ท่านจะต้องรักองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของท่านสุดจิตใจสุดวิญญาณสุดสติปัญญาและสุดกำลังของท่าน (มธ. 12:30) 

 

ทัศนคติทางศาสนาของลีโอนาร์โด Featured

Written by  Administrator Thursday, 07 April 2011 09:37
Rate this item
(0 votes)

ทัศนคติทางศาสนาของลีโอนาร์โด

นิยาย พยายามทำให้คนอ่านเชื่อว่า เขาเป็นคนต่อต้านคริสตศาสนา และที่จริงบูชาเพพธิดาในศาสนาโนราณ และเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุ
ความจริง ลีโอนาโด้ ดาวินชีนั้น เป็นคนที่ศรัทธาในคริสตศาสนา โดยเฉพาะพระแม่มารีย์พระมารดาของพระเยซูเจ้า โดยจะเห็นได้ว่า เขาได้วาดภาพพระแม่มารีย์ไว้เป็นจำนวนมาก เรามาดูผลงานบางส่วนของเขากัน

The Dreyfus Madonna
(The Madonna with a Pomegranate)
c. 1469
Oil on panel
6 1/8 x 5 in (15.7 x 12.8 cm)
National Gallery of Art, Washington


 

Benois Madonna
c. 1478
Oil on canvas, transferred from panel
19 1/2 x 12 1/2 in (49.5 x 31.5 cm)
Hermitage, St Petersburg


 

และอีกรูปครับ รูปนี้หน้าพระแม่คล้ายพระแม่ในรูปเวอร์จิ้น ออฟเดอะร๊อคมากเลย

Madonna Litta
c. 1490-91
Tempera on canvas, transferred from panel
16 1/2 x 13 in. (42 x 33 cm)
Hermitage, St. Petersburg

มีบันทึกถึงเรื่องนี้ผ่านเอกสารต่าง ๆ ของเขาเองว่า เขาอุทิศชีวิตของเขาต่อพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ (ไม่ใช่ต่อเทพธิดา) ต่อพระนางพรหมจารีมารีอา และต่ออัครเทวดามิคาเอล และ บรรดานักบุญ เทวา ในสวรรค์และเราจะเรียนรู้ทัศนคติของเขาได้ดีที่สุดจากภาพของเขาเอง


ภาพดังกล่าวคือภาพ

"แม่พระพรหมจารีย์ พระกุมาร และนักบุญอันนา"
The Virgin and Child with Saint Anne
1510
Oil on wood
168 x 130 cm (5 1/2 x 4 1/2 ft.)
Musee du Louvre, Paris

ภาพนี้คือภาพครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ของบุคคล3รุ่นคือ ยาย แม่ และลูกชาย ที่ดูแล้วสื่อความรักความอบอุ่นออกมาในสีหน้าของแต่ละคน

ภาพนี้นอกจากเป็นภาพสุดรัก 1 ใน 3 ภาพที่ลีโอนาร์โด นำติดตัวไปไหนมาไหนจนวันที่เขาเสียชีวิต ยัง ถูกทักจากนักการศิลปะจำนวนมาก นั่นก็คือ การจัดวางท่าทางที่ดูพิศดารของภาพ ที่วาดให้พระแม่มารีย์นั่งตักนักบุญอันนามารดาของพระนาง! สิ่งนี้ดูจะแปลก (แต่มีผู้อธิบายว่า ลีโอนาร์โดต้องการให้ดูชัดเจนว่าใครเป็นแม่พระและใครคือนักบุญอันนา) และพระคริสตเยซูกุมารน้อยกำลังเล่นกับแกะ แต่เมื่อสังเกตุดีๆ เราพบว่า ลีโอนาร์โด แฝงนัยยะทางศาสนาที่ลึกซึ้งมากในภาพนี้ครับ

เพราะถ้าเรามองดูพระกุมารเยซูจริงๆแล้วที่ดูเหมือนเล่นกับแกะ แต่ที่จริงพระองค์กำลังข่มแกะลง เหมือนกำลังจะจับมัดถวายบูชายัญเพื่อไถ่บาปตามประเพณีศาสนายิว ซึ่งอันเป็นความหมายถึงพระองค์เองที่จะต้องเป็นลูกแกะของพระเจ้า ผู้ต้องตายไถ่บาปผู้อื่นเช่นกัน (ดังนั้นแม้คริสตศาสนาจะสืบทอดความเชื่อมาจากศาสนายิว แต่คริสตชนถือว่าพระเยซูเจ้าสิ้นพระชนม์เพียงครั้งเดียวเป็นการทรงไถ่ทุกคน ตลอดกาล จึงไม่มีพิธีบูชายัญสัตว์ไถ่บาปในคริสต์ศาสนาอีก ดังนั้นพิธีบิปัง ดื่มเลือดและเนื้อของพระเยซูเจ้า ก็มาจากพิธีปัสกาของชาวยิวซึ่งทำสืบทอดกันมาเป็นพันๆปีก่อนพระเยซูประสูติ ไม่ใช่ศาสนาโบราณอื่นๆอย่างที่นิยายอ้างแต่อย่างใด)

และในภาพนี้ เมื่อดูดีๆจะพบว่าพระพักตร์ของพระกุมารเหมือนจะร้องไห้มากกว่าจะร่าเริง พระมารดามารีย์ ดูเหมือนจะเข้าใจในความจริงข้อนี้ว่า พระบุตรไม่ได้เล่น แต่กำลังแสดงชะตาชีวิตของพระองค์ คือต้องตายเหมือนแกะบูชายัญ กุมารน้อยทำหน้าเศร้าหันไปหาพระมารดาของพระองค์ พระนางจึงถลาเข้าไปหาพระบุตรของพระนางเหมือนจะอุ้มขึ้นมา และปลอบประโลมว่า "แม่อยู่นี่แล้ว..."

