“คนสบายดีไม่ต้องการหมอแต่คนเจ็บไข้ต้องการเราไม่ได้มาเพื่อเรียกคนชอบธรรมแต่เรามาเพื่อเรียกคนบาป” (มก. 2:17)

 
Monday, 18 June 2012 12:14

Creation and Evolution Featured

Written by  Administrator
Rate this item
(1 Vote)
Table of contents
« Prev All Pages Next »

Creation and Evolution

ทฤษฎีวิวัฒนาการ

    เราอาจให้คำนิยามของการวิวัฒนาการว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตในช่วงเวลาหนึ่งๆ โดยการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาพทางพันธุกรรมเพื่อให้เข้ากับสภาพแวดล้อมนั้นๆ และไม่มีปัจจัยใดมาเกี่ยวข้องกับสาเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงนั้น ซึ่งการพิจารณากระบวนการนี้มีด้วยกัน 2 ระดับ คือ แนวคิดสมัยใหม่เรื่องการวิวัฒนาการโดยใช้แนวคิดของดาร์วินเป็นฐานในการศึกษาซึ่งยึดแนวคิด “ การคัดสรรค์โดยธรรมชาติ ” (Natural Selection) และความรู้อื่นๆที่ยังไม่รู้ในยุคของดาร์วิน มาประกอบกันเพื่อช่วยให้แนวคิดเรื่องวิวัฒนาการขยายขอบเขตมากขึ้น

   นอกจากนี้กระบวนการวิวัฒนาการยังหมายถึงการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ หรือ รูปแบบทางสรีระ (phenotype) ด้วย โดยสิ่งที่สนับสนุนแนวคิดนี้คือการเปลี่ยนแปลงของชายหญิงที่เกิดรุ่นต่อๆมาอันมีผลจากการเปลี่ยนแปลงของรุ่นก่อนมามีอิทธิพล รวมทั้งผลจากปัจจัยของสภาพแวดล้อม และ ธรรมชาติคัดสรรค์ แนวคิดที่ว่ามนุษย์มีระดับการวิวัฒนาการต่างกัน และแม้แต่อวัยวะต่างๆในคนๆเดียวกันก็ยังมีวิวัฒนาการต่างกัน ซึ่งเราเรียกว่า mosaic evolution

    นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าช่วงเวลาที่มีผลต่อการวิวัฒนาการของมนุษย์ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-4 ล้านปี ช่วงเวลาขนาดนี้ภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมของโลกจะเปลี่ยนแปลงไปมาก รวมถึงยุคน้ำแข็ง และ ช่วงเวลาอบอุ่นด้วย ซึ่งสามารถตั้งสมมุติฐานตรงนี้ได้จากการอ้างอิงทางธรณีวิทยา โดยการศึกษาจากฟอสซิลดึกดำบรรพ์ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับระบบนิเวศน์ในยุคดึกดำบรรพ์ ร่วมกับการศึกษาฟอสซิล กระดูก กะโหลก ฟัน และเครื่องมือเครื่องใช้ดึกดำบรรพ์ซึ่งทำจากกระดูกสัตว์ หิน ไม้ และอื่นๆ ทำให้เราทราบถึงสภาพโลกเวลานั้น เชื้อสาย และ ตระกูลสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตต่างๆ

     มนุษย์เกิดขึ้น ดำรงอยู่ และ สูญพันธุ์ไป ซึ่งรวมถึง มนุษย์วานร (hominid) ด้วย สายพันธุ์เดียวของมนุษย์ที่เหลือรอด คือ โฮโมเซเปี้ยน (Homo Sapien) เป็นหนึ่งในกว่า 200 สายพันธุ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจากยุคดึกดำบรรพ์ และจากสายพันธุ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมด มีสายพันธุ์มนุษย์วานรที่ใกล้เคียงกับมนุษย์ที่สุด

     นักชีววิทยาชาวอังกฤษนาม T.H. Huxley กล่าวไว้ว่า

     “ ไม่ว่าจะศึกษาระบบอวัยวะใดๆ โครงสร้างความแตกต่างที่แยกระหว่างมนุษย์กับลิงกอริลลา และ ลิงชิมแพนซี นั้นมีไม่มากนัก ต่างกับความแตกต่างระหว่างกอริลลา กับลิงสายพันธุ์อื่นที่ต่ำลงมาซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ”

     โดยได้มีความพยายามในการศึกษาเปรียบเทียบมนุษย์ปัจจุบันกับลิง ape ของแอฟริกามาแล้ว ในการศึกษาพัฒนาการทางด้านวิวัฒนาการนี้ แม้แต่หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดก็ไม่สามารถให้คำตอบเรื่องการวิวัฒนาการจากมนุษย์วานรได้ ตัวอย่างเช่นปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงของลำตัว และ แขน ขา การเปลี่ยนแปลงของกระดูกสันหลัง ดังนั้นข้อมูลเกี่ยวกับต้นกำเนิดที่แท้จริงของมนุษย์วานรยังเป็นปริศนาอยู่ และทำให้เราไม่รู้ว่าสายพันธุ์ โฮโมเซเปี้ยน นี้มาจากไหน หรือ กำเนิดมาได้อย่างไรด้วย

     มีฟอสซิลที่แอฟริกาซึ่งแสดงถึงการพัฒนาวิวัฒนาการของสายพันธุ์โฮโมนี้ คือ โฮโมอีเรคตัส (Homo-Erectus) ในช่วงต้นของยุค Pleistocene ผืนแผ่นดินใหญ่ของทวีปยูเรเซีย ( ที่รวม Asia กับ Europe เข้าด้วยกัน ) มนุษย์ที่พบอาศัยอยู่นั้นหายไป ราวๆ 1.5 ล้านปีก่อน เรารู้จักโฮโมอีเรคตัสจากฟอสซิลที่เอเซียตะวันออก และ ตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีอายุระหว่าง 1.6-250,000 ล้านปี ส่วนทั้งหมดที่ถูกพบช่วง 500,000-300,000 ปีมานั้น ไม่ใช่รูปแบบโฮโมอีเรคตัส แต่เป็นสายพันธุ์โฮโมเซเปี้ยนแทน ดังนั้นปริศนาเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยาในช่วงนั้นจึงยังเป็นคำถามที่ถกเถียงหาคำตอบที่แน่ชัดกันอยู่

    หากโฮโมอีเรคตัสที่พบในแอฟริกันเป็นต้นกำเนิดของมนุษย์วานรในเวลาต่อมา เราก็สามารถอธิบายได้ว่ากระบวนการวิวัฒนาการมีความต่างกันมากจากสภาพทางธรณีวิทยาที่ต่างกัน ตัวอย่างเช่น โฮโมอีเรคตัสเป็นเหมือนลักษณะเฉพาะของทางเอเซียกลาง แต่ส่วนกระโหลกของมนุษย์วานรแถบตะวันตกของยูเรเซียกลับมีลักษณะไม่เหมือนกัน นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยในยุค Pleistocene ตอนกลาง และนอกจากนี้ยังมีความผันแปรในสายพันธุ์จากสายพันธุ์ที่ดูแข็งแรง เหมือนอีเรคตัส ไปเป็น นีแอนเดอร์ธัล (Neanderthal)

