“คนสบายดีไม่ต้องการหมอแต่คนเจ็บไข้ต้องการเราไม่ได้มาเพื่อเรียกคนชอบธรรมแต่เรามาเพื่อเรียกคนบาป” (มก. 2:17)

 
Tuesday, 05 June 2012 13:48

ประเทศอิรักคริสตชนบนทางกางเขน Featured

Written by  Administrator
Rate this item
(0 votes)

ประเทศอิรัก- - -คริสตชนบนทางกางเขน

     ประเทศอิรัก
     คริสตชนบนทางกางเขน

     พื้นที่               438,320 ตร. กม.
     ประชากร         26,000,000 คน; (ชาวอาหรับประมาณ 75 % , ชาวเคิร์ด 20%)
     เมืองหลวง       กรุงแบกแดด (ประชากร 38 ล้านคน)
     ภาษาราชการ   อาหรับ เคิร์ด (ในเขตปกครองเคิร์ดทางภาคเหนือ)

     สถานการณ์ทั่วไปของชาวอิรัก

     หลังจากกองกำลังต่างชาติโดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ประกาศชัยชนะต่ออิรักเมื่อ 1 พ.ค. 2003 ก็ถือเป็นการสิ้นสุดการปกครองโดยประธานิธิบดีซัดดัม ฮุสเซนและพรรคบาอัธ (Ba’ath) อย่างไรก็ตาม ประเทศอิรักก็ยังคงมีการใช้ความรุนแรงตลอดมา จากกลุ่มก่อการร้ายมุสลิมนิการสุหนี่ ซึ่งเคยเป็นสมาชิกของพรรคบาอัธ และกลุ่มต่างชาติอัล เคดา ยิ่งกว่า ตั้งแต่มีการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลเมื่อต้นปี 2005 การก่อการร้ายกลับรุนแรงและบ่อยครั้งยิ่งขึ้นจากวันละ 30 ครั้ง เป็น 75 ครั้ง ทั้งนี้เพราะพวกเขาพยายามขัดขวางกระบวนการปกครองแบบประชาธิปไตย 

     สถานการณ์ความขัดแย้งในอิรักเข้าขั้นวิกฤติอีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2549 เมื่อมีชาวมุสลิมนิกายสุหนี่ลอบวางระเบิดเผาศาสนสถานอัสการิยา โดมทองศักดิ์สิทธิ์ อายุ 1,200 ปี ในเมืองซามาร์รา ในจังหวัดซาลาเฮดดินของมุสลิมนิกายีอะห์ ผู้ประท้วงนิกายชีอะห์ตอบโต้ด้วยการบุกโจมตีมัสยิดของนิกายสุหนี่ไม่ต่ำกว่า 90 แห่งทั่วประเทศเฉพาะในกรุงแบกแดดมีมัสยิดถูกเผากว่า 50 แห่ง ยังผลให้มัสยิดได้รับความเสียหาย มีผู้เสียชีวิตแล้วไม่น้อยกว่า 19 คน  รวมทั้งผู้นำทางศาสนาของนิกายสุหนี่ 3 คน ขณะเดียวกันมุสลิมนิกายชีอะห์ยังได้ยึดมัสยิดของชาวสุหนี่ไว้อีก 40 แห่ง และแขวนป้ายชื่อใหม่ เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ วันที่ 23 ก.พ. 2549 ทางการอิรักพบเหยื่อที่ถูกยิงตายแล้วกว่า 80 คน ที่ส่วนมากเป็นชาวมุสลิมนิกายสุหนี่ในกรุงแบกแดด นับถึงต้น มี.ค. 2549 มีผู้เสียชีวิตจากทั่วประเทศใน เหตุการณ์ครั้งนี้มากกว่า 1,300 คน

 

