พระองค์ตรัสว่า “จงตั้งใจฟังให้ดีท่านตวงให้เขาอย่างไรเขาก็จะตวงให้ท่านอย่างนั้นและจะเพิ่มให้อีกด้วย  ผู้ที่มีมากจะได้รับมากขึ้นส่วนผู้ที่มีน้อยสิ่งเล็กน้อยที่เขามีจะถูกริบไปด้วย” (มธ. 4:24-25)

 
Monday, 18 June 2012 12:14

Creation and Evolution Featured

Written by  Administrator
Rate this item
(1 Vote)
Table of contents
« Prev All Pages Next »

Creation and Evolution

ทฤษฎีวิวัฒนาการ

    เราอาจให้คำนิยามของการวิวัฒนาการว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตในช่วงเวลาหนึ่งๆ โดยการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาพทางพันธุกรรมเพื่อให้เข้ากับสภาพแวดล้อมนั้นๆ และไม่มีปัจจัยใดมาเกี่ยวข้องกับสาเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงนั้น ซึ่งการพิจารณากระบวนการนี้มีด้วยกัน 2 ระดับ คือ แนวคิดสมัยใหม่เรื่องการวิวัฒนาการโดยใช้แนวคิดของดาร์วินเป็นฐานในการศึกษาซึ่งยึดแนวคิด “ การคัดสรรค์โดยธรรมชาติ ” (Natural Selection) และความรู้อื่นๆที่ยังไม่รู้ในยุคของดาร์วิน มาประกอบกันเพื่อช่วยให้แนวคิดเรื่องวิวัฒนาการขยายขอบเขตมากขึ้น

   นอกจากนี้กระบวนการวิวัฒนาการยังหมายถึงการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ หรือ รูปแบบทางสรีระ (phenotype) ด้วย โดยสิ่งที่สนับสนุนแนวคิดนี้คือการเปลี่ยนแปลงของชายหญิงที่เกิดรุ่นต่อๆมาอันมีผลจากการเปลี่ยนแปลงของรุ่นก่อนมามีอิทธิพล รวมทั้งผลจากปัจจัยของสภาพแวดล้อม และ ธรรมชาติคัดสรรค์ แนวคิดที่ว่ามนุษย์มีระดับการวิวัฒนาการต่างกัน และแม้แต่อวัยวะต่างๆในคนๆเดียวกันก็ยังมีวิวัฒนาการต่างกัน ซึ่งเราเรียกว่า mosaic evolution

    นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าช่วงเวลาที่มีผลต่อการวิวัฒนาการของมนุษย์ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-4 ล้านปี ช่วงเวลาขนาดนี้ภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมของโลกจะเปลี่ยนแปลงไปมาก รวมถึงยุคน้ำแข็ง และ ช่วงเวลาอบอุ่นด้วย ซึ่งสามารถตั้งสมมุติฐานตรงนี้ได้จากการอ้างอิงทางธรณีวิทยา โดยการศึกษาจากฟอสซิลดึกดำบรรพ์ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับระบบนิเวศน์ในยุคดึกดำบรรพ์ ร่วมกับการศึกษาฟอสซิล กระดูก กะโหลก ฟัน และเครื่องมือเครื่องใช้ดึกดำบรรพ์ซึ่งทำจากกระดูกสัตว์ หิน ไม้ และอื่นๆ ทำให้เราทราบถึงสภาพโลกเวลานั้น เชื้อสาย และ ตระกูลสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตต่างๆ

     มนุษย์เกิดขึ้น ดำรงอยู่ และ สูญพันธุ์ไป ซึ่งรวมถึง มนุษย์วานร (hominid) ด้วย สายพันธุ์เดียวของมนุษย์ที่เหลือรอด คือ โฮโมเซเปี้ยน (Homo Sapien) เป็นหนึ่งในกว่า 200 สายพันธุ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจากยุคดึกดำบรรพ์ และจากสายพันธุ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมด มีสายพันธุ์มนุษย์วานรที่ใกล้เคียงกับมนุษย์ที่สุด

