จงกลับใจและเชื่อข่าวดีเถิด (มก. 1:15)

 
Monday, 18 June 2012 12:14

Creation and Evolution - 1 Featured

Written by  Administrator
Rate this item
(1 Vote)

กลุ่มตระกูลเดียวกัน

     ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลได้พูดถึงรูปแบบชีวิตไว้มากมาย แต่สิ่งมีชีวิตหลายชนิดก็เกิดขึ้นหลังจากที่มีสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่งเกิดขึ้นก่อน หลักการของวิวัฒนาการคือการเกิดขึ้นมาจากเซลเดียว แล้วมีการเปลี่ยนแปลง กลายพันธุ์ไปเรื่อยๆในเวลาต่อมา ในปัจจุบันเรารู้ว่าเราไม่สามารถผสมสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่ต่างกันเข้าด้วยกันได้ เหมือนที่เราไม่สามารถจับสุนัขมาผสมกับวัวหรือม้าได้ มนุษย์ก็สามารถผสมพันธุ์กันในหมู่มนุษย์ด้วยกันเท่านั้น ไม่สามารถไปผสมพันธุ์กับสิ่งมีชีวิตอื่นได้ ถ้าคุณนำม้าไปผสมกับสัตว์ในตระกูลเดียวกันของมันอย่างลา คุณก็สามารถได้ล่อที่เป็นสายพันธุ์ผสมออกมา แต่เพราะอะไรนะหรือ ? นั่นเพราะว่าเลือดนั่นเอง เลือดเป็นตัวแทนที่แสดงถึงโครงสร้างทางพันธุกรรม และเลือดไม่สามารถผสมข้ามสายพันธุ์ได้ เป็นเลือดนั่นเองที่ท้าทายกระบวนการวิวัฒนาการ แม้แต่ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลก็บอกไว้ว่าเลือดคือกุญแจสำคัญ หรือพูดให้เด่นชัดกว่านั้น เลือดเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการถวายเครื่องบูชาในพันธสัญญาเดิม และเป็นสิ่งเดียวที่บอกถึงความเป็นเครือญาติกัน เราไม่รู้ความสำคัญเรื่องเลือดจนกระทั่ง 100 ปีที่ผ่านมา ที่เราพึ่งพบความสำคัญของเลือดที่ไหลเวียนทั่วร่างกาย ในพันธสัญญาเดิมมีกล่าวไว้ว่า ชีวิตนั้นอยู่ในเลือด ถามว่าโมเสสรู้เรื่องนี้ได้อย่างไรตอนที่เขาเขียนตรงนี้ ? แม้แต่วิทยาศาสตร์ก็ยังไม่รู้เรื่องนี้เลยจนพึ่งรู้เมื่อ 100 ปีที่แล้ว

     พระคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวไว้ว่าสายพันธุ์ไม่อาจผสมข้ามกันได้ ถ้าเช่นนั้น ช่วงไหนกันแน่ที่มนุษย์ หรือ ลิง แตกแยกจากม้า ? ซึ่งหมายความว่าทฤษฎีวิวัฒนาการนั้นต้องผิด เพราะเราได้ยินมาว่าลิงเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ แต่หมายความว่าลิงนั้นต้องมาจากสายพันธุ์อื่นที่วิวัฒนาการมาเป็นลิงอีกที เช่น ม้า วัว หรือแม้แต่ปลา แต่อันไหนละ และ อย่างไร ? ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงทำไมเราไม่เจอความเกี่ยวเนื่องในแต่ละสายพันธุ์เหล่านั้นเลย จากคำถามทั้งหมดนี้ กุญแจสำคัญหลักยังอยู่ในเลือด เลือดที่ไม่สามารถผสมข้ามกันได้ แต่ถ้าเราเชื่อทฤษฎีการวิวัฒนาการ เลือดต้องสามารถผสมกันได้ เพราะมาจากเซลแค่เพียงเซลเดียว การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเพื่อการเอาชีวิตรอด เปลี่ยนเพื่ออยู่รอดหรือดับสูญ หมายความว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่จำเป็นอื่นใดนอกจากเพื่อการอยู่รอดเท่านั้น

     เลือดเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร ? แม้แต่พืชก็มีเลือด ใช่ ยางไม้ น้ำที่หล่อเลี้ยงต้นไม้คือเลือดของพืช ทำหน้าที่ไหลเวียนสารอาหารไปตามร่างกาย และ หมุนเวียนถ่ายของเสีย และเช่นเดียวกันกับแมลงด้วย แต่เลือดของแมลงจะเป็นน้ำคล้ายๆน้ำหวานที่ทำหน้าที่เดียวกับเลือด ถ้าเช่นนั้นทำไมถึงมีความแตกต่างกันละ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ทฤษฎีวิวัฒนาการว่าไว้ว่า การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ในการเอาชีวิตรอดเท่านั้น แต่เลือดก็ทำงานรูปแบบเดียวกันทั้งหมดในทุกสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต ทั้งสัตว์ พืช และ แมลง ทฤษฎีการวิวัฒนาการบอกไว้ว่าการเปลี่ยนแปลงในสายพันธุ์เกิดเพื่อตอบสนองต่อเงื่อนไขเร้าทางธรรมชาติ เพื่อประโยชน์ในการเอาชีวิตรอดของสายพันธุ์นั้นเท่านั้น และ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทางชีววิทยานี้จะถูกถ่ายทอดทางพันธุกรรมไปยังรุ่นลูกต่อ ๆไปด้วย

ช่วงเวลาทางธรณีวิทยา

     มาตรเวลาทางธรณีวิทยา คือแผนภาพที่นักวิทยาศาสตร์ และ ผู้เชื่อในทฤษฎีวิวัฒนาการ เชื่อว่าเกิดขึ้นตั้งแต่แรกเริ่มกว่าล้านปีมาแล้ว ทฤษฎีวิวัฒนาการกล่าวไว้ว่าสิ่งมีชีวิตประเภทสัตว์น้ำที่มีกระดอง หรือ เปลือกแข็งหุ้ม (Crustacea) เป็นสิ่งมีชีวิตยุคแรกๆที่วิวัฒนาการมาจากสิ่งมีชีวิตเซลเดียวอีกที แล้วจึงวิวัฒนาการต่อๆไปในรูปแบบที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เป็น ปลา สัตว์เลื้อยคลาน และ แมลง แล้วจึงวิวัฒนาการมากลายเป็นสัตว์ในยุค Mesozoic และวิวัฒนาการต่อๆมาจนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างที่เรารู้จักในทุกวันนี้

     แต่ละยุคช่วงเวลาทางธรณีวิทยาเกี่ยวเนื่องกับหลักฐานทางฟอสซิลที่เราพบในชั้นหินแต่ละช่วง ฟอสซิลที่พบในแต่ละชั้นหินทำให้เราทราบถึงอายุของฟอสซิลนั้นๆ ปัญหาคือนักธรณีวิทยาประเมินอายุของฟอสซิลจากการตรวจสอบชั้นหินที่พบ ซึ่งอาจเป็นวิธีที่ผิดในการประเมินอายุของฟอสซิลที่พบ สมมุติว่าเราเริ่มขุดตั้งแต่ส่วนตีนหุบเขา ประเมินอายุทางธรณีวิทยาตามความลึกที่เพิ่มขึ้นแล้วจึงตรวจสอบฟอสซิลที่พบ โดยที่ตะกอนรอบๆอาจคลุมรอบๆฟอสซิลนั้นและทำให้ฟอสซิลนั้นอยู่ในชั้นของดินที่แข็งกลายเป็นหินในภายหลัง ทฤษฎีวิวัฒนการว่าไว้ว่าทุกๆการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างช้าๆ และ มีรูปแบบแบบแผน ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นจมอยู่ในตะกอนจนกลายเป็นฟอสซิลได้อย่างไร และพวกมันทำอย่างไรจึงคงสภาพอยู่โดยไม่เน่าสลายไปก่อนที่จะจมอยู่ในกองตะกอนอย่างช้าๆ

     ในความเป็นจริงแล้ว กระดูก และ ฟอสซิลทั้งหมดที่น่าจะถูกพบตามหลักทฤษฎีนั้นกลับไม่มีใครค้นพบ ทำไมจุดที่ขาดหายของวิวัฒนาการไม่ถูกพบในรูปฟอสซิลเลย ฟอสซิลถูกห้อมล้อมด้วยกองตะกอนอย่างเร็วมากก่อนที่มันจะเน่าเสียไป จากจำนวนพันล้านฟอสซิลที่ถูกพบจนถึงทุกวันนี้กลับไม่มีฟอสซิลของการวิวัฒนาการที่ขาดหายไปเลย เราอาจไม่รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงของการกำเนิดฟอสซิลและชั้นหินแต่ละชั้น แต่ข้อสันนิษฐานคือฟอสซิลเข้าไปติดในชั้นหินได้ด้วยการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก แต่บางทฤษฎีก็ว่าตะกอนเหล่านั้นเกิดจากการระเบิดตัวของดินที่มาจากช่องเขาที่ปกคลุมชั้นเขาด้านล่าง หรือแม้แต่การที่น้ำท่วมก็สามารถสร้างสภาพตะกอนทับถมได้ ว่ากันว่าหากเปลี่ยนจุดในการสำรวจจากใต้หุบเขาเป็นข้างๆหุบเขาแทน หลักฐานทางธรณีวิทยาจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ถ้าเราต้องการวิเคราะห์อายุของชั้นหิน เราต้องวิเคราะห์ก่อนว่าชั้นหินนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร เราไม่สามารถบอกว่าเราจะขุดจุดหนึ่งๆในหุบเขาแล้วสามารถสรุปทั้งหมดในบริเวณนั้นได้ แต่เราต้องรวบรวมหลักฐานจากพื้นที่ทั้งหมดด้วย