เช่นกันท่าทางของพระมารดานั้นกระฉับกระเฉงว่องไว ผิดกับท่าทางของนักบุญอันนาผู้ยายที่มองดูเหตุการณ์ด้วยท่าทีครุ่นคิดอย่าง สุขุม เหมือนคนสูงวัยที่เข้าใจเรื่องความชีวิตและตายได้ดีกว่าคนอายุน้อย


แต่แม้ว่าจะมีการวิเคราะห์ว่าท่าทางที่ให้ แม่พระนั่งตักนักบุญอันนาเพื่อจะสื่อว่าใครเป็นแม่เป็นลูก แต่ก็ดูจะพิศดารไปสักหน่อยเพราะแม่พระโตแล้วไม่ใช่เด็กๆ ภาพออกมากลายเป็นผู้หญิง(โตเต็มวัย)คนหนึ่งนั่งตักผู้หญิง(สูงวัย)อีกคน หนึ่งซึ่งเป็นเรื่องผิดธรรมชาติเอามากๆ

แต่แล้วก็เหมือนจะมีคนพบระหัสลับที่ไขความหมายในเจตนาในการจัดท่าอันยุ่งเหยิงและแปลกประหลาดของลีโอนาร์โดออกมาจนได้

เมื่อพบว่า ภาพนี้ถูกจัดองค์ประกอบจากสัญลักษณ์ที่สำคัญอันหนึ่งของคริสตศาสนา คือ กางเขน monogram of Christ หรือกางเขนชื่อย่อของพระเยซูพระคริสต์

กางเขนนี้ประกอบด้วยตัวตัว X(ออกเสียงว่า chi) และP(ออกเสียงว่า rho) อันเป็นอักษรย่อ2ตัวแรกของชื่อพระคริสต์ในภาษากรีก และเมื่อนำมาวางคู่กับสัญลักษณ์ อัลฟา และ โอเมก้า ก็จะยิ่งหมายถึงพระคริสต์ผู้เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าผู้เป็นปฐมเหตุและการ สิ้นสุด


นอกจากนี้มีนักวิเคราะห์ที่พบว่าสัญลักษณ์นี้ สื่อว่าพระคริสต์คือพระเจ้าผู้สร้างฟ้าและจักรวาลอีกด้วย เพราะรูปทรงของกางเขนนี้ เป็นทิศทั้ง4และความสูงความลึกครับ อันแปลว่าจักรวาล

อฟ 3:18
ท่านและบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจะได้เข้าใจถึงความกว้าง ความยาว ความสูง ความลึก อีกทั้งหยั่งรู้ซึ้งถึงความรักซึ่งเกินกว่าจะหยั่งรู้ได้ ของพระคริสตเจ้า เพื่อท่านจะได้รับความไพบูลย์ทั้งปวงของพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม

ดังนั้นกางเขนนี้คือกางเขนที่บอกว่าพระเยซูคือพระเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าและจักรวาล

และเราจึงพบความจริงจากการถอดระหัสนี้ว่า จากภาพสุดรักของเขานี้ ลีโอนาร์โด ดาวินชี่ ไม่เพียงเชื่อว่าพระเยซูมีฐานะของพระผู้ไถ่ แต่ยังบอกว่า พระเยซูมีฐานะของพระเจ้า อีกด้วยครับ

อ้างอิง

* http://www.leonardo2002.de/web2/html/news-hl-anna.html


 

หากแต่สิ่งที่เขาไม่พอใจในเรื่องเกี่ยวกับศาสนา ไม่ใช่เรื่องทางความเชื่อ หรือข้อความจริงที่พระคัมภีร์สอน เขาจะขัดใจในนักบวชที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสม และเรื่องความไม่ถูกต้องทางศาสนามากกว่า เพราะเราพบจากหลักฐานในงานศิลปะของเขาเอง 
 

St. Jerome 
c. 1480 
Tempera and oil on panel 
40 1/8 x 29 1/4 in. (103 x 75 cm) 
Musei Vaticani, Rome

ภาพ “ นักบุญเจโรม ” ( St. Jerome ) ชิ้นนี้ ลีโอนาร์โด ดา วินซี ได้เขียนขึ้นในช่วง ค.ศ. 1480 ขณะพำนักอยู่ในนครฟลอเรนซ์ ขณะนั้นเลโอนาร์โดอายุได้ 30 ปี เป็นภาพเขียนสีน้ำมันขนาด 41 1/5 นิ้ว x 30 นิ้ว ปัจจุบันอยู่ในหอศิลปกรรมวาติกัน กรุงโรม และภาพนี้เป็นภาพที่เขียนค้างไว้ยังไม่เสร็จ 

ก่อนอื่นเรามารู้จักนักบุญคนนี้กันก่อนว่า ทำไม ลีโอนาร์โดเขียนรูปของท่านขึ้นมา 

นักบุญเจโรม หรือ เซนต์ เจโรม ( Saint Jerome ) เกิดราวปีค.ศ.340-2 หรือเมื่อราว 900 ปีก่อนลีโอนาร์โด ท่านเกิดในดินแดนที่เป็นประเทศยูโกสลาเวียในปัจจุบัน ไปใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในกรุงโรม และไปจบชีวิตในเมืองเบธเลเฮม ( Bethlehem ) ในดินแดนปาเลสไตน์ 

ตามประวัติกล่าวว่า ตลอดชีวิตของนักบุญเจโรม ท่านได้เดินทางไปศึกษาหาความรู้ และไปแสวงหาสันติสุขทางใจหลายที่ ถือว่าเป็นพระที่สนใจใฝ่รู้อยู่เสมอ เป็นผู้รอบรู้ภาษาละตินแบบดั้งเดิม และมีความแตกฉานภาษาฮีบรูด้วย ผลงานสำคัญของท่านคือการแปลพระคัมภีร์คริสต์ศาสนาจากภาษาฮีบรูของพวกยิวมาเป็นภาษาละติน ทำให้ชาวโรมันสามารถเรียนรู้ได้สะดวกขึ้น นับได้ว่าเป็นพระคัมภีร์ที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้คริสต์ศาสนาในหมู่ชาวตะวันตกเป็นอันมาก คุณูปการเช่นนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นนักบุญหรือเซนต์ในเวลาต่อมา 

การเล่าขานถึงนักบุญเจโรม นอกจากจะเป็นไปในแง่การเป็นผู้มีความรอบรู้ภาษาโบราณและการสร้างพระคัมภีร์ทางคริสต์ศาสนาไว้เป็นจำนวนมากแล้ว ยังกล่าวขานถึงท่านในแง่ที่เป็นคนมีนิสัยพูดตรงๆ ไม่กลัวใครโกรธจนมีเรื่องวิวาทกันบ่อยๆ ท่านเคยโจมตีพฤติการณ์อันไม่ชอบมาพากลในหมู่พระในสมัยนั้นอย่างไม่หวั่นเกรงใดๆ มาแล้วด้วย ว่ากันว่า ลักษณะทั้ง 2 ประการเช่นนี้ ก็คล้ายกันกับคุณลักษณะส่วนตัวของลีโอนาร์โดนั่นเอง ทำให้ศิลปินลีโอนาร์โดเลือกเขียนภาพนักบุญเจโรมขึ้นมาหลายชิ้น 

