“คนสบายดีไม่ต้องการหมอแต่คนเจ็บไข้ต้องการเราไม่ได้มาเพื่อเรียกคนชอบธรรมแต่เรามาเพื่อเรียกคนบาป” (มก. 2:17)

 
Monday, 18 June 2012 12:14

Creation and Evolution - 3 Featured

Written by  Administrator
Rate this item
(1 Vote)
Table of contents
« Prev All Pages Next »

ระบบเวลา

     ไอสไตน์บอกเราว่าวัตถุไม่สามารถเคลื่อนได้ด้วยความเร็วที่เหนือกว่าแสง หรือ 186,291 ไมล์ ต่อ วินาที ตามกฎสัมพันธภาพถ้าวัตถุเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่าแสง มวลจะกลายเป็นมวลไร้จำกัด ที่ต้องอาศัยพลังงานไร้ขีดจำกัดในการสร้างมวลไร้จำกัด ส่วนเรื่องสิ่งที่เคลื่อนไหวเร็วกว่าแสงนี้เราลืมไปได้เลย แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าธุลีที่เรียกว่า “Tachyon” สามารถเคลื่อนได้เร็วกว่าความไวแสงและไม่สามารถทำให้ช้าลงได้ หากเราสามารถตรวจหาและควบคุม tachyons นี้ได้ เราจะสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ไม่ว่าอยู่ที่ไหนของจักรวาลในทันที แต่ในปัจจุบัน tachyons ยังไม่ถูกพบ

     เวลาสามารถวัดได้ 2 วิธี

     1. นาฬิกาไดนามิค ที่แบ่งด้วยระบบเวลาของโลก คือ วัดตามการโคจรรอบอาทิตย์ที่ได้รับผลกระทบจากแรงดึงดูด

     2. นาฬิกาอะตอมมิค หรือ นาฬิกาแม่เหล็กไฟฟ้า ที่วัดด้วยอีเล็คตรอนรอบนิวเคลียส

     เวลาเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในทางวิทยาศาสตร์ เพราะสูตรหลายๆสูตรมีตัวแปรเวลามาเกี่ยวข้อง อะตอมมิคลดลงเพราะ CDK หรือ การลดลงของความเร็วแสง ดังนั้นการคำนวณหายุคทางธรณีวิทยานั้นต้องเปลี่ยนตามการเปลี่ยนแปลงของความเร็วแสงที่ลดลงตั้งแต่ยุคปฐมกาล

     ส่งเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่ คือ 186,000 ไมล์ต่อวินาที เป็นหนึ่งในปัญหาที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ฉงนที่สุดในเรื่องการสร้าง ถ้าโลกมีอายุเพียงไม่กี่แค่พันปีแทนล้านๆปีอย่างที่นักวิทยาศาสตร์กล่าว ปัญหามาอยู่ตรงจุดที่ว่าพระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งทั้งหมดขึ้นมา แต่ถ้าความเร็วของแสงนั้นคงที่ ดังนั้นแล้วดาวที่เราเห็นเปล่งแสงก็หมายความว่าอาจเป็นดาวเมื่อล้านๆๆๆปีก่อนมาแล้วก็ได้ หรือยามเมื่อพระเจ้าสร้างดวงดาราขึ้นมา พระองค์ก็ทรงสร้างแสงจากดาวเหล่านั้นที่ส่องมาถึงโลกด้วย ซึ่งก็หมายความว่าเรามองเห็นดาวที่ไม่เคยดำรงอยู่ตอนพระเจ้าสร้างความสว่างขึ้นมา นอกจากนี้พระเจ้าไม่ทรงสร้างสิ่งที่ไม่สมบูรณ์ในตัวของมันเองขึ้นมา และทุกสิ่งดำเนินตามกฎฟิสิกส์ของพระองค์ ทั้งหมดจะสมเหตุสมผลขึ้นเมื่อคิดกับแนวคิดความเร็วแสงลดลงอย่างช้าๆ ซึ่งจะสอดคล้องกับประเด็นทั้งหมดที่ได้กล่าวกันมาข้างต้น นั่นคือ การลดลงของสนามแม่เหล็กบนโลก การลดลงของการแผ่รังสี และการเสื่อมถอยของร่างกายมนุษย์