     นักชีววิทยาชาวอังกฤษนาม T.H. Huxley กล่าวไว้ว่า

     “ ไม่ว่าจะศึกษาระบบอวัยวะใดๆ โครงสร้างความแตกต่างที่แยกระหว่างมนุษย์กับลิงกอริลลา และ ลิงชิมแพนซี นั้นมีไม่มากนัก ต่างกับความแตกต่างระหว่างกอริลลา กับลิงสายพันธุ์อื่นที่ต่ำลงมาซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ”

     โดยได้มีความพยายามในการศึกษาเปรียบเทียบมนุษย์ปัจจุบันกับลิง ape ของแอฟริกามาแล้ว ในการศึกษาพัฒนาการทางด้านวิวัฒนาการนี้ แม้แต่หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดก็ไม่สามารถให้คำตอบเรื่องการวิวัฒนาการจากมนุษย์วานรได้ ตัวอย่างเช่นปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงของลำตัว และ แขน ขา การเปลี่ยนแปลงของกระดูกสันหลัง ดังนั้นข้อมูลเกี่ยวกับต้นกำเนิดที่แท้จริงของมนุษย์วานรยังเป็นปริศนาอยู่ และทำให้เราไม่รู้ว่าสายพันธุ์ โฮโมเซเปี้ยน นี้มาจากไหน หรือ กำเนิดมาได้อย่างไรด้วย

     มีฟอสซิลที่แอฟริกาซึ่งแสดงถึงการพัฒนาวิวัฒนาการของสายพันธุ์โฮโมนี้ คือ โฮโมอีเรคตัส (Homo-Erectus) ในช่วงต้นของยุค Pleistocene ผืนแผ่นดินใหญ่ของทวีปยูเรเซีย ( ที่รวม Asia กับ Europe เข้าด้วยกัน ) มนุษย์ที่พบอาศัยอยู่นั้นหายไป ราวๆ 1.5 ล้านปีก่อน เรารู้จักโฮโมอีเรคตัสจากฟอสซิลที่เอเซียตะวันออก และ ตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีอายุระหว่าง 1.6-250,000 ล้านปี ส่วนทั้งหมดที่ถูกพบช่วง 500,000-300,000 ปีมานั้น ไม่ใช่รูปแบบโฮโมอีเรคตัส แต่เป็นสายพันธุ์โฮโมเซเปี้ยนแทน ดังนั้นปริศนาเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยาในช่วงนั้นจึงยังเป็นคำถามที่ถกเถียงหาคำตอบที่แน่ชัดกันอยู่

    หากโฮโมอีเรคตัสที่พบในแอฟริกันเป็นต้นกำเนิดของมนุษย์วานรในเวลาต่อมา เราก็สามารถอธิบายได้ว่ากระบวนการวิวัฒนาการมีความต่างกันมากจากสภาพทางธรณีวิทยาที่ต่างกัน ตัวอย่างเช่น โฮโมอีเรคตัสเป็นเหมือนลักษณะเฉพาะของทางเอเซียกลาง แต่ส่วนกระโหลกของมนุษย์วานรแถบตะวันตกของยูเรเซียกลับมีลักษณะไม่เหมือนกัน นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยในยุค Pleistocene ตอนกลาง และนอกจากนี้ยังมีความผันแปรในสายพันธุ์จากสายพันธุ์ที่ดูแข็งแรง เหมือนอีเรคตัส ไปเป็น นีแอนเดอร์ธัล (Neanderthal)

    เป็นเวลาหลายปีที่ นีแอนเดอร์ธัล ถูกจัดเป็นอีกสายพันธุ์หนึ่ง ( โฮโม นีแอนเดอร์ธัล ) แต่ภายหลังถูกจัดหมวดหมู่เป็นสายพันธุ์รองของโฮโมเซเปี้ยนอีกที ในยุโรปพบหลักฐานของนีแอนเดอร์ธัลกลุ่มสุดท้ายกับกลุ่มอีกกลุ่มที่เรียกว่าโครมันยอง (Cro-Magnon) ในเอเซียตะวันออกมีหลักฐานเกี่ยวกับโฮโมเซเปี้ยนโบราณ แต่กลับไม่มีหลักฐานพิสูจน์ว่าจากโฮโมอีเรคตัสกลายมาเป็นโฮโมเซเปี้ยน หรือ โฮโมเซเปี้ยนมาแทนที่ได้อย่างไรนั้น