อ้างอิง:-ศิลปะและอารยธรรม-ร.ศ.อัศนีย์ ชูอรุณ คณบดีคณะศิลปกรรม สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล อนุกรรมการบัญญัติศัพท์ศิลปะ ราชบัณฑิตยสถาน 

ดังนั้น เราได้ทราบความจริงที่น่าตื่นเต้นคือ 

1.ลีโอนาร์โดได้วาดภาพนักบุญท่านนี้หลายชิ้น(ปัจจุบันเหลือภาพนี้ภาพเดียว) 
2.ท่านเป็นนักบุญที่ลีโอนาร์โดชื่นชม เรียกว่าเป็นฮีโร่ในใจคนหนึ่ง 
3.ท่านคนนี้คือคนสำคัญด้านการแปลพระคัมภีร์ (อ้าวไหนนิยายบอกว่าลีโอนาร์โดดูถูกพระคัมภีร์ไบเบิ้ล) 
4.และทำให้เรารู้ว่า นิสัยของลีโอนาร์โด ในด้านลบต่อศาสนา ไม่ใช่เรื่องพระธรรมคำสอน แต่เป็นเรื่องความประพฤติของพระ 

นั่นทำให้เราอนุมานได้ไม่ยากว่า ถ้านักบุญที่เขาชื่นชมคือคนที่เป็นนักบุญเพราะคุณปการเกี่ยวกับไบเบิ้ล เขาย่อมชื่นชมผลงานของท่านคือ พระคัมภีร์ไบเบิ้ลด้วยเช่นกัน 

เอกสารค้นคว้า 

* Bacci, Mina. 1978. The Great Artists,Book7,DaVinci. Funk & Wagwalls,Inc., New York. 

* Encyclopaedia Britannica. 1980 Macropaedia Volume V. 

* Encyclopaedia Britannica, Inc.,Chicago.Wallace, Robert. 1976. 

* The World Of Leonardo, Time-Life International( Nederland ) B.V. 


 


ภาพที่เขารัก

นิยายกล่าวถึงภาพโมนาลิซ่าว่า เป็นภาพที่เขารักมาก และเก็บไว้กับตัว เรื่องนี้ถูก แต่ไม่ทั้งหมดเพราะภาพที่เขารักไม่ได้มี 1 ภาพแต่มี 3 และ 2 ภาพที่เหลือเป็นภาพทางศาสนา และแน่นอนว่านนิยายจงใจไม่กล่าวถึง เพราะมันเป็นภาพทางศาสนาที่ให้แง่มมุด้านความศรัทธาตามหลักศาสนาทุกประการ และยังค้านขัดกับข้ออ้างของนิยายเองด้วยซ้ำ 

ภาพ “นักบุญยอห์น” 

John the Baptist 
1513-16 
Wood 
27 1/4 x 22 1/2 in (69 x 57 cm) 
Musee du Louvre, Paris

จากภาพนี้เราพบข้อสังเกตุคือ ท่าทางชี้นิ้ว อันเป็นท่าทางที่ลีโอนาร์โดชอบวาด และการชี้นิ้วขึ้นฟ้าคือการบ่งบอกนัยถึงสวรรค์ กล่าวคือการชี้เป็นการนำสายตานั่นเอง แต่ทว่าการชี้ทั้งหมดในภาพของเขากลับถูกบิดเบือนในนิยายเป็นการปาดคอไปหมด 


นอกจากนี้เราพบว่า ชายหนุ่มผู้นี้ มีใบหน้าสวยหวานมากซึ่งไม่น่าแปลกใจเลยที่ว่าศิลปินสมัยก่อนที่นิยมวาดชายหนุ่ม ให้ใบหน้าหวานเหมือนผู้หญิง จะโดนบิดเบือนเข้าสักวัน ว่าหนุ่มหน้าหวานที่ตนวาดนั้นคือ ผู้หญิง 


ภาพ “พระแม่มารีและพระคริสต์กุมารกับนักบุญอันนา” 
The Virgin and Child with Saint Anne 
1510 
Oil on wood 
168 x 130 cm (5 1/2 x 4 1/2 ft.)
Musee du Louvre, Paris

จิตรกรรมภาพนักบุญแอนน์ฝีมือของลีโอนาร์โด ชิ้นนี้ แม้ว่าจะไม่ใช่ภาพที่โด่งดังอย่างภาพโมนาลิซา แต่ก็เป็นภาพที่เขารักและหวงแหนไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันเลย และปัจจุบันภาพทั้งสองก็อยู่ในพิพิธภัณฑสถานลูฟร์กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ที่เดียวกันด้วย

นิยาย ดาวินซีโค้ดอ้างว่า จากสมุดโน้ต “อภิปราย และ การพินิจ” (Polemic and Speculation) ของลีโอนาโด้ เขาได้แสดงความเห็นต่อเรื่องพระคัมภีร์ไบเบิ้ลภาคพันธสัญญาใหม่ไว้ว่า 

1.หลายคนได้ทำการหลอกลวง และ สร้างอัศจรรย์ปลอมๆหลอกฝูงชนที่มิรู้
2.ตาที่พร่าบอดเพราะความละเลยได้ทำให้เราหลงทาง โอ มนุษย์ผู้โง่เขลาเอ๋ย เปิดตาของท่านเสียเถอะ !!!