CDK – การลดลงของความเร็วแสง

ความเร็วของแสงสามารถวัดได้อย่างแม่นยำตั้งแต่ช่วงกลางปี 1600 เป็นต้นมา

Values of C, the speed of light, in Km/Sec

Experimentor

Year

Value

Error +/-

Method

Roemer

1675

301,300

200

Optical

Bradley

1728

301,000

200

Optical

Cortnu

1871

300,400

200

Optical

Cortnu-Helmert

1874.8

299,900

200

Optical

Michelson

1879.6

299,910

50

Optical

Newcomb

1882.7

299,860

30

Optical

Michelson

1882.8

299,853

60

Optical

Michelson

1885

299,940

60

Optical

Perrolin

1902.4

299,901

84

Optical

Perrolin

1902.8

299,895

84

Optical

Perrolin

1906

299,880

80

Optical

Michelson

1924

299,802

30

Optical

Michelson

1926.5

299,796

4

Optical

Mittelstaed

1928

299,778

10

Optical

Pease-Pearson

1932.5

299,774

11

Optical

Pease-Pearson

1933

299,774

2

Optical

Anderson

1937.4

299,771

12

Optical

Huttel

1940

299,768

10

Optical

Essen

1947

299,797

3

Cavity Resonators

Bergstrand

1949

299,796

2

Geodimeter

Essen

1950

299,792

3

Cavity Resonators

Hansen

1951

299,789

1

Cavity Resonators

Bergstrand

1951

299,793.1

2.5

Geodimeter

Kraus

1953

299,800

 

Radio

Florman

1954

299,795.1

3.1

Radio interferometer

Scholdstrom

1955

299,792.4

0.4

Geodimeter

Wadley

1956

299,792.9

2

Tellurometer

Edge

1956

299,792.4

0.11

Geodimeter

Wadley

1957

299,792.6

1.2

Tellurometer

Froome

1958

299,792.4

0.1

RadioInterferometer

Corson-Lorrain

1962

299,790

 

Radio

ITT Staff

1970

299,793

 

Radio

Bay-Luther

1972

299,792.5

0.018

Radio

Bay-Luther

1976

299,792.5

0.018

Radio

•  Experimental Values of the Speed of Light

ข้อมูลนี้แสดงค่าต่างๆที่วัดความเร็วของแสง ถ้าเราวัดค่าใดๆค่าหนึ่งด้วยค่าคงที่ทางเทคนิคแล้วจะมีค่าความผิดพลาดปรากฏ อย่างเช่น ค่า 100 ที่มีค่าผันแปรผิดพลาด 3 ค่าที่วัดได้ก็จะต่างออกไปจาก 103-97 และกระจายตามค่าแต่ละตัว

วิทยาศาสตร์ในพระคัมภีร์

     พระคัมภีร์ไบเบิ้ลไม่ใช่หนังสือวิทยาศาสตร์ แต่เนื้อหาที่พูดกลับเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ในตัวเอง คือ ไม่มีที่ผิด ยกตัวอย่างเช่นตอนอิสยาห์กล่าวว่าความอุดมสมบูรณ์แห่งผืนทะเลจะมายังอิสราเอล ทะลตาย( Dead Sea ) มีแร่ธาตุ 25% เป็นโปแตสเซียม ธาตุที่เหมาะแก่การเพาะปลูกเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเทียบปัจจุบันมีค่ามากกว่า 5 ล้านล้านทีเดียวในพื้นที่เช่นนั้น ชนชาติอิสราเอลเอาความรู้จากที่ไหนมาจึงรู้เรื่องนี้ได้ บรรพบุรุษพวกเขารู้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของทะเลตายได้อย่างไร เป็นที่แน่นอนว่าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ไขแสดงความจริงนี้ให้ประจักษ์ต่อพวกเขา

      เหมือนตอนที่พระเจ้าตรัสว่า เรื่องสถานที่ซึ่งแสงและความมืดอยู่ เรารู้ว่าเราสามารถเก็บความมืดได้ เช่นเก็บความมืดไว้ในกล่องที่ปิด หมายความว่าความมืดมีที่อยู่ได้ แต่แสงนั้นตรงกันข้ามที่เป็นสิ่งที่เคลื่อนที่อยู่เสมอ เหมือนอย่างโปตอนที่เป็นส่วนย่อยของแสงต้องอยู่ในสภาพเคลื่อนที่ตลอดเวลามิฉะนั้นจะไม่เป็นแสง ซึ่งหมายความว่าเราไม่สามารถเก็บแสงไว้ในที่หนึ่งได้ เพราะแสงไม่อยู่นิ่ง แสงจะเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปอีกที่หรือมีรูปแบบทางการเคลื่อนไหว อย่างที่ถูกกล่าวไว้ในพระคัมภีร์ โยบได้พูดถึงแสงที่ตรงตามหลักวิทยาศาสตร์ทุกประการ ดังนั้นโยบรู้ได้อย่างไรตั้งแต่กว่า 3000 ปีมาแล้ว ถ้าไม่ได้รับการดลใจจากพระเจ้า อีกตอนหนึ่งของพระคัมภีร์มีการพูดถึงเรื่องการเดินทางของนกในอากาศ และ ปลาในท้องทะเล ที่สอดคล้องกับกระแสลมและน้ำ โดยที่คนยุคนั้นยังไม่มีความรู้เรื่องกระแสน้ำ กระแสลมเลย หรือตอนที่ประกาศกอาโมสพูดถึงการนำน้ำทะเลมาหยดลงบนผืนดิน เขารู้เกี่ยวกับระบบการหมุนเวียนของน้ำ จากทะเล เป็นเมฆ เป็นฝน ได้อย่างไร