    เป็นเวลาหลายปีที่ นีแอนเดอร์ธัล ถูกจัดเป็นอีกสายพันธุ์หนึ่ง ( โฮโม นีแอนเดอร์ธัล ) แต่ภายหลังถูกจัดหมวดหมู่เป็นสายพันธุ์รองของโฮโมเซเปี้ยนอีกที ในยุโรปพบหลักฐานของนีแอนเดอร์ธัลกลุ่มสุดท้ายกับกลุ่มอีกกลุ่มที่เรียกว่าโครมันยอง (Cro-Magnon) ในเอเซียตะวันออกมีหลักฐานเกี่ยวกับโฮโมเซเปี้ยนโบราณ แต่กลับไม่มีหลักฐานพิสูจน์ว่าจากโฮโมอีเรคตัสกลายมาเป็นโฮโมเซเปี้ยน หรือ โฮโมเซเปี้ยนมาแทนที่ได้อย่างไรนั้น

    หลักฐานทางฟอสซิลของมนุษย์ยุคแรกแสดงถึงความแตกต่างของขนาดทางโครงสร้างร่างกาย โดยที่เพศหญิงจะสูงประมาณ 3-4 ฟุต และหนัก 60-70 ปอนด์ ส่วนเพศชายสูง 5 ฟุตขึ้นไป หนักประมาณ 150 ปอนด์ พัฒนาการของมนุษย์อีกอย่างคือขนาดของหน้า และ ฟัน เล็กลง โดยที่สายพันธุ์ก่อนหน้านั้นมีฟันที่ใหญ่กว้างเหมือนฟันสัตว์กินเนื้อ ในขณะที่รุ่นต่อๆมากลับมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าฟอสซิลกระดูก และ ฟัน จำนวนมากถูกค้นพบ แต่ความสัมพันธ์ของกระบวนการวิวัฒนาการระหว่างมนุษย์ และ ลิง ยังเป็นข้อถกเถียงทางวิทยาศาสตร์ เพราะไม่มีฟอสซิลใดเลยที่แสดงลำดับวิวัฒนาการต่อเนื่องไม่ขาดตอนของสายพันธุ์มนุษย์

    การเปรียบเทียบเลือด โปรตีน และ DNA ของลิง ape แอฟริกากับมนุษย์ ทำให้เราทราบว่า ลำดับการวิวัฒนาการที่มาถึงมนุษย์ปัจจุบันไม่ได้ถูกแยกออกจากลิงกอริลลา และ ชิมแพนซี จนกระทั่งช่วงท้ายของการวิวัฒนาการ จากแผนลำดับนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อสรุปว่า เวลาของกระบวนการวิวัฒนาการที่แยกออกไปน่าจะตกราวๆ 6-8 ล้านปีก่อน ส่วนบันทึกหลักฐานมนุษย์วานรก็แสดงว่ามีอยู่ 5 ล้านปีมาแล้ว การศึกษาทั้งหมดอาศัยหลักฐาน คือ ฟอสซิล ดังนั้นหากอนาคตพบฟอสซิลเพิ่มมากขึ้นเราก็น่าจะไขข้อกระจ่างปัญหาหลายๆอย่างได้ แต่กระนั้นก็ดีทุกอย่างเริ่มขึ้นจากเซลเพียงเซลเดียว

วิวัฒนาการจากเซลเพียงเซลเดียว

     เซลเพียงเซลเดียวที่เกิดโดยไม่คาดฝัน บางทีอาจเกิดจากฟ้าผ่าลงมาในน้ำ รวมตัวกับคาร์บอน หรือ บางทีอาจเป็นไนโตรเจน เมื่อกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านเข้ามาทำให้เงื่อนไขการเกิดชีวิตกำเนิดขึ้น และทั้งหมดนี้เกิดจากความบังเอิญ ทฤษฎีวิวัฒนาการไม่เคยอธิบายว่าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร มีเพียงอธิบายไว้ว่ามีเซลอยู่หนึ่งเซล และ สร้างตัวมันเองขึ้นมาจากการแบ่งตัว ดังนั้นทฤษฎีวิวัฒนาการจึงอธิบายว่าเมื่อพลังงานไฟฟ้าสร้างเซลแรกขึ้นมา มันยังมอบกลไกทั้งหมดให้กับเซลนั้นที่จำเป็นในการแบ่งตัวอีกด้วย และตอนนั้น โครงสร้างทาง DNA ก็เกิดขึ้นมา วิทยาศาสตร์ไม่เคยพิสูจน์ตรงนี้ในห้องทดลอง และ ไม่มีคำอธิบายว่าชีวิตเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติได้อย่างไร นักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างกรดอะมิโน และ สารเคมีต่างๆขึ้นมาได้ แต่พวกเขาไม่สามารถสังเคราะห์ประกายไฟฟ้าแห่งชีวิตขึ้นมาได้

     หนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับนักวิทยาศาสตร์คือ การยอมรับว่าทฤษฎีการวิวัฒนาการนั้นผิด โรงเรียนทั่วไปจะสอนว่าทุกชีวิตนั้นเริ่มต้นจากเซลเพียงเซลเดียว ส่วนวิวัฒนาการคือกระบวนการการเปลี่ยนแปลงสภาพ เด็กเล็กๆจะเข้าใจว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง แต่เมื่อเขาศึกษามากขึ้น เขาจะถูกสอนเรื่องทฤษฎีการวิวัฒนาการ แทนที่จะกระทำอย่างนักวิทยาศาสตร์ที่วิเคราะห์พิจารณาหลักฐานทั้ง 2 ด้าน ในแต่ละแง่มุม พวกเขากลับปฏิเสธแนวคิดสิ่งเหนือธรรมชาติทั้งหมดแทน และทิ้งความเชื่อที่ไม่มีวันกลับคืนมาได้อีก

     คนๆหนึ่งเรียนรู้ศึกษาสิ่งต่างๆ โดยเริ่มจากครอบครัว สิ่งรอบๆตัว เพื่อน และไม่จำเป็นต้องมีแนวคิดตรงกันไม่ว่าจะแง่นักวิทยาศาสตร์ หรือ คริสตศาสนิกชน ผู้นับถือศาสนาคริสต์หลายคนจะพยายามหาเหตุผลในทางวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ศรัทธาของตน มนุษย์เรายอมรับวิทยาศาสตร์ที่คนเราสร้างขึ้น และ ยึดกระบวนการทางวิทยาศาสตร์นั้นเหนือคำกล่าวในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล การวิวัฒนาการ แทนที่ การสร้างของพระเจ้า เป็นต้น พวกเขาจะไม่ยอมรับเรื่องปาฏิหาริย์ที่พระเยซูคริสต์สำแดงตามข้อความที่บันทึกไว้ว่าเกิดขึ้นจริง แต่จะมองว่าเป็นการบรรยายเหตุการณ์แบบเกินจริง และคำของประกาศกถูกมองว่าเป็นนิยาย หรือ บทประพันธ์ ที่มิใช่เรื่องจริง พวกเขาปฏิเสธพระวาจาของพระเจ้า ถ้ามีส่วนที่พวกเขาจะยอมรับได้ในพระคัมภีร์ ก็มีแต่ส่วนที่สามารถสนับสนุนจุดยืนของพวกเขาเท่านั้น