Q:ลีโอนาร์โดเขียนคำด่าพระคัมภีร์ไบเบิ้ลไว้จริงหรือ 

A:ความเป็นจริงแล้ว ข้อความนั้นไม่ได้กล่าวถึงพระคัมภีร์แต่ประการใด สิ่งที่ลีโอนาโด้กล่าวถึงเป็นศาสตร์แห่งการเล่นแร่แปรธาตุต่างหาก ในแบบเต็มๆลีโอนาโด้จะเขียนเอาไว้ว่า 

“การแปลสิ่งต่างๆในธรรมชาติอย่างผิดเพี้ยน ประกาศว่าปรอทคือรากสามัญในทุกโลหะ ไม่สนใจความจริงว่าธรรมชาติได้ให้กำเนิดทุกสรรพสิ่งแตกต่างกันออกไป สิ่งหนึ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาก็คือโลก และ หลายคนได้ทำการหลอกลวง และ สร้างอัศจรรย์ปลอมๆหลอกฝูงชนที่มิรู้ "

ดังนั้นนี่คือการตัดต่อข้อความเพื่อบิดเบือนความจริงอย่างร้ายกาจและแจ่มแจ้งที่สุดจุดหนึ่งที่นิยายกระทำต่อลีโอนาร์โด 

ยิ่งไปกว่านั้น ในข้อความที่2 ข้อความดังกล่าวไม่เคยปรากฏในสมุดโน้ต อภิปราย และ การพินิจ ของลีโอนาโด้เสียด้วยซ้ำ มาจากหนังสืออีกเล่มชื่อ “ศีลธรรม” (Morals) ที่เขาจดเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นเหมือน คำคม สุภาษิต พูดเกี่ยวกับเรื่องทั่วๆไปของชีวิต เช่นเรื่อง อาหาร การศึกษา ความรัก และอื่นๆ ที่สำคัญข้อความนี้ถูกดัดแปลงในดาวินซีโค้ดด้วย ข้อความจริงๆมีว่า 

“การหลอกลวงที่ทำให้มนุษย์เจ็บปวดที่สุดมาจากความคิดของเขาเอง ความโง่เขลาคือเกราะแห่งความละอาย ความไม่พร้อมคือการไร้ซึ่งเกียรติยศ ตาที่พร่าบอดเพราะความละเลยได้ทำให้เราหลงทาง และปรากฏซึ่งแสงแห่งความยินดีจากความโลภ เพราะเราไม่ประจักษ์ถึงแสงสว่างที่แท้จริง ความรุ่งโรจน์ที่ไร้ค่าทำให้เราไม่ตระหนักถึงพลังแห่งการดำรงของเรา จงจับตาดูให้ดีเถิด เพราะความรุ่งโรจน์ที่ไร้ค่านี่เองที่ทำให้เราตกลงในกองไฟ ดังนั้นความละเลย และ ดวงตาที่พร่าบอด ทำให้เราหลงทาง มันคือ ตาที่พร่าบอดเพราะความละเลยได้ทำให้เราหลงทาง โอ มนุษย์ผู้โง่เขลาเอ๋ย เปิดตาของท่านเสียเถอะ !!! 

อ้างอิง : 
* Leonardo, “Polemics-Speculation,” in Ritcher, www.gutenberg.net/etext04/8ldvc09.txt 
* Leonardo, “Morals,” in Ritcher , www.gutenberg.net/etext04/8ldvc09.txt



คริสตศาสนา ประวัติศาสตร์และพระศาสนจักร

สรุปช่วงเวลาต่างๆของคริสตศาสนา จนถึงค.ศ.500

2000 ปี ก่อน ค.ศ. พระคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับพระธรรมเก่าถูกเขียนขึ้น 

3 ศตรววษ ก่อน ค.ศ. พระคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับพระธรรมเก่าฉบับทะเลตาย (Dead Sea Scrolls) ถูกเขียน 

3 ปีก่อนค.ศ.-ค.ศ.0 พระเยซูประสูติ 

ช่วงราวค.ศ. 30 พระเยซูเจ้าถูกตรึงกางเขน 

ค.ศ. 49-62 นักบุญ เปาโล เขียนจดหมายถึงคริสตชนตามเมืองต่างๆ 

ค.ศ. 64-68 จักพรรดิเนโร เบียดเบียนพระศาสนจักร 

ค.ศ. 65-69 พระคัมภีร์ไบเบิ้ลเล่าถึงประวัติและคำสอนของพระเยซูเจ้าบันทึกโดย นักบุญมาระโก นักบุญมัทธิว นักบุญลูกา และ นักบุญยอห์น 

ค.ศ.90-200 เริ่มมีการแปลพระคัมภีร์ไบเบิ้ลในภาษาต่างๆ เช่น ซีเรีย ลาติน คอปติก และ อาราเมอิก 

ช่วงศตรววษที่ 2 คริสตศาสนาเผยแผ่ไปถึง เอเชียไมเนอร์ กรีซ มาสิโดเนีย อียิปต์ อินเดีย ทั่วยุโรป และแอฟริกาเหนือ 

ค.ศ. 95 จักพรรดิ ดิโดมิเซียน เบียดเบียนศาสนจักร 

ช่วงปี ค.ศ. 100-300 ยุคแห่งมรณสักขี(คาดว่ามีคริสตชนตายเพราะการถูกเบียดเบียนศาสนาของจักรวรรดิ์โรมันถึง200,000คน) 

ค.ศ 100-130 ลัทธินอกสติกแบบที่นำความเชื่อทางคริสตศาสนาเข้าไปประสมเริ่มเฟื่องฟู 

ค.ศ. 107 ทราจานเบียดเบียนศาสนจักร 

ค.ศ. 150-200 ไบเบิ้ลที่บันทึกโดย มาระโก มัทธิว ลูกา และ ยอห์น ถูกถือว่าเป็นพระคัมภีร์ของมวลคริสตชนอย่างเป็นทางการ 

ค.ศ. 150-250 ลัทธินอสติกเขียนคัมภีร์ฉบับฟิลลิป มารีย์ มักดาเลนา และชุดเอกสารนักฮัมบาดี 

ค.ศ. 177-180 จักพรรดิ์มาร์คุส เอาเรลีอุส เบียดเบียนศาสนจักร 

ค.ศ. 180 อีรีเนอุส บิชอปแห่งลียงประณามคำสอนของพวกนอสติค 

ค.ศ. 249-251 จักพรรดิ เดซิอุส เบียดเบียนศาสนจักรทั่วไป 

ค.ศ. 257 จักพรรดิ วาเลเรียน เบียดเบียนศาสนจักร 

ค.ศ. 305 จักพรรดิ ดีโอเกลเซียน เบียดเบียนศาสนจักรอย่างรุนแรง 

ค.ศ. 312 จักพรรดิคอนแสตนตินขึ้นครองราชย์ 

ค.ศ. 313 จักพรรดิคอนแสตนตินออกพระราชกฤษฎีกาแห่งเมืองมิลานเพื่อคุ้มครองคริสตศาสนา และ คริสตศาสนิกชน 

ค.ศ. 320 จักพรรดิคอนแสตนตินย้ายราชธานีไปที่เมืองบีซานซีอุม และเปลี่ยนชื่อเมืองเป็น คอนแสตนติโนเปิล 