     ส่วนในบทของโยบบทอื่นๆมีประโยคหนึ่งพูดถึง “ เมื่อดาวอรุณร้องเพลงขับขานร่วมกัน ” ดูๆไปเหมือนเป็นประโยคปกติธรรมดา แต่ไม่ธรรมดาเมื่อเราทราบว่าดวงดาราเปล่งแสงที่เป็นสัญญาณเสียงออกมาได้ ดังนั้นหมายความว่าเราสามารถฟังเสียงของแสงได้ Ma Bell เป็นคนหนึ่งที่ได้ทดลองปรากฏการณ์นี้ ใน “ ท่อแสง ” ที่สามารถตรวจจับข้อมูลทั้งหมดของแสงได้ ดาวพวกนี้มีเสียงมีจังหวะของมัน และ ดาวแต่ละดวงมีจังหวะที่ต่างกันออกไป แล้วโยบรู้เรื่องนี้ได้อย่างไรตั้งแต่สมัยนั้น หรือจากโมเสสเรารู้ว่าพระเจ้าสร้างมนุษย์จากฝุ่นดิน เมื่อเราตวจสอบพวกหินดินที่ดวงจันทร์ และ ส่วนประกอบอื่นๆ เราพบส่วนประกอบ 16 ชนิดที่พบได้ในมนุษย์ทุกคน ทำไมมนุษย์ถึงมีองค์ประกอบแร่ธาตุในร่างเหมือนในฝุ่นผงดินละ

     นอกจากสิ่งเหล่านี้แล้วยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถเข้าใจหรืออธิบายได้หมด เช่นเรื่อง แม่เหล็ก นักวิทยาศาสตร์รู้ระบบการทำงานของพลังงานแม่เหล็กในการดูดวัตถุที่เป็นเหล็ก แต่เขาไม่สามารถหาคำอธิบายได้ว่าทำไมถึงดูดเหล็กไม่ใช่อลูมิเนียม และ ทำไมมันถึงทำงานเช่นนั้น เรื่องแรงดึงดูด เรื่องระบบชีวิต ทำไมชีวิตจึงกำเนิดขึ้นมาได้ เรื่องแสง เรื่องพลังงานไฟฟ้า และอีกหลายๆอย่างที่วิทยาศาสตร์อาจสามารถอธิบายคุณลักษณะการทำงานของมันได้ แต่ไม่สามารถเข้าใจแก่นของมันจริงๆ หรือ แม้แต่ให้ความหมายจริงๆของสิ่งเหล่านั้น ซึ่งบางทีคงมีแต่พระเจ้าที่รู้จริงถึงพลังงานเหล่านั้นและใช้มันตามพระประสงค์ของพระองค์ได้ เรามาดูกันดีกว่าว่าพระเยซูมีบทบาทอะไรกับพลังงานเหล่านี้บ้าง

     ระบบแรงดึงดูด : พระเยซูดำเนินบนน้ำได้ หรืออีกนัยพระองค์ควบคุมระบบแรงดึงดูด และ นักบุญเปโตรก็เช่นกันที่เดินได้เมื่อพระองค์อนุญาต

     ระบบพลังงานแม่เหล็ก : พระดำรัสของพระองค์เป็นดังพลังงานแม่เหล็กดึงดูดผู้คนมากว่า 2000 ปี เป็นพลังงานแม่เหล็กที่ดึงดูดคนและเปลี่ยนชีวิตผู้คน

     ระบบพลังงานโมเลกุล : พระเยซูทรงเปลี่ยนน้ำเป็นเหล้าองุ่น พระองค์ควบคุมการจัดการเรียงตัวของโมเลกุลใหม่ได้