    หลักฐานทางฟอสซิลของมนุษย์ยุคแรกแสดงถึงความแตกต่างของขนาดทางโครงสร้างร่างกาย โดยที่เพศหญิงจะสูงประมาณ 3-4 ฟุต และหนัก 60-70 ปอนด์ ส่วนเพศชายสูง 5 ฟุตขึ้นไป หนักประมาณ 150 ปอนด์ พัฒนาการของมนุษย์อีกอย่างคือขนาดของหน้า และ ฟัน เล็กลง โดยที่สายพันธุ์ก่อนหน้านั้นมีฟันที่ใหญ่กว้างเหมือนฟันสัตว์กินเนื้อ ในขณะที่รุ่นต่อๆมากลับมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าฟอสซิลกระดูก และ ฟัน จำนวนมากถูกค้นพบ แต่ความสัมพันธ์ของกระบวนการวิวัฒนาการระหว่างมนุษย์ และ ลิง ยังเป็นข้อถกเถียงทางวิทยาศาสตร์ เพราะไม่มีฟอสซิลใดเลยที่แสดงลำดับวิวัฒนาการต่อเนื่องไม่ขาดตอนของสายพันธุ์มนุษย์

    การเปรียบเทียบเลือด โปรตีน และ DNA ของลิง ape แอฟริกากับมนุษย์ ทำให้เราทราบว่า ลำดับการวิวัฒนาการที่มาถึงมนุษย์ปัจจุบันไม่ได้ถูกแยกออกจากลิงกอริลลา และ ชิมแพนซี จนกระทั่งช่วงท้ายของการวิวัฒนาการ จากแผนลำดับนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อสรุปว่า เวลาของกระบวนการวิวัฒนาการที่แยกออกไปน่าจะตกราวๆ 6-8 ล้านปีก่อน ส่วนบันทึกหลักฐานมนุษย์วานรก็แสดงว่ามีอยู่ 5 ล้านปีมาแล้ว การศึกษาทั้งหมดอาศัยหลักฐาน คือ ฟอสซิล ดังนั้นหากอนาคตพบฟอสซิลเพิ่มมากขึ้นเราก็น่าจะไขข้อกระจ่างปัญหาหลายๆอย่างได้ แต่กระนั้นก็ดีทุกอย่างเริ่มขึ้นจากเซลเพียงเซลเดียว

วิวัฒนาการจากเซลเพียงเซลเดียว

     เซลเพียงเซลเดียวที่เกิดโดยไม่คาดฝัน บางทีอาจเกิดจากฟ้าผ่าลงมาในน้ำ รวมตัวกับคาร์บอน หรือ บางทีอาจเป็นไนโตรเจน เมื่อกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านเข้ามาทำให้เงื่อนไขการเกิดชีวิตกำเนิดขึ้น และทั้งหมดนี้เกิดจากความบังเอิญ ทฤษฎีวิวัฒนาการไม่เคยอธิบายว่าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร มีเพียงอธิบายไว้ว่ามีเซลอยู่หนึ่งเซล และ สร้างตัวมันเองขึ้นมาจากการแบ่งตัว ดังนั้นทฤษฎีวิวัฒนาการจึงอธิบายว่าเมื่อพลังงานไฟฟ้าสร้างเซลแรกขึ้นมา มันยังมอบกลไกทั้งหมดให้กับเซลนั้นที่จำเป็นในการแบ่งตัวอีกด้วย และตอนนั้น โครงสร้างทาง DNA ก็เกิดขึ้นมา วิทยาศาสตร์ไม่เคยพิสูจน์ตรงนี้ในห้องทดลอง และ ไม่มีคำอธิบายว่าชีวิตเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติได้อย่างไร นักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างกรดอะมิโน และ สารเคมีต่างๆขึ้นมาได้ แต่พวกเขาไม่สามารถสังเคราะห์ประกายไฟฟ้าแห่งชีวิตขึ้นมาได้

     หนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับนักวิทยาศาสตร์คือ การยอมรับว่าทฤษฎีการวิวัฒนาการนั้นผิด โรงเรียนทั่วไปจะสอนว่าทุกชีวิตนั้นเริ่มต้นจากเซลเพียงเซลเดียว ส่วนวิวัฒนาการคือกระบวนการการเปลี่ยนแปลงสภาพ เด็กเล็กๆจะเข้าใจว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง แต่เมื่อเขาศึกษามากขึ้น เขาจะถูกสอนเรื่องทฤษฎีการวิวัฒนาการ แทนที่จะกระทำอย่างนักวิทยาศาสตร์ที่วิเคราะห์พิจารณาหลักฐานทั้ง 2 ด้าน ในแต่ละแง่มุม พวกเขากลับปฏิเสธแนวคิดสิ่งเหนือธรรมชาติทั้งหมดแทน และทิ้งความเชื่อที่ไม่มีวันกลับคืนมาได้อีก

     คนๆหนึ่งเรียนรู้ศึกษาสิ่งต่างๆ โดยเริ่มจากครอบครัว สิ่งรอบๆตัว เพื่อน และไม่จำเป็นต้องมีแนวคิดตรงกันไม่ว่าจะแง่นักวิทยาศาสตร์ หรือ คริสตศาสนิกชน ผู้นับถือศาสนาคริสต์หลายคนจะพยายามหาเหตุผลในทางวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ศรัทธาของตน มนุษย์เรายอมรับวิทยาศาสตร์ที่คนเราสร้างขึ้น และ ยึดกระบวนการทางวิทยาศาสตร์นั้นเหนือคำกล่าวในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล การวิวัฒนาการ แทนที่ การสร้างของพระเจ้า เป็นต้น พวกเขาจะไม่ยอมรับเรื่องปาฏิหาริย์ที่พระเยซูคริสต์สำแดงตามข้อความที่บันทึกไว้ว่าเกิดขึ้นจริง แต่จะมองว่าเป็นการบรรยายเหตุการณ์แบบเกินจริง และคำของประกาศกถูกมองว่าเป็นนิยาย หรือ บทประพันธ์ ที่มิใช่เรื่องจริง พวกเขาปฏิเสธพระวาจาของพระเจ้า ถ้ามีส่วนที่พวกเขาจะยอมรับได้ในพระคัมภีร์ ก็มีแต่ส่วนที่สามารถสนับสนุนจุดยืนของพวกเขาเท่านั้น

    ช่องว่างในปฐมกาล (Genesis) เป็นตัวอย่างของความพยายามที่จะทำให้พระวาจาของพระเจ้าสอดคล้องกับ “ ความรู้ ” ที่ยอมรับได้ในทางวิทยาศาสตร์ ในแง่ “ ความจริง ” เรารู้ได้ว่าช่วงเวลาราวกับนิรันดรได้ล่วงเลยไประหว่าง ปฐมกาล บทที่ 1 : 1 กับ ปฐมกาล บทที่ 1 : 2 โดยวันแห่งการสร้างของพระเจ้าในแต่ละวัน ไม่ใช่วันที่วัดตามมาตรฐานทั่วไปของเรา แต่เปรียบได้กับร่วมพันปีต่อวัน ในพระคัมภีร์มีกล่าวไว้ว่า แรกเริ่มพระเจ้าทรงเนรมิตทุกสรรพสิ่งขึ้นมา ซึ่งนี่ก็สอดคล้องกับแนวคิดกับยุคทางธรณีวิทยา เราไม่ควรมาถอดความในพระคัมภีร์ให้ออกมาในแง่ที่รับกับอคติในใจของเราเอง หรือ แบบที่เราอยากได้ยิน เราตัดสินโลก และ กฎทุกอย่างตามที่เราเห็น ตัวอย่างเช่น เราอาจมองที่ชายคนนึงกล่าวว่า “ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง เขาเป็นเด็กทารก ” แต่นี่ถูกหรือ ? แล้วอาดัมละเคยเป็นเด็กทารกมาก่อนไหม หรือ พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์เพศชายที่โตแล้วขึ้นมาเลย ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว ตอนแรกเริ่มที่ถูกสร้าง เขาต้องเป็นทารกมาก่อน และถ้าเขาเป็นทารกมาก่อน เขาเอาชีวิตรอดได้อย่างไรโดยไม่มีผู้ปกครองดูแล แต่ถ้าทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริง แล้วมนุษย์คนแรกเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ทำให้อดคิดถึงปริศนาที่ยังไม่มีคนหาคำตอบได้ว่า “ ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน ”