     ประธานาธิบดี จาลัล ทาลาบานี เรียกร้องให้ทุกฝ่ายปรองดองกัน ขณะที่ผู้นำหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส จอร์แดน และเลบานอนต่างประณามผู้ก่อเหตุครั้งนี้ ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช กล่าวว่า เครือข่ายอัลเคดาอาจอยู่เบื้องหลังการทำลายศาสนสถานของมุสลิมชาวชีอะห์ แต่ไม่กล้าระบุว่าอิหร่านจะมีส่วนด้วยหรือไม่ ส่วนนายโคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวว่าการโจมตีที่เกิดขึ้นมุ่งหวังเพื่อยุยงให้เกิดความแตกแยก และบั่นทอนความมั่นคงและสันติภาพในอนาคต

     สถานการณ์ทั่วไปของคริสตชนในอิรัก

     ก่อนเกิดสงครามอิรัก-อิหร่าน มีคริสตชนในอิรักประมาณ 1.5 ล้านคน แต่ปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 7.5 แสนคนหรือประมาณ 3 % ของประชากร 26 ล้านคน คริสตชนในอิรักแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม ๆ ที่มีจำนวนมากที่สุดคือคาทอลิกจารีตตะวันออก สายคาลเดียที่มีพระอัยกาที่กรุงแบกแดดเป็นประมุข กลุ่มที่มีจำนวนรองลงมาคือคาทอลิกสายซีเรีย คาทอลิก 2 กลุ่มนี้ ใช้ภาษาอาราเมียนในการทำจารีตพิธีทางศาสนา ยิ่งกว่านั้นพวกเขาส่วนใหญ่ยังคงใช้ภาษาที่สืบทอดกันมา

     นับพันปีนี้ในชีวิตประจำวันอีกด้วย คริสตชนกลุ่มอื่นๆ ได้แก่กลุ่มอัสซีเรียน อาร์เมเนียน ลาติน ฯลฯ ปัจจุบัน พระสังฆราชของกลุ่มคริสตชนทุกกลุ่ม จะมาร่วมประชุมกันอยู่เป็นประจำในลักษณะของพระศาสนสภา โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างกันทางศาสนาของแต่ละกลุ่ม ทั้งนี้เพราะคริสตชนในประเทศเป็นเพียงชนกลุ่มน้อย จึงต้องร่วมมือกันเพื่อความอยู่รอดท่ามกลางชาวอาหรับที่นับถือศาสนาอิสลาม ที่ถือว่าผู้ถือศาสนาคริสต์ทั้งหลายเป็นส่วนหนึ่งของ “ประชากรในหนังสือ” ตามที่มีบันทึกไว้ในคัมภีร์อัลกุรอ่าน และมักกล่าวหาว่าเป็นพวกที่ร่วมมือกับ “การบุกรุกของกองทัพครูเสด” ซึ่งไม่ใช่พวกที่ร่วมมือกับ “การบุกรุกของกองทัพครูเสด” ซึ่งไม่ใช่พวกเดียวกันกับพวกตน

     ปัจจุบันประเทศอิรักมีการแบ่งอำนาจระหว่างชน 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มมุสลิมนิกายชีอะห์ นิกายสุหนี่ และชาวเคิร์ด คริสตชนในอิรักเป็นเพียงชนกลุ่มน้อยที่พยายามรวมตัวกันเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง แต่ก็แทบไม่มีสื่อทั้งจากตะวันตกและตะวันออกให้ความสนใจเลย สื่อต่างๆ มองดูพวกเขาเสมือนเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ ที่น่าสนใจทางมานุษยวิทยาเท่านั้น เนื่องจากพวกเขามีต้นกำเนิดการเป็นคริสตชนตั้งแต่สมัยการเทศน์สอนของอัครสาวกโทมัส และเป็นกลุ่มคริสตชนที่เข้มแข็งมากในช่วงคริสต์ศตวรรษต้นๆ จนกระทั่งถูกตัดออกจากพระศาสนจักรเพราะเป็นเฮเรติก  เนื่องจากไปยึดถือคำสอนของพระอัยกาเนสเตอร์แห่งคอนสตันติโนเปิล (ค.ศ. 386-451) ที่สอนเรื่องสภาพความเป็นพระและมนุษย์ของพระเยซูคริสตเจ้าไม่ตรงตามแนวทางของพระศาสนจักร แต่ภายหลังก็ได้กลับคืนสู่อ้อมอกของพระศาสนจักรอีกครั้งหนึ่งในนามของคาทอลิกจารีตตะวันออก สายคาลเดีย