ค.ศ. 325 การสังคยนาสากลที่ ไนซีอา ยืนยันว่าพระเยซูเป็นทั้งพระเจ้า และมนุษย์ 

ค.ศ. 367 อเธนาเชียส บิชอปแห่งอเล็กซานเดรียบรรจุรายชื่อหนังสือของพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ทั้ง 27 เล่ม 

ค.ศ. 381 การสังคยนาที่กรุงคอนแสตนติโนเปิล / จักพรรดิทีโอโดซิอุส ทรงประกาศให้คริสตศาสนาเป็นศาสนาประจำจักวรรดิโรมัน 

ค.ศ. 384 นักบุญ เยโรม รวบรวมคัมภีร์ทั้งหมดที่ยอมรับกัน แปลเป็นภาษาละตินอย่างเป็นทางการ และเรียกส่วนที่เป็นสาระบบรอง ว่า อธิกธรรม(Aprocypha) และพระคัมภีร์ไบเบิ้ลในการแปลครั้งนี้เป็นฉบับมาตรฐานของพระศาสนจักรคาทอลิคจนปัจจุบันและใช้แปลเป็นภาษาต่างๆอย่างแพร่หลายในสมัยนั้น 

ค.ศ. 395 หลังการสิ้นพระชนม์ของจักพรรดิ ทีโอโดซิอุส อาณาจักรโรมันถูกแบ่งออกเป็นโรมันตะวันตก กับ โรมันตะวันออก 

ค.ศ. 431 การสังคยนาที่เมืองเอเฟซัส ประกาศย้ำว่าพระเยซูมีทั้งธรรมชาติพระเจ้า และธรรมชาติมนุษย์ และประกาศว่าพระมารดามารีย์มีฐานะ "มารดาพระเจ้า" 

ค.ศ. 451 การสังคยนาที่เมืองคาลเซโดเนีย 

ค.ศ. 476 อวสานจักรวรรดิโรมันตะวันตก เหลือแต่โรมันตะวันออก 

ค.ศ.496 ฝรั่งเศสเข้าเป็นประเทศคริสตศาสนา และถูกขนานนามว่า "ธิดาหัวปีของพระศาสนจักร" 


อ้างอิง 

* ดร. กฤษณา หงษ์อุเทน, "ศิลปะคริสเตียนในทวีปยุโรป", บริษัท สยามเพรส 
แมแนจเม้นท์ จำกัด จัดพิมพิ์ 

* L. Munch, J. Montjuvin : Panorama of Church History, Paris France 1964 

* National Geographic, May 2006, Issue 58 

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 

จากTime Line ดังกล่าว เราพบข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้คือ 

1. พระคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับทะเลตาย (Dead Sea Scrolls) เขียนก่อนพระเยซูประสูติ แน่นอนมันคือส่วนเนื้อหาที่เรียกว่า ฉบับพระธรรมเก่า ซึ่งเป็นเรื่องราวตั้งแต่พระเจ้าสร้างโลก ถึงก่อนพระเยซูประสูติ ดังนั้นการหยิบหนังสือเล่มนี้มาอ้างประวัติพระเยซูจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย 

2. หนังสือชุดนอสติก และคัมภีร์ต่างๆที่ นิยายอ้าง เขียนหลัง พระคัมภีร์เล่มหลักทั้ง4 และแน่นอนว่าไม่ได้เขียนโดยสาวกคนนั้นจริงๆ เพราะเวลาที่เขียนนั้น ทั้ง นักบุญ มารีย์ มักดาลา นักบุญฟิลลิป เสียชีวิตไปนานแล้ว และนี่คือเหตุผลหนึ่งที่ทำไม คนในสมัยนั้นถึงไม่จัดคัมภีร์พวกนี้ไว้ในสาระบบ 

3.จักรพรรดิ์คอนสแตนติน ไม่ได้อยู่ในช่วงที่มีเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับพระคัมภีร์เลย 

4.การสังคยนาที่เมืองเอเฟซัส ค.ศ. 431 ประกาศว่าพระมารดามารีย์มีฐานะ "มารดาพระเจ้า" การมอบตำแหน่งอันศักดิ์สิทธิ์นี้ให้สตรีคนนี้ ทำลายข้อกล่าวหาของนิยายที่ว่าพระศาสนจักรพยายามกำจัดสตรีลงโดยสิ้นเชิง 

5.ประเทศฝรั่งเศสเพิ่งรับคริสตศาสนามาเป็นศาสนาประจำชาติเมื่อเกือบค.ศ.500 ถ้ามีทายาทพระเยซูไปเป็นกษัตริย์ที่นั่นจริง พวกเขาควรเป็นคริสต์ทั้งประเทศก่อนหน้าจักรพรรดิ์คอนสแตนตินจะเกิดด้วยซ้ำ


คริสตศาสนานิกายต่างๆ

พระศาสนจักรในยุคเริ่มแรกมีเพียงหนึ่งเดียว ไม่ได้มีการแยกเป็นนิกายต่างๆเหมือนในปัจจุบัน ต่อมาในศตวรรษที่ 11 เกิดความขัดแย้ง ระหว่างพระศาสนจักรทางตะวันออก พระศาสนจักรในโรมจึงแยกตัวออกไป เกิดเป็นนิกายออโธดอกซ์ขึ้นมา 

และ ต่อมา ในศตวรรษที่16 ในพระศาสนจักร ได้ประสบปัญหาต่างๆมากมาย(ยุคมืดของพระศาสนจักร) ทั้งจากระบบการปกครอง และความประพฤติของบรรดาบาทหลวง ทางอดีตบาทหลวงมาร์ติน ลูเธอร์ ได้ยื่นคำขอร้อง 95 ข้อเพื่อขอให้แก้ไขหลักการปฏิบัติ แต่ไม่ได้รับการตอบสนองจากสมเด็จพระสันตะปาปา เลยถูกขับ และสั่งลงโทษ(ในสมัยนั้นพระศาสนจักร มีอำนาจเหนืออาณาจักร) และได้เกิดนิกายโปรแตสแตนท์ขึ้นมา โดยหลังจากเหตุการ์ณนั้นก็ได้มีการพิจารณาและปรับเปลี่ยนหลักการใหม่ ปรับปรุงข้อที่ผิดพลาด และกำหนดหลักการใหม่จนมาถึงปัจจุบัน 


Q: นิกายใหญ่ๆทั้ง 3 นิกายที่ประกอบด้วย โรมันคาทอลิค โปรแตสแตนท์ และ กรีกออโธดอกซ์ มีข้อเหมือนหรือหลักการอย่างไรบ้าง? 