    ช่องว่างในปฐมกาล (Genesis) เป็นตัวอย่างของความพยายามที่จะทำให้พระวาจาของพระเจ้าสอดคล้องกับ “ ความรู้ ” ที่ยอมรับได้ในทางวิทยาศาสตร์ ในแง่ “ ความจริง ” เรารู้ได้ว่าช่วงเวลาราวกับนิรันดรได้ล่วงเลยไประหว่าง ปฐมกาล บทที่ 1 : 1 กับ ปฐมกาล บทที่ 1 : 2 โดยวันแห่งการสร้างของพระเจ้าในแต่ละวัน ไม่ใช่วันที่วัดตามมาตรฐานทั่วไปของเรา แต่เปรียบได้กับร่วมพันปีต่อวัน ในพระคัมภีร์มีกล่าวไว้ว่า แรกเริ่มพระเจ้าทรงเนรมิตทุกสรรพสิ่งขึ้นมา ซึ่งนี่ก็สอดคล้องกับแนวคิดกับยุคทางธรณีวิทยา เราไม่ควรมาถอดความในพระคัมภีร์ให้ออกมาในแง่ที่รับกับอคติในใจของเราเอง หรือ แบบที่เราอยากได้ยิน เราตัดสินโลก และ กฎทุกอย่างตามที่เราเห็น ตัวอย่างเช่น เราอาจมองที่ชายคนนึงกล่าวว่า “ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง เขาเป็นเด็กทารก ” แต่นี่ถูกหรือ ? แล้วอาดัมละเคยเป็นเด็กทารกมาก่อนไหม หรือ พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์เพศชายที่โตแล้วขึ้นมาเลย ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว ตอนแรกเริ่มที่ถูกสร้าง เขาต้องเป็นทารกมาก่อน และถ้าเขาเป็นทารกมาก่อน เขาเอาชีวิตรอดได้อย่างไรโดยไม่มีผู้ปกครองดูแล แต่ถ้าทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริง แล้วมนุษย์คนแรกเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ทำให้อดคิดถึงปริศนาที่ยังไม่มีคนหาคำตอบได้ว่า “ ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน ”

  

     ตอนที่พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา เขาเป็นมนุษย์ที่เกิดขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ การพัฒนาการทั้งหมดครบถ้วนแล้ว ระบบตั้งแต่ระบบขับถ่ายถึงระบบสมองของเขาทำงานครบถ้วนพร้อมหมด และพระฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่ในจิตวิญญาณของเขา ไม่ใช่ในร่างกายเนื้อของเขา เหมือนที่กล่าวไว้ใน Colossians ว่า

     “ เขาคือฉายาลักษณ์ของพระเป็นเจ้าผู้มองไม่เห็น ”

     ถ้าพระเป็นเจ้าสร้างมนุษย์ทุกคนให้สมบูรณ์แบบทั้งหมด ทำไมพระองค์จะไม่สร้างโลกด้วยแบบเดียวกัน แล้วโลกมีประวัติการสร้างแบบอาดัมไหม ถ้าไม่...ทำไม?

     ถ้าคุณเชื่อว่าทฤษฎีการวิวัฒนาการนั้นถูกต้อง และเซลแรกเพียงเซลเดียวสร้างรูปแบบทั้งหมดขึ้นมา หมายความว่า เซลนั้นได้ผ่านช่วงเวลาราวกับนิรันดร และ แต่ละรุ่นของเซลนั้นได้ปรับสภาพเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสภาพแวดล้อมรอบตัว โดยทฤษฎีว่าไว้ว่าเซลนั้นต้องทำการเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้สามารถมีชีวิตรอดในสภาพแวดล้อมต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไปได้ และเซลตัวนี้รวมตัวกันเกิดเป็นชีวิตขึ้นมา โดยแบ่งได้สามสาขาใหญ่ๆคือ พืช แมลง และ สัตว์ทำไมถึงมีแค่ 3 สาขาละ ? นี่ก็ไม่สามารถอธิบายได้ หรืออีกนัยหนึ่งเรื่องนี้ไม่ถูกกล่าวถึง เพราะการศึกษาทั้งหมดที่เราศึกษานั้น เราศึกษาจากสาขาทั้ง 3 ที่เกิดขึ้นมา คือ พืช ตามมาด้วยแมลงที่มีรูปแบบความคิดอ่าน แต่มีรูปแบบเลือด และ กลไกการทำงานของร่างกายต่างจากสัตว์ มีทั้งประเภทสัตว์เลือดอุ่น และ สัตว์เลือดเย็น ซึ่งแยกเป็นประเภทที่หลากหลายมากมายนับไม่ถ้วน และทั้งหมดนี่เกิดจากเซลเพียงเซลเดียวไม่ว่าจะกลายพันธุ์แปลกแค่ไหนก็ยังตกอยู่ในแค่ 3 สาขานี้เท่านั้น ซึ่งถ้าอ้างอิงจากทฤษฎีการวิวัฒนาการแล้ว เซลหนึ่งเดียวตอนแรกเริ่มนั้นคือบรรพบุรุษของทุกสรรพสิ่ง


กลุ่มตระกูลเดียวกัน

     ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลได้พูดถึงรูปแบบชีวิตไว้มากมาย แต่สิ่งมีชีวิตหลายชนิดก็เกิดขึ้นหลังจากที่มีสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่งเกิดขึ้นก่อน หลักการของวิวัฒนาการคือการเกิดขึ้นมาจากเซลเดียว แล้วมีการเปลี่ยนแปลง กลายพันธุ์ไปเรื่อยๆในเวลาต่อมา ในปัจจุบันเรารู้ว่าเราไม่สามารถผสมสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่ต่างกันเข้าด้วยกันได้ เหมือนที่เราไม่สามารถจับสุนัขมาผสมกับวัวหรือม้าได้ มนุษย์ก็สามารถผสมพันธุ์กันในหมู่มนุษย์ด้วยกันเท่านั้น ไม่สามารถไปผสมพันธุ์กับสิ่งมีชีวิตอื่นได้ ถ้าคุณนำม้าไปผสมกับสัตว์ในตระกูลเดียวกันของมันอย่างลา คุณก็สามารถได้ล่อที่เป็นสายพันธุ์ผสมออกมา แต่เพราะอะไรนะหรือ ? นั่นเพราะว่าเลือดนั่นเอง เลือดเป็นตัวแทนที่แสดงถึงโครงสร้างทางพันธุกรรม และเลือดไม่สามารถผสมข้ามสายพันธุ์ได้ เป็นเลือดนั่นเองที่ท้าทายกระบวนการวิวัฒนาการ แม้แต่ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลก็บอกไว้ว่าเลือดคือกุญแจสำคัญ หรือพูดให้เด่นชัดกว่านั้น เลือดเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการถวายเครื่องบูชาในพันธสัญญาเดิม และเป็นสิ่งเดียวที่บอกถึงความเป็นเครือญาติกัน เราไม่รู้ความสำคัญเรื่องเลือดจนกระทั่ง 100 ปีที่ผ่านมา ที่เราพึ่งพบความสำคัญของเลือดที่ไหลเวียนทั่วร่างกาย ในพันธสัญญาเดิมมีกล่าวไว้ว่า ชีวิตนั้นอยู่ในเลือด ถามว่าโมเสสรู้เรื่องนี้ได้อย่างไรตอนที่เขาเขียนตรงนี้ ? แม้แต่วิทยาศาสตร์ก็ยังไม่รู้เรื่องนี้เลยจนพึ่งรู้เมื่อ 100 ปีที่แล้ว

     พระคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวไว้ว่าสายพันธุ์ไม่อาจผสมข้ามกันได้ ถ้าเช่นนั้น ช่วงไหนกันแน่ที่มนุษย์ หรือ ลิง แตกแยกจากม้า ? ซึ่งหมายความว่าทฤษฎีวิวัฒนาการนั้นต้องผิด เพราะเราได้ยินมาว่าลิงเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ แต่หมายความว่าลิงนั้นต้องมาจากสายพันธุ์อื่นที่วิวัฒนาการมาเป็นลิงอีกที เช่น ม้า วัว หรือแม้แต่ปลา แต่อันไหนละ และ อย่างไร ? ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงทำไมเราไม่เจอความเกี่ยวเนื่องในแต่ละสายพันธุ์เหล่านั้นเลย จากคำถามทั้งหมดนี้ กุญแจสำคัญหลักยังอยู่ในเลือด เลือดที่ไม่สามารถผสมข้ามกันได้ แต่ถ้าเราเชื่อทฤษฎีการวิวัฒนาการ เลือดต้องสามารถผสมกันได้ เพราะมาจากเซลแค่เพียงเซลเดียว การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเพื่อการเอาชีวิตรอด เปลี่ยนเพื่ออยู่รอดหรือดับสูญ หมายความว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่จำเป็นอื่นใดนอกจากเพื่อการอยู่รอดเท่านั้น

     เลือดเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร ? แม้แต่พืชก็มีเลือด ใช่ ยางไม้ น้ำที่หล่อเลี้ยงต้นไม้คือเลือดของพืช ทำหน้าที่ไหลเวียนสารอาหารไปตามร่างกาย และ หมุนเวียนถ่ายของเสีย และเช่นเดียวกันกับแมลงด้วย แต่เลือดของแมลงจะเป็นน้ำคล้ายๆน้ำหวานที่ทำหน้าที่เดียวกับเลือด ถ้าเช่นนั้นทำไมถึงมีความแตกต่างกันละ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ทฤษฎีวิวัฒนาการว่าไว้ว่า การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ในการเอาชีวิตรอดเท่านั้น แต่เลือดก็ทำงานรูปแบบเดียวกันทั้งหมดในทุกสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต ทั้งสัตว์ พืช และ แมลง ทฤษฎีการวิวัฒนาการบอกไว้ว่าการเปลี่ยนแปลงในสายพันธุ์เกิดเพื่อตอบสนองต่อเงื่อนไขเร้าทางธรรมชาติ เพื่อประโยชน์ในการเอาชีวิตรอดของสายพันธุ์นั้นเท่านั้น และ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทางชีววิทยานี้จะถูกถ่ายทอดทางพันธุกรรมไปยังรุ่นลูกต่อ ๆไปด้วย

ช่วงเวลาทางธรณีวิทยา

     มาตรเวลาทางธรณีวิทยา คือแผนภาพที่นักวิทยาศาสตร์ และ ผู้เชื่อในทฤษฎีวิวัฒนาการ เชื่อว่าเกิดขึ้นตั้งแต่แรกเริ่มกว่าล้านปีมาแล้ว ทฤษฎีวิวัฒนาการกล่าวไว้ว่าสิ่งมีชีวิตประเภทสัตว์น้ำที่มีกระดอง หรือ เปลือกแข็งหุ้ม (Crustacea) เป็นสิ่งมีชีวิตยุคแรกๆที่วิวัฒนาการมาจากสิ่งมีชีวิตเซลเดียวอีกที แล้วจึงวิวัฒนาการต่อๆไปในรูปแบบที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เป็น ปลา สัตว์เลื้อยคลาน และ แมลง แล้วจึงวิวัฒนาการมากลายเป็นสัตว์ในยุค Mesozoic และวิวัฒนาการต่อๆมาจนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างที่เรารู้จักในทุกวันนี้

     แต่ละยุคช่วงเวลาทางธรณีวิทยาเกี่ยวเนื่องกับหลักฐานทางฟอสซิลที่เราพบในชั้นหินแต่ละช่วง ฟอสซิลที่พบในแต่ละชั้นหินทำให้เราทราบถึงอายุของฟอสซิลนั้นๆ ปัญหาคือนักธรณีวิทยาประเมินอายุของฟอสซิลจากการตรวจสอบชั้นหินที่พบ ซึ่งอาจเป็นวิธีที่ผิดในการประเมินอายุของฟอสซิลที่พบ สมมุติว่าเราเริ่มขุดตั้งแต่ส่วนตีนหุบเขา ประเมินอายุทางธรณีวิทยาตามความลึกที่เพิ่มขึ้นแล้วจึงตรวจสอบฟอสซิลที่พบ โดยที่ตะกอนรอบๆอาจคลุมรอบๆฟอสซิลนั้นและทำให้ฟอสซิลนั้นอยู่ในชั้นของดินที่แข็งกลายเป็นหินในภายหลัง ทฤษฎีวิวัฒนการว่าไว้ว่าทุกๆการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างช้าๆ และ มีรูปแบบแบบแผน ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นจมอยู่ในตะกอนจนกลายเป็นฟอสซิลได้อย่างไร และพวกมันทำอย่างไรจึงคงสภาพอยู่โดยไม่เน่าสลายไปก่อนที่จะจมอยู่ในกองตะกอนอย่างช้าๆ

     ในความเป็นจริงแล้ว กระดูก และ ฟอสซิลทั้งหมดที่น่าจะถูกพบตามหลักทฤษฎีนั้นกลับไม่มีใครค้นพบ ทำไมจุดที่ขาดหายของวิวัฒนาการไม่ถูกพบในรูปฟอสซิลเลย ฟอสซิลถูกห้อมล้อมด้วยกองตะกอนอย่างเร็วมากก่อนที่มันจะเน่าเสียไป จากจำนวนพันล้านฟอสซิลที่ถูกพบจนถึงทุกวันนี้กลับไม่มีฟอสซิลของการวิวัฒนาการที่ขาดหายไปเลย เราอาจไม่รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงของการกำเนิดฟอสซิลและชั้นหินแต่ละชั้น แต่ข้อสันนิษฐานคือฟอสซิลเข้าไปติดในชั้นหินได้ด้วยการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก แต่บางทฤษฎีก็ว่าตะกอนเหล่านั้นเกิดจากการระเบิดตัวของดินที่มาจากช่องเขาที่ปกคลุมชั้นเขาด้านล่าง หรือแม้แต่การที่น้ำท่วมก็สามารถสร้างสภาพตะกอนทับถมได้ ว่ากันว่าหากเปลี่ยนจุดในการสำรวจจากใต้หุบเขาเป็นข้างๆหุบเขาแทน หลักฐานทางธรณีวิทยาจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ถ้าเราต้องการวิเคราะห์อายุของชั้นหิน เราต้องวิเคราะห์ก่อนว่าชั้นหินนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร เราไม่สามารถบอกว่าเราจะขุดจุดหนึ่งๆในหุบเขาแล้วสามารถสรุปทั้งหมดในบริเวณนั้นได้ แต่เราต้องรวบรวมหลักฐานจากพื้นที่ทั้งหมดด้วย

การวัดด้วยวิธีทางอะตอมมิค

    วิทยาศาสตร์ไม่ได้ใช้หลักทางฟิสิกส์ในการประเมินอายุชั้นหิน และ ฟอสซิล เทคนิคนั้นในฟิสิกส์คือกฎพื้นฐานเรื่อง การสงวนพลังงานและวัตถุ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็นจะดำรงอยู่ในรูปหนึ่งของวัตถุและพลังงาน ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลว่าไว้ว่า พระเจ้าทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง และทุกสิ่งที่ถูกสร้างก็สมบูรณ์ในตัวของมันเอง แนวคิดนี้สัมพันธ์กับกฎทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า ถึงแม้ว่าเราไม่สามารถสร้างบางอย่างจากความว่างเปล่าได้ แต่พลังงานสามารถแปรเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบอื่นได้ สูตรทางคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับกฎการเปลี่ยนแปลงของพลังงานอิสระนี้คือ