     ปัจจุบันคาทอลิกสายคาลเดียในอิรักถูกกดดันให้เปลี่ยนไปถืออิสลามและหากผู้เป็นบิดาหรือมารดาเปลี่ยนไปถืออิสลามแล้ว สมาชิกของครอบครัวทุกคนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะจะถูกบังคับให้ถือศาสนาอิสลามด้วย โดยไม่คำนึงถึงความคิดเห็นของผู้ปกครองอีกฝ่ายหนึ่งที่ยังคงเป็นคาทอลิกอยู่

     เนื่องจากบุตรหลานของครอบครัวคริสต์ส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาในโรงเรียนคริสต์ที่มีการสอนภาษาต่างประเทศโดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ดังนั้นกองกำลังต่างชาติจึงมักจ้างคนคริสต์ทำงานด้านบริหารและงานแปลอย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปคริสตชนจจะรู้สึกตกอยู่ในอันตราย เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าเป็นสายลับ ร่วมมือกับต่างชาติในการ “ยึดครองประเทศโดยประเทศที่ถือศาสนาคริสต์”

     นักศึกษาที่ถือคริสต์ในมหาวิทยาลัยอิรัก จะถูกรังควานและตกเป็นเหยื่อความรุนแรงอยู่เสมอ และเมื่อไม่นานมานี้ นักศึกษาคริสต์ 1500 คน ในมหาวิทยาลัยมอสโซล ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยใหญ่อันดับสองของประเทศจำใจตัดสินใจพักการเรียนเพราะมหาวิทยาลัยถูกควบคุมโดยผู้นับถืออิสลามที่ขู่จะฆ่านักศึกษาคริสต์ โดยเฉพาะนักศึกษาหญิงที่ไม่สวมผ้าปิดหน้า

     ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2004 วัดคาทอลิก 10 แห่งถูกโจมตีทั้งที่กรุงแบกแดด ที่เมืองมอสโซลและเมืองทางเหนือของประเทศมักถูกกล่าวหาว่าเป็นสายลับให้ต่างชาติ และถูกกระทำทารุณกรรมต่างๆนานา มีจำนวนมากอพยพไปลี้ภัยอยู่ใน
ประเทศซีเรีย เนื่องจากเป็นประเทศที่ไม่ต้องใช้วีซ่า และเสียค่าใช้จ่ายน้อยเพื่อแลกกับความปลอดภัยที่ได้รับจอร์แดนก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีชาวอิรักที่เป็นคริสต์จำนวนมากลี้ภัยอยู่  นอกจากนั้นยังมีชาวคริสต์ที่ตั้งรกรากนับพันปีใน ประเทศอาหรับอีกจำนวนไม่น้อย พวกเขาถูกบีบบังคับด้วยระบอบการปกครอง หรือไม่ก็ถูกกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงกดดันจน ต้องอพยพทั้งครอบครัวลี้ภัยไปอยู่ในประเทศที่มีความปลอดภัย เช่น ในสหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และบางประเทศ ในทวีปยุโรป