A: โรมันคาทอลิกและออโธดอกซ์แทบจะไม่แตกต่างกันเลยในเรื่องของหลักการจะแตกต่างกันเพียงออโธดอกซ์จะมีพระอัยการเป็นผู้นำส่วนคาทอลิคมีพระสันตะปาปาเป็นประมุข โดยสืบทอดมาตั้งแต่สมัยอัครสาวกกลุ่มแรก โดยถือว่า นักบุญ เปโตร หรือ เซนต์ปีเตอร์ คือพระสันตะปาปาพระองค์แรก และสืบทอดมาถึงพระสันตะปาปาเบนนิดิกที่ 16 องค์ปัจจุบันเป็นองค์ที่265 คาทอลิกนั้นจะมีนักบวช ที่เรียกว่า บาทหลวง หรือซิสเตอร์ และจะมีการให้เกียรติพระนางมารีย์ แม่ของพระเยซูเป็นพิเศษ เรียกพระนางว่า "แม่พระ" มาจากคำว่า มารดาของพระเจ้า 

คาทอลิกจะมีการยกย่องวีรบุรุษ หรือวีรสตรีทางศาสนา หรือเรียกง่ายๆว่า บุคคลที่ดำเนินชีวิตตามแบบอย่างพระเยซูอย่างดีมากจนเรามั่นใจว่าเขาได้ไปสวรรค์แน่นอน(คล้ายๆกรณีพระอรหันต์ในศาสนาพุทธ) เราจะเรียกคนเหล่านี้ ว่าเป็น นักบุญ 

ดังนั้นหากเปรียบให้เข้าใจง่าย เรามองว่าพระเยซูคือกษัตริย์ ส่วนพระแม่มารีย์ก็เป็นพระราชชนนี(แบบกรณีสมเด็จย่า) เหล่านักบุญก็เหมือนขุนนาง ที่ใกล้ชิดกษัตริย์ 

โบสถ์คาทอลิกทุกแห่ง ถือเป็น1เดียวกัน ขึ้นตรงต่อกรุงวาติกัน และองค์พระสันตะปาปา 

ส่วนโปรแตสแตนทต์นั้น หลังจากการแยกนิกายในสมัยมาตินลูเธอร์ หลังจากนั้นได้มีการแยกนิกายย่อยอีกหลายนิกาย ดังนั้นโบสถ์หรือคริสตจักรต่างๆ จะไม่ได้ขึ้นกับวาติกันหรือพระสันตะปาปาแต่อย่างใด 

โปรแตสแตนต์ ไม่มีนักบวช แต่มีผู้ถวายตัวรับใช้พระเจ้า เรียกว่า ศาสนจารย์ /ศิษยาภิบาล และผู้ประกาศ ซึ่งอาจแต่งงานหรือไม่แต่งงานก็ได้ การเรียกคำนำหน้าบุคคลเหล่านี้ จะเรียกว่า อาจารย์ 

โปรแตสแตนต์(โดยทั่วๆไป)จะไม่ให้ความสำคัญพิเศษกับพระนางมารีย์ หรือนักบุญ จะเน้นการเข้าถึงพระเยซูเจ้าโดยตรงด้วยตนเอง แต่สำหรับบางกลุ่มที่สนใจในเรื่องศาสนศาสตร์สตรี จะให้ความสำคัญกับพระนางมารีย์มากขึ้น ในฐานะแบบอย่างของสตรีคริสตชนที่ดี 

สถานที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนาของโปรแตสแตนต์เรียกว่าคริสตจักร ซึ่งคาทอลิคจะเรียกวัด มีพิธีทางศาสนาในวันอาทิตย์เรียกว่าพิธีนมัสการ 

Q คริสต์ศาสนามีการกล่าวถึงสถานะของ "สตรีศักดิสิทธ์" อย่างไร และพระศาสนจักรพยายามลดบทบาทของสตรีลงจริงหรือ? 

A เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับความจริงโดยสิ้นเชิง คริสตศาสนาทุกนิกาย ทั้งโปรแตสแตนท์ ออโธดอกซ์ และโรมันคาทอลิค ล้วนให้ความสำคัญในแง่ของสตรีศักดิสิทธ์ในมุมมองที่ต่างกัน สตรีศักดิสิทธ์ในแง่มุมของโรมันคาทอลิคและออโธดอกซ์คือบรรดานักบุญหญิงทั้งหลาย และโดยเฉพาะคนที่โดดเด่นเห็นชัดที่สุดคือพระแม่มารีย์พระมารดาของพระเยซูเจ้า ซึ่งทั้ง 2 นิกายนี้ให้ความสำคัญกับพระแม่มารีย์ อย่างสูงส่งรองจากพระเป็นเจ้า หรือแม้กระทั่ง มารีย์ มักดาเลนา ที่แดนบราวน์กล่าวถึงก็ยังได้รับการแต่งตั้งจากพระศาสนจักรให้เป็นนักบุญ(ผู้ที่ดำเนินชีวิตได้ศักดิสิทธ์ สมควรได้รับเกียรติและการเคารพยกย่อง) ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยกับความคิดที่ว่า"พระศาสนจักรพยายามลดบทบาทของสตรีศักดิสิทธ์" 

ซึ่งการให้เกียรติพระแม่มารีย์อย่างสูงส่งเช่นนี้ทำให้โปรแตสแตนท์บางกลุ่มหรือบางคน"มองว่ามากเกินไป"ด้วยซ้ำ ส่วนในเชิงมุมมองของโปรแตสแตนท์มองว่าสตรีใดๆหรือบุคคลใดๆในพระคัมภีร์ที่ดำเนินชีวิตที่ดีนั้นก็สมควรเอาเป็นแบบอย่างของการดำเนินชีวิตคริสตชนแม้จะไม่ได้ให้ความสำคัญในแง่ความศักดิ์สิทธิ์และความเคารพแบบคาทอลิคและออธโธดอค แต่ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบันว่าคริสตศาสนาทุกนิกายก็ยังคงให้ความสำคัญกับสตรีศักดิสิทธ์อยู่ตลอดมา ไม่ได้มีการลดบทบาทแต่อย่างใด

ภาพICONแบบโบราณ รูป พระแม่มารีย์และพระกุมารเยซูในแบบออธโธดอค

Q จักรพรรดิ์คอนสเตนท์ตินได้ตัดเรื่องราวในพระคัมภีร์ที่ระบุถึงความเป็นมนุษย์ของพระเยซูเจ้าเช่นการแต่งงานออกไปเพื่อให้คงเหลือใว้แต่ความเป็นพระเจ้าของพระเยซูเพราะอิทธิพลของศาสนาเดิมที่ตนนับถือจริงหรือ? 