F = H - TS

F = Free Energy

H = Heat Energy

T = Absolute Temperature

S = Entropy

      ตามกฎว่าไว้ว่าพลังงานอิสระจะลดลงโดยที่พลังงานความร้อนจะเพิ่มขึ้นจนไม่มีพลังงานอิสระเหลืออยู่ในระบบ โดยที่กฎนี้ว่าไว้ว่าจักรวาลและทุกสิ่งทุกอย่างค่อยๆก้าวเข้าหาจุดดับของตัวมันเองเรื่อยๆ ถ้าโลกมีอายุร่วมพันล้านปี ทำไมมันไม่ถึงจุดดับเสียทีละ แล้วจักรวาลต้องดำรงอยู่ได้ด้วยพลังงานที่มาจากนอกจักรวาล แต่ทฤษฎีวิวัฒนาการว่าไว้ว่าไม่มีอะไรดำรงอยู่นอกจากจักรวาลของตัวมันเอง ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ขัดแย้งกันเอง

     คาร์บอน 14 (CI4) เป็นหน่วยที่ใช้ในการวัดระยะเวลา ด้วยคุณสมบัติการแผ่รังสีที่ลดลง จึงใช้ในการวัดระยะเวลา แต่เราจำเป็นต้องรู้ส่วนผสมหลักที่เจือปนอยู่ในตอนแรกเป็นมาตราฐาน แล้วมาตรฐานในการอ้สงอิงละอยู่ที่ไหน? พวกเขากำหนดหินที่เรียกว่า มูนดัส (moon dust) หรือ Genesis Rock เป็นมาตรฐาน เพราะมันเป็นหินที่อยู่บนพื้นผิวดวงจันทร์มายาวนานแสนนาน แต่แม้แต่วัตถุนี้เราก็ไม่รู้ว่ามันมีต้นกำเนิดมาอย่างไร? หรือ ตั้งแต่เมื่อไหร่ ?

     อีกวิธีหนึ่งในการวัดค่าทางอะตอมมิคคือด้วย โปแตสเซี่ยม และ ยูเรเนี่ยม เชื่อว่าเทคนิคนี้สามารถวัดอายุได้อย่างถูกต้องแน่นอนได้ไปถึง 4 พันล้านปี วิธีนี้เคยใช้ในการทดลองหาอายุของมูนดัสต์ แต่นั่นเป็นวิธีที่ผิดเพราะยูเรเนี่ยม 238 มีคุณสมบัติเสื่อมตัวลง การสลายเสื่อมตัวลงเริ่มจาก ยูเรเนี่ยม 234 ตามมาด้วย ทอเรียม เรเดียม และตามไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงระดับ 206 โดยที่ตัวเลข 206 คือระดับอะตอมมิคของโมเลกุล


การสลายตัวของการแผ่รังสี

      มีอีกกระบวนการหนึ่งในการวัดที่เรียกว่าครึ่งชีวิต (half-life) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระดับการแผ่รังสีของวัตถุลดลงเหลือครึ่งเดียว สำหรับยูเรเนียม 238 มีครึ่งชีวิตอยู่ที่ 4.5 ล้านปี ดังนั้นเราสามารถหาอายุยูเรเนียมได้ด้วยวิธีนี้ แต่ยกเว้นยูเรเนียม 237 ไอโซโทปส่วนหนึ่งมีครึ่งชีวิต 60-70 วัน ไอโซโทปไหนของยูเรเนียมที่จะนำมานับ และ ค่าแรกของไอโซโทปแต่ละตัวคือเท่าไหร่ ?

     ถ้าเชื่อว่าวิธีนี้สามารถวัดอายุได้อย่างถูกต้อง เราน่าจะสามารถย้อนกลับไปดูอายุสิ่งต่างๆได้ แต่เมื่อเทียบด้วยวิธีนี้แล้วเราจะพบว่าโลกนั้นร้อนมากจากการแผ่รังสี เพียงแค่ถอยหลังกลับไป 15,000 ปี โลกก็สภาพที่ไม่น่ามีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ ถ้าการวิเคราะห์การสลายตัวของอะตอมนั้นถูกต้อง โลกต้องแผ่รังสีอยู่ช่วง 15,000 ปีก่อน และใน ช่วง 12,000-13,000 B.C. ที่สิ่งมีชีวิตไม่น่าจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เลย

     กระบวนการทางอะตอมมิคนี้ส่งผลกระทบใดต่อแนวคิดวิวัฒนาการบ้าง ? ถ้านักวิวัฒนาการวิทยาต้องการใช้วิธีทางอะตอมมิคในการวัดอายุความเก่า พวกเขาก็ต้องยอมรับผลที่จะตามมาด้วย ซึ่งอาจเป็นการหักล้างทำลายทฤษฎีวิวัฒนาการแบบเดิมๆ นักวิทยาศาสตร์กล่าวไว้ว่าจักรวาลกำเนิดระหว่างส่วนผสมของยูเรเนียมและอื่นๆ แต่ก็อาจมีคำถามว่า ยูเรเนียมและส่วนผสมแรกสุดเกิดขึ้นมาจากไหนละ ? ถ้าไม่มีการสร้าง หรือ การผสมให้เกิดขึ้นมาก่อนบางทีแนวคิดเรื่องการสร้างของพระเจ้าอาจอธิบายข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดนี้ได้ เราได้ข้อสรุปแบบเดียวกันเมื่อเรานำทฤษฎีมาใช้กับเรื่องสนามแม่เหล็กของโลก เราสามารถใช้เรื่องสนามแม่เหล็กของโลกในการวัดอายุโลกได้ด้วย ด้วยเหตุผลที่ว่าเรารู้ว่าสนามแม่เหล็กของโลกลดลงเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งถ้าเราอ้างอิงตามแนวคิดนี้เราจะพบว่า โลกเป็นดาวที่เต็มไปด้วยสนามแม่เหล็กในช่วง 8,000-12,000 B.C. สนามแม่เหล็กของโลกสามารถใช้ในการตรวจสอบอายุได้อย่างถูกต้อง และจากหลักฐานที่ว่าโลกเป็นดาวที่เต็มไปด้วยสนามแม่เหล็กมาก่อน แล้วทำไมจู่ๆดวงดาวที่เต็มไปด้วยสนามแม่เหล็กดวงนั้นถึงกลายมาเป็นโลกอย่างทุกวันนี้ได้ เหมือนเป็นการสร้าง หรือ การจัดการที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน

สูตรพีชคณิต

     สูตรทางวิทยาศาสตร์หลายสูตรใช้สูตรทางพีชคณิต (exponential) มาประกอบด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการคิดคำนวณความเร็วการเคลื่อนที่ของแสง การสลายตัวของการแผ่รังสีนับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีที่จะใช้สูตรนี้ เรานำตัวแปรครึ่งชีวิตมาคิดเทียบเป็นปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงตามเวลาที่เปลี่ยนไป วิทยาศาสตร์แสดงให้เราดูว่ายูเรเนียมจะสลายตัวลดลงตามเวลาที่เพิ่มมากขึ้น และสามารถวาดเป็นเส้นโค้งระยะเวลาตามสูตรพีชคณิตได้ แม้แต่การเปลี่ยนแปลงของช่วงเวลาชีวิตในสมัยปฐมกาลตั้งแต่ระยะเวลาของโนอาห์จนถึงโจเซฟก็แสดงได้ในเส้นโค้งของสูตรพีชคณิต โดยแสดงด้วยภาพเส้นโค้งที่โค้งลง ระยะเวลาอายุขัยของมนุษย์ที่ดูสั้นลงเรื่อยๆเหมือนการลดลงของสภาพการแผ่รังสีของวัตถุ ดังที่พระเจ้าได้ตรัสไว้ว่า อายุขัยของมนุษย์จะลดลงจนเหลือแค่ 120 ปี