  

     ตอนที่พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา เขาเป็นมนุษย์ที่เกิดขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ การพัฒนาการทั้งหมดครบถ้วนแล้ว ระบบตั้งแต่ระบบขับถ่ายถึงระบบสมองของเขาทำงานครบถ้วนพร้อมหมด และพระฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่ในจิตวิญญาณของเขา ไม่ใช่ในร่างกายเนื้อของเขา เหมือนที่กล่าวไว้ใน Colossians ว่า

     “ เขาคือฉายาลักษณ์ของพระเป็นเจ้าผู้มองไม่เห็น ”

     ถ้าพระเป็นเจ้าสร้างมนุษย์ทุกคนให้สมบูรณ์แบบทั้งหมด ทำไมพระองค์จะไม่สร้างโลกด้วยแบบเดียวกัน แล้วโลกมีประวัติการสร้างแบบอาดัมไหม ถ้าไม่...ทำไม?

     ถ้าคุณเชื่อว่าทฤษฎีการวิวัฒนาการนั้นถูกต้อง และเซลแรกเพียงเซลเดียวสร้างรูปแบบทั้งหมดขึ้นมา หมายความว่า เซลนั้นได้ผ่านช่วงเวลาราวกับนิรันดร และ แต่ละรุ่นของเซลนั้นได้ปรับสภาพเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสภาพแวดล้อมรอบตัว โดยทฤษฎีว่าไว้ว่าเซลนั้นต้องทำการเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้สามารถมีชีวิตรอดในสภาพแวดล้อมต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไปได้ และเซลตัวนี้รวมตัวกันเกิดเป็นชีวิตขึ้นมา โดยแบ่งได้สามสาขาใหญ่ๆคือ พืช แมลง และ สัตว์ทำไมถึงมีแค่ 3 สาขาละ ? นี่ก็ไม่สามารถอธิบายได้ หรืออีกนัยหนึ่งเรื่องนี้ไม่ถูกกล่าวถึง เพราะการศึกษาทั้งหมดที่เราศึกษานั้น เราศึกษาจากสาขาทั้ง 3 ที่เกิดขึ้นมา คือ พืช ตามมาด้วยแมลงที่มีรูปแบบความคิดอ่าน แต่มีรูปแบบเลือด และ กลไกการทำงานของร่างกายต่างจากสัตว์ มีทั้งประเภทสัตว์เลือดอุ่น และ สัตว์เลือดเย็น ซึ่งแยกเป็นประเภทที่หลากหลายมากมายนับไม่ถ้วน และทั้งหมดนี่เกิดจากเซลเพียงเซลเดียวไม่ว่าจะกลายพันธุ์แปลกแค่ไหนก็ยังตกอยู่ในแค่ 3 สาขานี้เท่านั้น ซึ่งถ้าอ้างอิงจากทฤษฎีการวิวัฒนาการแล้ว เซลหนึ่งเดียวตอนแรกเริ่มนั้นคือบรรพบุรุษของทุกสรรพสิ่ง

(Page 1 of 4)

Leave a comment

โปรดอ่านก่อน Comment
1. ไม่ควรใช้วาจาส่อเสียดดูหมิ่น คำหยาบ ฯลฯ
2. ข้อความของท่านจะรอการพิจารณา

ด้านล่างตรง ReCaptcha
เมื่อท่านกรอกอักษรที่แสดงเรียบร้อยแล้ว กรุณาสังเกตุ
Comment added and waiting for approaval.
(ข้อความได้เพิ่มความคิดเห็นแล้วและรอการอนุมัติ)

แสดงว่าไม่ต้อง ใส่ค่า Recaptcha อีกรอบ
ขอบคุณ

You are here: Home