การวัดด้วยวิธีทางอะตอมมิค

    วิทยาศาสตร์ไม่ได้ใช้หลักทางฟิสิกส์ในการประเมินอายุชั้นหิน และ ฟอสซิล เทคนิคนั้นในฟิสิกส์คือกฎพื้นฐานเรื่อง การสงวนพลังงานและวัตถุ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็นจะดำรงอยู่ในรูปหนึ่งของวัตถุและพลังงาน ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลว่าไว้ว่า พระเจ้าทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง และทุกสิ่งที่ถูกสร้างก็สมบูรณ์ในตัวของมันเอง แนวคิดนี้สัมพันธ์กับกฎทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า ถึงแม้ว่าเราไม่สามารถสร้างบางอย่างจากความว่างเปล่าได้ แต่พลังงานสามารถแปรเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบอื่นได้ สูตรทางคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับกฎการเปลี่ยนแปลงของพลังงานอิสระนี้คือ

F = H - TS

F = Free Energy

H = Heat Energy

T = Absolute Temperature

S = Entropy

      ตามกฎว่าไว้ว่าพลังงานอิสระจะลดลงโดยที่พลังงานความร้อนจะเพิ่มขึ้นจนไม่มีพลังงานอิสระเหลืออยู่ในระบบ โดยที่กฎนี้ว่าไว้ว่าจักรวาลและทุกสิ่งทุกอย่างค่อยๆก้าวเข้าหาจุดดับของตัวมันเองเรื่อยๆ ถ้าโลกมีอายุร่วมพันล้านปี ทำไมมันไม่ถึงจุดดับเสียทีละ แล้วจักรวาลต้องดำรงอยู่ได้ด้วยพลังงานที่มาจากนอกจักรวาล แต่ทฤษฎีวิวัฒนาการว่าไว้ว่าไม่มีอะไรดำรงอยู่นอกจากจักรวาลของตัวมันเอง ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ขัดแย้งกันเอง

     คาร์บอน 14 (CI4) เป็นหน่วยที่ใช้ในการวัดระยะเวลา ด้วยคุณสมบัติการแผ่รังสีที่ลดลง จึงใช้ในการวัดระยะเวลา แต่เราจำเป็นต้องรู้ส่วนผสมหลักที่เจือปนอยู่ในตอนแรกเป็นมาตราฐาน แล้วมาตรฐานในการอ้สงอิงละอยู่ที่ไหน? พวกเขากำหนดหินที่เรียกว่า มูนดัส (moon dust) หรือ Genesis Rock เป็นมาตรฐาน เพราะมันเป็นหินที่อยู่บนพื้นผิวดวงจันทร์มายาวนานแสนนาน แต่แม้แต่วัตถุนี้เราก็ไม่รู้ว่ามันมีต้นกำเนิดมาอย่างไร? หรือ ตั้งแต่เมื่อไหร่ ?

     อีกวิธีหนึ่งในการวัดค่าทางอะตอมมิคคือด้วย โปแตสเซี่ยม และ ยูเรเนี่ยม เชื่อว่าเทคนิคนี้สามารถวัดอายุได้อย่างถูกต้องแน่นอนได้ไปถึง 4 พันล้านปี วิธีนี้เคยใช้ในการทดลองหาอายุของมูนดัสต์ แต่นั่นเป็นวิธีที่ผิดเพราะยูเรเนี่ยม 238 มีคุณสมบัติเสื่อมตัวลง การสลายเสื่อมตัวลงเริ่มจาก ยูเรเนี่ยม 234 ตามมาด้วย ทอเรียม เรเดียม และตามไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงระดับ 206 โดยที่ตัวเลข 206 คือระดับอะตอมมิคของโมเลกุล

(Page 2 of 4)

Leave a comment

โปรดอ่านก่อน Comment
1. ไม่ควรใช้วาจาส่อเสียดดูหมิ่น คำหยาบ ฯลฯ
2. ข้อความของท่านจะรอการพิจารณา

ด้านล่างตรง ReCaptcha
เมื่อท่านกรอกอักษรที่แสดงเรียบร้อยแล้ว กรุณาสังเกตุ
Comment added and waiting for approaval.
(ข้อความได้เพิ่มความคิดเห็นแล้วและรอการอนุมัติ)

แสดงว่าไม่ต้อง ใส่ค่า Recaptcha อีกรอบ
ขอบคุณ

You are here: Home