     สังเกตจากอายุของบรรพบุรุษมนุษย์ ในสมัยก่อนอายุขัยของมนุษย์นั้นมากกว่าปัจจุบันมาก คนหนึ่งสามารถมีอายุได้มากถึง 900 ปีขึ้น แต่ทั้งหมดนี้จบลงตั้งแต่สมัยโนอาห์เป็นต้นมา บิดาของโนอาห์ตายเมื่ออายุ 777 ปี

     หลานชายของโนอาห์ ชื่อว่า นิมรอด เป็นนักล่าที่เก่งกาจผู้สร้างนครบาเบลอันนำไปสู่หอคอยบาเบลในเวลาต่อมา ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ประชาชาติต่างๆกระจัดกระจาย และ พูดภาษาต่างกัน หากเทียบเวลาช่วงหลังจากนั้นจะเข้ากับสมการพีชคณิตเส้นโค้งตกลง จำนวนประชากรที่ลดลง และ อายุขัยที่ลดลง แม้แต่เรื่องการลดลงของสนามแม่เหล็กโลกที่ได้กล่าวมาก็เป็นพีชคณิต ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นว่าโลกน่าเป็นดาวที่เต็มไปด้วยสนามแม่เหล็กเมื่อ หมื่น -2 หมื่นปีมาแล้ว และสนามแม่เหล็กนี้ลดลงเรื่อยๆแบบเส้นโค้งที่ตกลงเช่นกัน จนเป็นโลกแบบที่เราอยู่ทุกวันนี้ การเกิดของประชากร หรือ การเจริญเติบโตของพืชผักในฤดูใบไม้ผลิก็เป็นพีชคณิตเช่นกันถ้าปัจจัยภายนอกทางธรรมชาติอยู่ครบ

     กฎทางวิทยาศาสตร์ว่าไว้ว่า พลังงานไม่สามารถสร้างหรือทำลายลงได้ แต่พลังงานสามารถแปรสภาพได้ และ หน่วยวัดพลังงาน entropy ต้องเพิ่มขึ้นเสมอ ซึ่งจากกฎนี้ทำให้เราทราบว่าโลกเราค่อยๆตายลงทุกวันตามสภาพจักรวาลที่พลังงานลดลงเรื่อยๆ ตาม entropy ที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในสภาพเสื่อมถอยลดลงทุกวัน แล้วทำไมความเร็วแสงเป็นสิ่งเดียวละที่ไม่อยู่ในเงื่อนไขนี้ แนวคิดทฤษฎีการวิวัฒนาการต้องการให้เราเชื่อว่าทุกสิ่งเจริญก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ และ มีแนวโน้มในการเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆอย่างเป็นรูปแบบ ไม่ใช่อย่างเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งนี่เป็นแนวคิดหลักของทฤษฎีการวิวัฒนาการ จุดเด่นของออกซิเจนนับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงถึงข้อขัดแย้งของทฤษฎีนี้ ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ว่าน้ำเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับชีวิตทุกชีวิต น้ำเป็นส่วนผสมที่มีเอกลักษณ์ เมื่อมันเย็น มันหนาแน่นมากขึ้น ภายใต้จุดเยือกแข็ง 0 องศาเซลเซียส น้ำกลายเป็นวัตถุแข็ง และเริ่มแผ่ขยายตัว ขณะที่สิ่งอื่นๆเมื่อได้รับความเย็นจะเริ่มหดตัว แต่น้ำกลับต่างออกไป ความหนาแน่นมากขึ้นเมื่อได้รับความเย็นจากผิวหน้าลงมาเหมือนอย่างบนผิวหน้าน้ำแข็งในทะเลสาป แน่นอนหากน้ำเริ่มแข็งจากด้านล่างสัตว์น้ำในนั้นคงตายหมด น้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งของมนุษย์ นอกจากเป็นองค์ประกอบที่มากสุดในร่างกายและเซลแล้ว น้ำยังทำหน้าที่ในการไหลเวียนสารอาหาร กรด และ เลือดในร่างกายทุกอย่าง

     แนวคิดวิวัฒนาการว่าไว้ว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ ถ้าเช่นนั้นทำไมร่างกายของเรากับของเหลวต่างๆในร่างกายเราถึงเกิดขึ้นจากส่วนประกอบของน้ำด้วยรูปแบบทางเคมีที่ต่างจากปกติ

ไอสไตน์เคยพูดถึงสูตร

E=mc2

 

E = Energy

M = Mass (Matter)

C = Speed of Light

     กฎนี้ว่าไว้ว่าวัตถุและเหตุการณ์ต่างๆเดินทางจากรูปแบบพลังงานสูงสู่พลังงานต่ำ ตัวอย่างเช่นถ้าเราวางกาแฟร้อนๆแก้วหนึ่งเอาไว้ มันจะเย็นลงเมื่อเวลาผ่านไป หรืออีกนัยหนึ่งความร้อนจากกาแฟพยายามทำให้ห้องร้อนขึ้น คือ การแสวงหาสมดุลยภาพนั่นเอง หรือจากกฎแรงดึงดูด ที่น้ำจะไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ตามกฎ และ สิ่งที่ซับซ้อนจะเปลี่ยนสู่สิ่งที่สามัญลง

ส่วนแนวคิดการวิวัฒนาการกล่าวว่าทุกอย่างเริ่มจากสิ่งง่ายๆคือเซลเดียวพัฒนามาเป็นรูปแบบสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนอย่างคนทุกวันนี้ ซึ่งแน่นอนขัดกับกฎทางฟิสิกส์


ระบบเวลา

     ไอสไตน์บอกเราว่าวัตถุไม่สามารถเคลื่อนได้ด้วยความเร็วที่เหนือกว่าแสง หรือ 186,291 ไมล์ ต่อ วินาที ตามกฎสัมพันธภาพถ้าวัตถุเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่าแสง มวลจะกลายเป็นมวลไร้จำกัด ที่ต้องอาศัยพลังงานไร้ขีดจำกัดในการสร้างมวลไร้จำกัด ส่วนเรื่องสิ่งที่เคลื่อนไหวเร็วกว่าแสงนี้เราลืมไปได้เลย แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าธุลีที่เรียกว่า “Tachyon” สามารถเคลื่อนได้เร็วกว่าความไวแสงและไม่สามารถทำให้ช้าลงได้ หากเราสามารถตรวจหาและควบคุม tachyons นี้ได้ เราจะสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ไม่ว่าอยู่ที่ไหนของจักรวาลในทันที แต่ในปัจจุบัน tachyons ยังไม่ถูกพบ

     เวลาสามารถวัดได้ 2 วิธี

     1. นาฬิกาไดนามิค ที่แบ่งด้วยระบบเวลาของโลก คือ วัดตามการโคจรรอบอาทิตย์ที่ได้รับผลกระทบจากแรงดึงดูด

     2. นาฬิกาอะตอมมิค หรือ นาฬิกาแม่เหล็กไฟฟ้า ที่วัดด้วยอีเล็คตรอนรอบนิวเคลียส

     เวลาเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในทางวิทยาศาสตร์ เพราะสูตรหลายๆสูตรมีตัวแปรเวลามาเกี่ยวข้อง อะตอมมิคลดลงเพราะ CDK หรือ การลดลงของความเร็วแสง ดังนั้นการคำนวณหายุคทางธรณีวิทยานั้นต้องเปลี่ยนตามการเปลี่ยนแปลงของความเร็วแสงที่ลดลงตั้งแต่ยุคปฐมกาล