A ไม่เป็นความจริง.. ตรงกันข้ามการตัดความเป็นมนุษย์ของพระเยซูออก กลับผิดหลักความเชื่อถูกต้องตามความเชื่อจริงๆของ ศริสต์ศาสนาทุกนิกาย ที่ต่างก็สอนเหมือนกันว่า"พระเยซูเจ้าเป็น มนุษย์แท้ และเป็น พระเจ้าแท้ "ต้องเป็นครบทั้งสองอย่าง ไม่ใช่เป็นพระเจ้าอย่างเดียวแบบที่นิยายอ้าง 

ยิ่งไปกว่านั้นความเชื่อและความรู้จากศาสนาเดิมคือเทพกรีก-โรมันของคอนสเตนท์ตินสมัยนั้น เทพเจ้าที่แต่งงานมีภรรยาหลายคนต่างหากที่แสดงถึงความเป็นเทพเจ้าที่แท้จริง(สามารถอ่านรายละเอียดได้ในหัวข้อ "เทพ และการแต่งงาน") ดังนั้นถ้าคอนสเตนตินต้องการจะตัดอะไรออก สิ่งที่น่าตัดมากกว่า ก็คือความรู้สึกที่เป็นมนุษย์ของพระเยซูเจ้า เช่นการหิว การเจ็บ และการเศร้า การเหนื่อย การถูกฆ่าสิ้นพระชนม์ ความรู้สึกเหล่านี้เองที่เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นมนุษย์ด้วย และสิ่งเหล่านี้กลับมีเหลือไว้เต็มไปหมดในไบเบิ้ล 

ดังนั้นแนวคิดที่ว่า ''ตัดความเป็นมนุษย์ของพระเยซูเจ้าออก เพื่อให้เหลือแต่ความเป็นพระเจ้า" นั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นต้องทำเลย และถ้าทำก็จะผิดหลักข้อเชื่อของคริสตศาสนาเสียเองด้วย 

เพราะมีลัทธิที่พระศาสนจักรไม่ยอมรับในช่วงศตรววษที่3-4เช่นกัน คือลัทธิที่ชื่อว่า "โมโนฟิไซส์(Moniphysiets)" ซึ่งลัทธินี้เป็นลัทธิหนึ่ง ที่แนวคิดนอสติกเข้าไปปะปนด้วย โดยเชื่อว่า ความเป็นพระเจ้าของพระเยซูกลืนความเป็นมนุษย์ของพระองค์ไปหมดแล้ว พระเยซูจึงเป็นพระเจ้าเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป ซึ่งแน่นอนว่าพระศาสนจักรไม่ยอมรับแนวคิดนี้เลย และจัดเป็นคำสอนที่ผิด(แต่สมัยปัจจุบัน นิยายกลับบิดเบือนว่าเป็นสิ่งที่พระศาสนจักรสอน) 

ดังนั้นการตัดสภาวะของมนุษย์ในพระเยซูเจ้าออกไปเพื่อให้เหลือใว้แต่ความเป็นพระเจ้านั้นจึงไม่ใช่หลักการและไม่ใช่ความเชื่อของศาสนาคริสต์ที่เชื่อถือกันมาตลอด 2000 ปี แต่อย่างใด

รูปของพระเยซูเจ้าที่มักทรงชูพระหัตถ์ขึ้น2นิ้วอันเป็นระหัสธรรมที่สื่อว่าทรงมี  2  ธรรมชาติคือเป็นทั้งมนุษย์และพระเจ้า

 

อ้างอิง 

* 2000ปี แห่งการประกาศพระวรสาร, โรเบริ์ต กอสเต, M.E.P. 

* L. Munch, J. Montjuvin : Panorama of Church History, Paris France 1964


การสังคยนาที่เมืองไนซีอา

คำอ้างของนิยาย : พระเยซูในสายตาของบรรดาสาวกของพระองค์คือองค์ศาสดาซึ่งเป็นมนุษย์ จนกระทั่งปี 325 เมื่อจักรพรรดิคอนสแตนตินต้องการเปลี่ยนพระองค์ให้เป็นเทพ(deity) จึงจัดตั้งสังคยนาแห่งไนซีอา (Council of Nicaea) เพื่อร่วมกันลงชื่อยืนยันสถานะ "พระบุตรของพระผู้เป็นเจ้า" ด้วยการโหวตที่เฉียดฉิว 


Q:ก่อนหน้าค.ศ.325 พระเยซูถูกมองว่าเป็นมนุษย์เท่านั้นจริงหรือ 

A: ความเชื่อที่ถูกต้องของคริสตศาสนาก่อนหน้านั้น ซึ่งสามารถพบได้จากจดหมายของนักบุญเปาโลที่เขียนถึงคริสตชนตามเมืองต่างๆตั้งแต่ค.ศ.50 บ่งบอกว่า ความเชื่อนั้นต้องเชื่อว่าพระเยซูเป็นทั้ง2อย่างคือ ทั้ง พระเจ้าแท้ และ มนุษย์แท้

และจากบันทึกทางประวัติศาสตร์อื่นๆจำนวนมากบอกเราได้ว่า การมองว่าพระเยซูนอกจากมนุษย์แล้วยังเป็นพระเจ้าด้วย

-อิกนาติอัส “พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงจำแลงพระกายมาในร่างมนุษย์” ( ค.ศ. 105) 
-เคลเมนต์ “เป็นเรื่องบังควรที่คุณควรจะระลึกว่าพระเยซูคริสต์คือองค์พระผู้เป็นเจ้า” (ค.ศ. 150) 
-มรณสัขขี จัสติน “พระบิดาเจ้าสวรรค์แห่งสากลจักรวาลทรงมีพระบุตรแต่พระองค์เดียว และพระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า” (ค.ศ. 160) 
-อิเรเนอัส “พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า เหมือนดั่งที่นาม อิมมานูแอล ว่าเอาไว้” (ค.ศ. 180) 
-เทอทิวเลี่ยน “พระเยซูคริสต์ พระเจ้าของพวกเรา” (ค.ศ. 200) 
-ออริเกน “อย่ามีผู้ใดลบหลู่ในความจริงที่ว่าพระผู้ไถ่คือพระเป็นเจ้าเลย” (ค.ศ. 225) 
-โนวาเธียน “พระองค์มิใช่เพียงมนุษย์ แต่เป็นพระเป็นเจ้าด้วย” (ค.ศ. 235) 
-ไซเปรียน “พระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” (ค.ศ. 250) 
-เมโธดิอัส “พระองค์ทรงสถิตกับพระเจ้า และพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าอย่างแท้จริง” (ค.ศ. 290) 
-แลคแทนธิอัส “เราเชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า” (ค.ศ. 304) 
-อาร์นอร์บิอัส “พระคริสต์ทรงสำแดงการอัศจรรย์ทั้งหมดนี้ ตามพระเทวภาพของพระองค์” (ค.ศ. 305) 

จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะตัดใจความสำคัญต่างๆในพระคัมภีร์ และ ในประวัติศาสตร์ออกไป แล้วเสริมแต่งตามใจชอบได้ง่ายๆ



Q:สังคนาไนซีอาคือการสังคยานาเรื่องอะไร และการโหวตที่เฉียดฉิวมีหรือไม่ 

A:สังคยานาไนซีอาประกาศหลายเรื่องด้วยกันโดยเฉพาะ2เรื่องคือ 

1.ประกาศว่าพระเยซูเป็นมนุษย์จริงๆ และ 
2.ประกาศว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าจริงๆ 

ปรัชญาคำสอนของไนซีอา 

เราเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว พระบิดาผู้ทรงสรรพานุภาพ สร้างฟ้าดิน ทั้งสิ่งที่เห็นได้และเห็นไม่ได้ 

เราเชื่อในพระเอกบุตรเยซูคริสต์สวามีของเรา ทรงเป็นพระเจ้าจากพระเจ้า ทรงเป็นองค์ความสว่างจากองค์ความสว่างสว่าง 

ทรงเป็นองค์พระเจ้าผู้เที่ยงแท้จากพระเจ้าผู้เที่ยงแท้ 

ผู้ดำรงอยู่โดยมิได้ทรงถูกสร้าง และเป็นหนึ่งเดียวกับองค์พระบิดา 

อาศัยผ่านทางพระองค์ ทุกสิ่งจึงถูกสร้างขึ้นมา เพื่อพวกเรา และ การไถ่กู้ 

พระองค์เสด็จลงมาจากสวรรค์ ปฏิสนธิเดชะพระจิต มาบังเกิดเป็นมนุษย์โดยรับเอากายจากพระนางพรหมจารีย์มารีอา 

รับทรมานสมัยปอนซิโอปิลาโต ถูกตรึงกางเขน ตายและฝังไว้ เสด็จลงใต้บาดาล 

วันที่สามพระองค์ทรงกลับคืนชีพจากบรรดาผู้ตายตามความในพระคัมภีร์ 

เสด็จขึ้นสวรรค์ประทับเบื้องขวาพระเป็นเจ้าพระบิดาทรงสรรพธานุภาพ 

และจะเสด็จกลับมาพิพากษาผู้เป็นและผู้ตาย พระอาณาจักรของพระองค์จักดำรงอยู่นิจนิรันดร 

เราเชื่อในพระจิตศักดิ์สิทธิ์ ผู้ทรงประทานชีวิต ผู้ทรงดำเนินการต่อจากพระบิดาและพระบุตร 

ได้รับการเคารพสักการะเทิดพระเกียรติ ร่วมกับพระบิดา และ พระบุตร 

และทรงตรัสพระวจนะผ่านทางบรรดาประกาศก 

เราเชื่อในพระศาสนจักรศักดิ์สิทธิ์สากล 

สหพันธ์นักบุญ 

การยกบาป 

การกลับคืนชีพของเนื้อหนัง และชีวิตนิรันดร 

--- สีแดงคือส่วนที่ยืนยันความเชื่อว่าพระเยซูคือพระเจ้า 
--- สีฟ้าคือส่วนที่ยืนยันความเชื่อที่ว่าทรงเป็นมนุษย์ 

และแท้จริงแล้วสภาแห่งไนซีอาไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับการโหวตที่ว่าเลย ถ้าจะมีประเด็นร้อนทำนองนี้บ้างก็คงมีเพียงเรื่องของชายนาม อาริอัส (Arius) ผู้เผยแพร่คำสอนว่าพระเยซูคริสต์พระองค์นั้นเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา และสภาไนซีอา ที่ประกอบด้วยบิชอป 318 องค์ จากทั้งพระศาสนจักรตะวันออก โดยมีบิชอป 300 องค์ ตีความจากพระคัมภีร์ว่าไม่ได้เพิ่งถูกสร้างแต่ทรงรวมอยู่กับพระบิดาตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว และที่เหลือ 18 องค์ตีความว่าสถานภาพของพระองค์เพิ่งมีเมื่อตอนกำเนิดในโลก ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่แค่โหวต แต่เป็นการอภิปรายถกเถียงโดยยกปรัชญาจากพระคัมภีร์ไบเบิ้ล และฝ่าย 300 ท่านก็ชนะ ไม่ทราบว่าจะเรียกว่า เฉียดฉิวได้หรือเปล่า 

อ้างอิง

* Richard Abanes , “The Truth Behind The Davinci Codes” 

* David Bercot, ed., A Dictionary of Early Christian Beliefs (Peabody, MA : Hendrickson, 1998) 

* Cracking DA VINCI's CODE 

* ประวัติศาสตร์พระศาสนจักรสากล(รวมเล่ม),กาสตอง กูรตัวส์ เขียน, พระคุณเจ้า ร.รัตน์ บำรุงตระกูล แปล,สำนักพิมพ์แม่พระยุคใหม่

(Page 1 of 7)
Last modified on Wednesday, 21 November 2012 17:03

Latest from Administrator

Related items (by tag)

Leave a comment

โปรดอ่านก่อน Comment
1. ไม่ควรใช้วาจาส่อเสียดดูหมิ่น คำหยาบ ฯลฯ
2. ข้อความของท่านจะรอการพิจารณา

ด้านล่างตรง ReCaptcha
เมื่อท่านกรอกอักษรที่แสดงเรียบร้อยแล้ว กรุณาสังเกตุ
Comment added and waiting for approaval.
(ข้อความได้เพิ่มความคิดเห็นแล้วและรอการอนุมัติ)

แสดงว่าไม่ต้อง ใส่ค่า Recaptcha อีกรอบ
ขอบคุณ

You are here: Home