดแย้งยังคงมีอยู่เสมอในบางจุดที่ยังไม่มีการพิสูจน์ พัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เมื่อห้าสิบปีก่อนอยู่ในแนวทางตามความเชื่อในพระเป็นเจ้า" (ibid., p. 77 )

     นักชีวะวิทยา ,ดีน เคนยัน, ได้เขียนหนังสือที่ปฏิเสธทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วิน - ซึ่งสืบเนื่องมาจากมีข้อพิสูจน์จากหลักฐานการค้นพบข้อมูลใน DNA - ได้กล่าวว่า : "ขอบเขตใหม่ของโมเลกุลพันธุกรรมวิทยา ทำให้เราได้เห็นหลักฐานที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกนี้มีการออกแบบ" (ibid., p. 221)

     ไม่นานมานี้เอง ผู้มีชื่อเสียงท่านหนึ่งซึ่งไม่เชื่อว่ามีพระเป็นเจ้า, ศาสตราจารย์ แอนโทนี่ ฟลิว, ได้ยอมรับว่าเขาไม่สามารถอธิบายโดยอาศัยหลักการวิวัฒนาการได้ว่า DNA ถูกสร้างและมีพัฒนาการขึ้นมาได้อย่างไร. เวลานี้เขายอมรับว่าจำเป็นต้องมีสติปัญญาที่ปรีชาฉลาดเกี่ยวข้องในการให้กำเนิดรหัส DNA

     "ผมคิดว่ารูปแบบของสาร DNA นั้นแสดงว่าต้องมีสติปัญญาที่ปรีชาฉลาดในการทำให้สารพื้นฐานที่พิเศษนี้มารวมกันได้"

     (อ้างอิงจาก "Leading Atheist Now Believes in God W, Associated Press report, Dec. 9 ,2004)

http://uk.geocities.com/palangjai2004/DNA.html

Last modified on Wednesday, 20 June 2012 10:45
Administrator

Latest from Administrator

back to top