     ส่งเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่ คือ 186,000 ไมล์ต่อวินาที เป็นหนึ่งในปัญหาที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ฉงนที่สุดในเรื่องการสร้าง ถ้าโลกมีอายุเพียงไม่กี่แค่พันปีแทนล้านๆปีอย่างที่นักวิทยาศาสตร์กล่าว ปัญหามาอยู่ตรงจุดที่ว่าพระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งทั้งหมดขึ้นมา แต่ถ้าความเร็วของแสงนั้นคงที่ ดังนั้นแล้วดาวที่เราเห็นเปล่งแสงก็หมายความว่าอาจเป็นดาวเมื่อล้านๆๆๆปีก่อนมาแล้วก็ได้ หรือยามเมื่อพระเจ้าสร้างดวงดาราขึ้นมา พระองค์ก็ทรงสร้างแสงจากดาวเหล่านั้นที่ส่องมาถึงโลกด้วย ซึ่งก็หมายความว่าเรามองเห็นดาวที่ไม่เคยดำรงอยู่ตอนพระเจ้าสร้างความสว่างขึ้นมา นอกจากนี้พระเจ้าไม่ทรงสร้างสิ่งที่ไม่สมบูรณ์ในตัวของมันเองขึ้นมา และทุกสิ่งดำเนินตามกฎฟิสิกส์ของพระองค์ ทั้งหมดจะสมเหตุสมผลขึ้นเมื่อคิดกับแนวคิดความเร็วแสงลดลงอย่างช้าๆ ซึ่งจะสอดคล้องกับประเด็นทั้งหมดที่ได้กล่าวกันมาข้างต้น นั่นคือ การลดลงของสนามแม่เหล็กบนโลก การลดลงของการแผ่รังสี และการเสื่อมถอยของร่างกายมนุษย์

CDK – การลดลงของความเร็วแสง

ความเร็วของแสงสามารถวัดได้อย่างแม่นยำตั้งแต่ช่วงกลางปี 1600 เป็นต้นมา

Values of C, the speed of light, in Km/Sec

Experimentor

Year

Value

Error +/-

Method

Roemer

1675

301,300

200

Optical

Bradley

1728

301,000

200

Optical

Cortnu

1871

300,400

200

Optical

Cortnu-Helmert

1874.8

299,900

200

Optical

Michelson

1879.6

299,910

50

Optical

Newcomb

1882.7

299,860

30

Optical

Michelson

1882.8

299,853

60

Optical

Michelson

1885

299,940

60

Optical

Perrolin

1902.4

299,901

84

Optical

Perrolin

1902.8

299,895

84

Optical

Perrolin

1906

299,880

80

Optical

Michelson

1924

299,802

30

Optical

Michelson

1926.5

299,796

4

Optical

Mittelstaed

1928

299,778

10

Optical

Pease-Pearson

1932.5

299,774

11

Optical

Pease-Pearson

1933

299,774

2

Optical

Anderson

1937.4

299,771

12

Optical

Huttel

1940

299,768

10

Optical

Essen

1947

299,797

3

Cavity Resonators

Bergstrand

1949

299,796

2

Geodimeter

Essen

1950

299,792

3

Cavity Resonators

Hansen

1951

299,789

1

Cavity Resonators

Bergstrand

1951

299,793.1

2.5

Geodimeter

Kraus

1953

299,800

 

Radio

Florman

1954

299,795.1

3.1

Radio interferometer

Scholdstrom

1955

299,792.4

0.4

Geodimeter

Wadley

1956

299,792.9

2

Tellurometer

Edge

1956

299,792.4

0.11

Geodimeter

Wadley

1957

299,792.6

1.2

Tellurometer

Froome

1958

299,792.4

0.1

RadioInterferometer

Corson-Lorrain

1962

299,790

 

Radio

ITT Staff

1970

299,793

 

Radio

Bay-Luther

1972

299,792.5

0.018

Radio

Bay-Luther

1976

299,792.5

0.018

Radio

•  Experimental Values of the Speed of Light

ข้อมูลนี้แสดงค่าต่างๆที่วัดความเร็วของแสง ถ้าเราวัดค่าใดๆค่าหนึ่งด้วยค่าคงที่ทางเทคนิคแล้วจะมีค่าความผิดพลาดปรากฏ อย่างเช่น ค่า 100 ที่มีค่าผันแปรผิดพลาด 3 ค่าที่วัดได้ก็จะต่างออกไปจาก 103-97 และกระจายตามค่าแต่ละตัว

วิทยาศาสตร์ในพระคัมภีร์

     พระคัมภีร์ไบเบิ้ลไม่ใช่หนังสือวิทยาศาสตร์ แต่เนื้อหาที่พูดกลับเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ในตัวเอง คือ ไม่มีที่ผิด ยกตัวอย่างเช่นตอนอิสยาห์กล่าวว่าความอุดมสมบูรณ์แห่งผืนทะเลจะมายังอิสราเอล ทะลตาย( Dead Sea ) มีแร่ธาตุ 25% เป็นโปแตสเซียม ธาตุที่เหมาะแก่การเพาะปลูกเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเทียบปัจจุบันมีค่ามากกว่า 5 ล้านล้านทีเดียวในพื้นที่เช่นนั้น ชนชาติอิสราเอลเอาความรู้จากที่ไหนมาจึงรู้เรื่องนี้ได้ บรรพบุรุษพวกเขารู้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของทะเลตายได้อย่างไร เป็นที่แน่นอนว่าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ไขแสดงความจริงนี้ให้ประจักษ์ต่อพวกเขา

      เหมือนตอนที่พระเจ้าตรัสว่า เรื่องสถานที่ซึ่งแสงและความมืดอยู่ เรารู้ว่าเราสามารถเก็บความมืดได้ เช่นเก็บความมืดไว้ในกล่องที่ปิด หมายความว่าความมืดมีที่อยู่ได้ แต่แสงนั้นตรงกันข้ามที่เป็นสิ่งที่เคลื่อนที่อยู่เสมอ เหมือนอย่างโปตอนที่เป็นส่วนย่อยของแสงต้องอยู่ในสภาพเคลื่อนที่ตลอดเวลามิฉะนั้นจะไม่เป็นแสง ซึ่งหมายความว่าเราไม่สามารถเก็บแสงไว้ในที่หนึ่งได้ เพราะแสงไม่อยู่นิ่ง แสงจะเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปอีกที่หรือมีรูปแบบทางการเคลื่อนไหว อย่างที่ถูกกล่าวไว้ในพระคัมภีร์ โยบได้พูดถึงแสงที่ตรงตามหลักวิทยาศาสตร์ทุกประการ ดังนั้นโยบรู้ได้อย่างไรตั้งแต่กว่า 3000 ปีมาแล้ว ถ้าไม่ได้รับการดลใจจากพระเจ้า อีกตอนหนึ่งของพระคัมภีร์มีการพูดถึงเรื่องการเดินทางของนกในอากาศ และ ปลาในท้องทะเล ที่สอดคล้องกับกระแสลมและน้ำ โดยที่คนยุคนั้นยังไม่มีความรู้เรื่องกระแสน้ำ กระแสลมเลย หรือตอนที่ประกาศกอาโมสพูดถึงการนำน้ำทะเลมาหยดลงบนผืนดิน เขารู้เกี่ยวกับระบบการหมุนเวียนของน้ำ จากทะเล เป็นเมฆ เป็นฝน ได้อย่างไร