     ปัญหาของคริสตชนในระยะหลังและความหวังที่ดีขึ้น

     ตั้งแต่เริ่มมีกองกำลังจากต่างชาติเข้ามารักษาความสงบในประเทศ กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงมักเป็นต้นเหตุในการขูดรีดสังหารผู้ที่เป็นคริสต์เป็นอันดับแรก ก่อนที่จะใช้ความรุนแรงกับชาวต่างชาติและชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ทั้งนี้เพราะผู้ที่เป็นคริสต์มักมีการศึกษาสูง และร่ำรวยกว่าประชาชนชาวอิรักโดยทั่วไป จึงมักถูกกล่าวหาว่าเป็นคนทรยศต่อประเทศและดังนั้นหลังจากมีการวางระเบิดเพื่อทำลายวัดที่กรุงแบกแดดและที่เมืองมอสโซลแล้ว ชาวอิรักที่เป็นคริสต์กว่า 40,000 คนจึงได้ลี้ภัยออกจากอิรัก ผู้ที่ไม่สามารถหนีภัยได้ในหลายเมืองที่มีการใช้กฎหมายอิสลามอย่างเคร่งครัด จำต้องปฏิบัติตามประเพณีปฏิบัติของอิสลาม โดยเฉพาะสตรีที่เป็นคริสต์ เมื่ออกนอกบ้านก็ต้องมีผ้าปิดหน้า มิฉะนั้นก็ต้องลาออกจากงานหรือลาออกจากมหาวิทยาลัย

     ในเขตปกครองของชาวเคิร์ดทางเหนือของประเทศ สภาพความเป็นอยู่ของชาวคริสต์อยู่ร่วมกับชาวเคิร์ดได้ดีพอสมควร และเมื่อไม่นานมานี้ เจ้าหน้าที่ชาวเคิร์ดและพระสังฆราชสายคาลเดีย ได้ตกลงร่วมกันในการเปิดโรงเรียนมัธยมนานาชาติ

     หลังการจัดตั้งรัฐบาล ชาวคริสต์มีแนวโน้มร่วมกันในการพยายามจัดตั้งเขตปกครองอิสระ เช่นเดียวกับเขตปกครองอื่นๆ ที่มีอยู่ของกลุ่มอิสลามนิกายชีอะห์ สุหนี่ และกลุ่มชาวเคิร์ด ชาวคริสต์หลายคนได้รับการเลือกตั้งในกลุ่มสหนิกายโดยเฉพาะในเขตปกครองของชาวเคิร์ด แม้ว่าชาวคริสต์ในอีกหลายเขตไม่สามารถลงคะแนนเสียงได้ เนื่องจากฝ่ายจัดการเลือกตั้งมิได้จัดให้มีหน่วยลงคะแนนในบางเขตที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวคริสต์ แต่ก็เป็นที่หวังกันว่า รัฐบาลใหม่ที่กรุงแบกแดดจะหาวิธีการเลือกตั้งที่เป็นธรรมกว่าที่ผ่านมา

     ปัจจุบันกลุ่มคริสตชนต่างๆ ในอิรัก พยายามเน้นเรื่องการสอนคำสอน และสอนภาษาอาราเมียนโบราณแก่เยาวชนของตน โดยสอนพวกเขาว่าประเทศอิรักคือป้อมปราการของพระศาสนจักรตะวันออก มีวัดวาอารามและศาสนภัณฑ์มากมาย ที่มีอายุตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 2 และที่ 3 พวกเขาพยายามพูดภาษา และดำเนินชีวิตตามคำสอนของพระคริสตเจ้า แม้ว่าเส้นทางแห่งกางเขตของพวกเขายังอีกยาวไกล บนดินแดนแห่งสงครามนี้

ที่มา แม่พระยุคใหม่

Last modified on Tuesday, 05 June 2012 14:03

Leave a comment

โปรดอ่านก่อน Comment
1. ไม่ควรใช้วาจาส่อเสียดดูหมิ่น คำหยาบ ฯลฯ
2. ข้อความของท่านจะรอการพิจารณา

ด้านล่างตรง ReCaptcha
เมื่อท่านกรอกอักษรที่แสดงเรียบร้อยแล้ว กรุณาสังเกตุ
Comment added and waiting for approaval.
(ข้อความได้เพิ่มความคิดเห็นแล้วและรอการอนุมัติ)

แสดงว่าไม่ต้อง ใส่ค่า Recaptcha อีกรอบ
ขอบคุณ

You are here: Home