     ระบบพลังงานชีวิต : พระเยซูทรงชุบลาซารัสให้เป็นขึ้นมาจากความตายได้ พระองค์รักษาโรคและอาการบาดเจ็บทุกชนิดได้ หรือ อีกนับพระองค์ควบคุมชีวิตได้

     ระบบพลังงานไฟฟ้า : จากข้อความในพระคัมภีร์ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาปานสายฟ้าแลบจากตะวันออกสู่ตะวันตก

     ระบบพลังงานแสง : พระคัมภีร์ว่าไว้ว่าพระเยซูคือความสว่างของโลก พระองค์ดำรงอยู่เป็นนิรันดร์ และ เป็นองค์ปฐมของความดีงามทั้งหมด และเป็นองค์ผู้ควบคุมพลังงานทั้งหมด

     ทฤษฎีสัมพันธภาพของไอสไตน์กล่าวไว้ว่า พลังงาน มีค่าเท่ากับ มวล x ความเร็วของแสง สแควร์ ได้ออกมาเป็นสูตร

E = mc2 ถ้าเอาพลังงานมาหารด้วยความเร็วของแสงจะสามารถแปรพลังงานเป็นสสารได้

      ในพระคัมภีร์ว่าไว้ว่าพระเจ้าคือปฐมของพลังงานและทุกสรรพสิ่ง ถ้าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นองค์ความสว่าง ( พลังงานแสง ) ดังนั้น พระเจ้าหารด้วยพระเยซู จะสร้างได้ทุกอย่างตามสมการไอสไตน์ และเหมือนที่กล่าวในพระคัมภีร์ว่าพระเจ้าทรงสร้างทุกสรรพสิ่งและควบคุมทุกสรรพสิ่ง

     “ ในปฐมกาล พระเจ้าทรงดำรงอยู่ ”

     ในปฐมกาล พระเจ้าทรงตรัส แล้วทุกสิ่งก็บังเกิดขึ้นมา พระดำรัสของพระเจ้าคือพลังงานในการสร้างทุกสรรพสิ่งขึ้นมาจากความว่างเปล่า

    นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าโลกมีอายุเป็นล้านล้านปีมาแล้ว และ มนุษย์อยู่บนโลกมาเป็นล้านปีแล้ว แต่หลายๆคนเชื่อเรื่องในหนังสือปฐมกาลว่าพระเจ้าทรงสร้างโลก ขึ้นมา และ ทั้งหมดเกิดขึ้นในอดีตที่ไม่ห่างมากเกินไปขนาดนั้น ความเชื่อแบ่งเป็น 2 ฝ่าย และมีประเด็นโต้เถียงเรื่องนี้มานานในหมู่นักวิชาการ ถ้าเราตีความเนื้อหาทั้งหมดในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลตามตัวอักษรเป๊ะๆ เราคงไม่พบความเกี่ยวเนื่องสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์แน่ เหมือนการเปรียบเทียบเรื่องอูฐลอดรูเข็มของพระเยซู หากตีความตามตัวอักษรเป๊ะๆคงกลายเป็นเรื่องอัศจรรย์แน่ ดังนั้นการตีความถอดเนื้อหาจากพระคัมภีร์ไม่ใช่เป็นเรื่องของศิลป์ หรือ วิทยาศาสตร์ แต่เป็นส่วนผสมของทั้ง 2 รวมกัน ซึ่งไม่มีกฎแน่นอนตายตัวในการถอดความพระคัมภีร์ที่สามารถใช้ได้ทุกบทหรือทุกสถานการณ์ การที่จะเข้าใจเนื้อหาเหล่านั้นต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการอุปมาอุปมัย การอ้างอิง บริบท และเหนือสิ่งอื่นใด พระพรปัญญาที่มาจากพระจิตเจ้า

(Page 4 of 4)

Leave a comment

โปรดอ่านก่อน Comment
1. ไม่ควรใช้วาจาส่อเสียดดูหมิ่น คำหยาบ ฯลฯ
2. ข้อความของท่านจะรอการพิจารณา

ด้านล่างตรง ReCaptcha
เมื่อท่านกรอกอักษรที่แสดงเรียบร้อยแล้ว กรุณาสังเกตุ
Comment added and waiting for approaval.
(ข้อความได้เพิ่มความคิดเห็นแล้วและรอการอนุมัติ)

แสดงว่าไม่ต้อง ใส่ค่า Recaptcha อีกรอบ
ขอบคุณ

You are here: Home