     ส่วนในบทของโยบบทอื่นๆมีประโยคหนึ่งพูดถึง “ เมื่อดาวอรุณร้องเพลงขับขานร่วมกัน ” ดูๆไปเหมือนเป็นประโยคปกติธรรมดา แต่ไม่ธรรมดาเมื่อเราทราบว่าดวงดาราเปล่งแสงที่เป็นสัญญาณเสียงออกมาได้ ดังนั้นหมายความว่าเราสามารถฟังเสียงของแสงได้ Ma Bell เป็นคนหนึ่งที่ได้ทดลองปรากฏการณ์นี้ ใน “ ท่อแสง ” ที่สามารถตรวจจับข้อมูลทั้งหมดของแสงได้ ดาวพวกนี้มีเสียงมีจังหวะของมัน และ ดาวแต่ละดวงมีจังหวะที่ต่างกันออกไป แล้วโยบรู้เรื่องนี้ได้อย่างไรตั้งแต่สมัยนั้น หรือจากโมเสสเรารู้ว่าพระเจ้าสร้างมนุษย์จากฝุ่นดิน เมื่อเราตวจสอบพวกหินดินที่ดวงจันทร์ และ ส่วนประกอบอื่นๆ เราพบส่วนประกอบ 16 ชนิดที่พบได้ในมนุษย์ทุกคน ทำไมมนุษย์ถึงมีองค์ประกอบแร่ธาตุในร่างเหมือนในฝุ่นผงดินละ

     นอกจากสิ่งเหล่านี้แล้วยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถเข้าใจหรืออธิบายได้หมด เช่นเรื่อง แม่เหล็ก นักวิทยาศาสตร์รู้ระบบการทำงานของพลังงานแม่เหล็กในการดูดวัตถุที่เป็นเหล็ก แต่เขาไม่สามารถหาคำอธิบายได้ว่าทำไมถึงดูดเหล็กไม่ใช่อลูมิเนียม และ ทำไมมันถึงทำงานเช่นนั้น เรื่องแรงดึงดูด เรื่องระบบชีวิต ทำไมชีวิตจึงกำเนิดขึ้นมาได้ เรื่องแสง เรื่องพลังงานไฟฟ้า และอีกหลายๆอย่างที่วิทยาศาสตร์อาจสามารถอธิบายคุณลักษณะการทำงานของมันได้ แต่ไม่สามารถเข้าใจแก่นของมันจริงๆ หรือ แม้แต่ให้ความหมายจริงๆของสิ่งเหล่านั้น ซึ่งบางทีคงมีแต่พระเจ้าที่รู้จริงถึงพลังงานเหล่านั้นและใช้มันตามพระประสงค์ของพระองค์ได้ เรามาดูกันดีกว่าว่าพระเยซูมีบทบาทอะไรกับพลังงานเหล่านี้บ้าง

     ระบบแรงดึงดูด : พระเยซูดำเนินบนน้ำได้ หรืออีกนัยพระองค์ควบคุมระบบแรงดึงดูด และ นักบุญเปโตรก็เช่นกันที่เดินได้เมื่อพระองค์อนุญาต

     ระบบพลังงานแม่เหล็ก : พระดำรัสของพระองค์เป็นดังพลังงานแม่เหล็กดึงดูดผู้คนมากว่า 2000 ปี เป็นพลังงานแม่เหล็กที่ดึงดูดคนและเปลี่ยนชีวิตผู้คน

     ระบบพลังงานโมเลกุล : พระเยซูทรงเปลี่ยนน้ำเป็นเหล้าองุ่น พระองค์ควบคุมการจัดการเรียงตัวของโมเลกุลใหม่ได้

     ระบบพลังงานชีวิต : พระเยซูทรงชุบลาซารัสให้เป็นขึ้นมาจากความตายได้ พระองค์รักษาโรคและอาการบาดเจ็บทุกชนิดได้ หรือ อีกนับพระองค์ควบคุมชีวิตได้

     ระบบพลังงานไฟฟ้า : จากข้อความในพระคัมภีร์ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาปานสายฟ้าแลบจากตะวันออกสู่ตะวันตก

     ระบบพลังงานแสง : พระคัมภีร์ว่าไว้ว่าพระเยซูคือความสว่างของโลก พระองค์ดำรงอยู่เป็นนิรันดร์ และ เป็นองค์ปฐมของความดีงามทั้งหมด และเป็นองค์ผู้ควบคุมพลังงานทั้งหมด

     ทฤษฎีสัมพันธภาพของไอสไตน์กล่าวไว้ว่า พลังงาน มีค่าเท่ากับ มวล x ความเร็วของแสง สแควร์ ได้ออกมาเป็นสูตร

E = mc2 ถ้าเอาพลังงานมาหารด้วยความเร็วของแสงจะสามารถแปรพลังงานเป็นสสารได้

      ในพระคัมภีร์ว่าไว้ว่าพระเจ้าคือปฐมของพลังงานและทุกสรรพสิ่ง ถ้าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นองค์ความสว่าง ( พลังงานแสง ) ดังนั้น พระเจ้าหารด้วยพระเยซู จะสร้างได้ทุกอย่างตามสมการไอสไตน์ และเหมือนที่กล่าวในพระคัมภีร์ว่าพระเจ้าทรงสร้างทุกสรรพสิ่งและควบคุมทุกสรรพสิ่ง

     “ ในปฐมกาล พระเจ้าทรงดำรงอยู่ ”

     ในปฐมกาล พระเจ้าทรงตรัส แล้วทุกสิ่งก็บังเกิดขึ้นมา พระดำรัสของพระเจ้าคือพลังงานในการสร้างทุกสรรพสิ่งขึ้นมาจากความว่างเปล่า

    นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าโลกมีอายุเป็นล้านล้านปีมาแล้ว และ มนุษย์อยู่บนโลกมาเป็นล้านปีแล้ว แต่หลายๆคนเชื่อเรื่องในหนังสือปฐมกาลว่าพระเจ้าทรงสร้างโลก ขึ้นมา และ ทั้งหมดเกิดขึ้นในอดีตที่ไม่ห่างมากเกินไปขนาดนั้น ความเชื่อแบ่งเป็น 2 ฝ่าย และมีประเด็นโต้เถียงเรื่องนี้มานานในหมู่นักวิชาการ ถ้าเราตีความเนื้อหาทั้งหมดในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลตามตัวอักษรเป๊ะๆ เราคงไม่พบความเกี่ยวเนื่องสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์แน่ เหมือนการเปรียบเทียบเรื่องอูฐลอดรูเข็มของพระเยซู หากตีความตามตัวอักษรเป๊ะๆคงกลายเป็นเรื่องอัศจรรย์แน่ ดังนั้นการตีความถอดเนื้อหาจากพระคัมภีร์ไม่ใช่เป็นเรื่องของศิลป์ หรือ วิทยาศาสตร์ แต่เป็นส่วนผสมของทั้ง 2 รวมกัน ซึ่งไม่มีกฎแน่นอนตายตัวในการถอดความพระคัมภีร์ที่สามารถใช้ได้ทุกบทหรือทุกสถานการณ์ การที่จะเข้าใจเนื้อหาเหล่านั้นต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการอุปมาอุปมัย การอ้างอิง บริบท และเหนือสิ่งอื่นใด พระพรปัญญาที่มาจากพระจิตเจ้า

(Page 1 of 4)

Leave a comment

โปรดอ่านก่อน Comment
1. ไม่ควรใช้วาจาส่อเสียดดูหมิ่น คำหยาบ ฯลฯ
2. ข้อความของท่านจะรอการพิจารณา

ด้านล่างตรง ReCaptcha
เมื่อท่านกรอกอักษรที่แสดงเรียบร้อยแล้ว กรุณาสังเกตุ
Comment added and waiting for approaval.
(ข้อความได้เพิ่มความคิดเห็นแล้วและรอการอนุมัติ)

แสดงว่าไม่ต้อง ใส่ค่า Recaptcha อีกรอบ
ขอบคุณ

You are here: Home