“ ฉันเคยมาที่นี่ และฉันเป็นเด็กดีมาก”

ใครมาใหม่เชิญทางนี้ก่อน ทักทาย ทดลองโพส

“ ฉันเคยมาที่นี่ และฉันเป็นเด็กดีมาก”

Postโดย rosa-lee » Wed Feb 20, 2019 8:52 pm

"ฉันเคยมาที่นี่ และฉันเป็นเด็กดีมาก"

จากเรื่องจริงที่เคยเผยแพร่อยู่ในโลกโซเชียลแห่งเมืองเฉินตู

เธอเป็นเด็กผู้หญิงแสนสวยคนหนึ่ง มีชื่อว่าหวีเอี้ยน
เธอมีดวงตาที่กลมโต มีจิตใจใสสะอาด
เธอเป็นเด็กกำพร้า มีอายุอยู่ในโลกนี้เพียงแค่แปดปี
คำพูดสุดท้ายที่เธอทิ้งไว้ก่อนจากไปก็คือ
"ฉันเคยมาที่นี่ และฉันเป็นเด็กดีมาก"

ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยรู้จักพ่อแม่ที่แท้จริง
มีแต่ "พ่อ" ที่เก็บเธอมาเลี้ยง
เมื่อคืนวันที่ 30 พฤศจิกายน 1996
คุณพ่อหวีซื่ออิ่วพบเธอถูกทิ้งอยู่ในพงหญ้าใต้สะพาน
เธอเป็นเด็กแรกเกิด กำลังสู้กับลมหนาวด้วยความหิวโหย
บนหน้าอกเธอมีกระดาษเขียนไว้ว่า "เกิดเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม"

คุณพ่อหวีซื่ออิ่วมีอายุกว่า 30 ปีแล้ว
เพราะความจนจึงยังไม่สามารถหาภรรยาได้สักที
ถ้าหากจะนำเอาเด็กคนนี้ไปเลี้ยง
เกรงว่าชาตินี้คงไม่มีหญิงคนไหนยอมแต่งงานด้วยเป็นแน่แท้
มองดูเด็กผู้หญิงที่อยู่ในอ้อมกอดร้องไห้ไม่ยอมหยุด
แข็งใจวางกลับไปที่พงหญ้า แต่ก็ต้องกลับใจอุ้มขึ้นมาใหม่
เด็กผู้หญิงหนาวจนตัวสั่น เสียงร้องไห้แหบแห้งและไร้เรี่ยวแรง
ถ้าไม่มีใครให้ความช่วยเหลืออีกก็คงเอาชีวิตไม่รอดแน่
ทำไงดี สุดท้ายก็ต้องตัดสินใจอุ้มไว้ในอ้อมกอดเหมือนเดิม
ถอนหายใจบอกกับตัวเองว่า "ฉันกินอะไร หนูก็กินแบบฉันก็แล้วกัน"

เขาตั้งชื่อให้หนูน้อยว่าหวีเอี้ยน
นั่นเพราะเธอเก็ดในฤดูเก็บเกี่ยวที่แสนสวย
พ่อหวีเป็นคนจน ไม่มีทั้งนมแม่ และไม่มีเงินซื้อนมผง
ได้แต่นำเอาน้ำข้าวมาเลี้ยงหนูน้อยเป็นอาหารทุกมื้อ
เธอเติบโตด้วยน้ำข้าว จึงไม่ค่อยแข็งแรงนัก
ปีแล้วปีเล่า เวลาค่อยๆผ่านไป
เธอเหมือนดอกไม้ดอกเล็กๆที่เกาะเกี่ยวอยู่บนต้นไม้
เธอฉลาดและน่ารักมาก
เพื่อนบ้านพูดกันทุกคนว่า เด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยงหัวสมองมักหลักแหลม
ใครๆก็รักเธอ แม้เธอจะเป็นเด็กขี้โรค

เด็กน้อยผู้น่าสงสารเหมือนรู้จักเจียมตัวไม่เหมือนเด็กทั่วไป
แค่อายุห้าขวบเธอก็รู้จักแบ่งเบาภาระเรื่องงานบ้านแล้ว
เธอรู้จักซักผ้า หุงข้าว ล้างจาน ตัดหญ้า
เธอตั้งใจทำอย่างดีที่สุด
เธอรู้ว่าเธอจะเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นไม่ได้
เด็กบ้านอื่นมีทั้งพ่อทั้งแม่ แต่เธอมีแต่พ่อ
บ้านที่มีแต่พ่อกับเธอที่ต้องช่วยกันดูแล
เธอเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย
ไม่เคยเลยที่จะทำอะไรให้พ่อโกรธสักครั้ง

พอเข้าเรียนหนังสือ เธอรู้ว่าเธอต้องตั้งใจเรียนอย่างดีที่สุด
เพื่อจะสอบที่หนึ่งให้ได้
คนเป็นพ่อไม่รู้จักหนังสือสักตัว
แต่ก็พลอยได้หน้าไปด้วยที่มีลูกสาวเรียนเก่งมาก
เธอไม่เคยทำให้พ่อผิดหวัง ร้องเพลงให้พ่อฟัง
เล่าเรื่องต่างๆที่โรงเรียนให้พ่อฟังแทบทุกวัน
แกล้งเอาปัญหากวนประสาทมาให้พ่อทาย
ทุกครั้งที่เห็นรอยยิ้มจากหน้าพ่อ
เธอจะพอใจและยิ้มไปด้วย
"แม้เราไม่มีแม่เหมือนเด็กคนอื่น แต่เราก็มีพ่อที่อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข"

เริ่มจากเดือนพฤษภาคม 2005
เธอมักจะมีเลือดกำเดาไหลอยู่บ่อยๆ
จนกระทั่งเช้าวันหนึ่งที่เธอกำลังก้มหน้าล้างหน้าในอ่าง
เธอเห็นน้ำในอ่างกลายเป็นสีแดง
เลือดกำเดาเธอไหลไม่ยอมหยุด
ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนก็หยุดมันไม่ได้
สุดท้าย พ่อต้องรีบพาเธอนำส่งสถานีอนามัยของหมู่บ้าน
แม้พยาบาลจะฉีดยาให้แล้ว แต่เลือดก็ไม่ยอมหยุด
และยังปรากฏว่ามีตุ่มแดงๆขึ้นเต็มไปหมด
พยาบาลบอกให้นำส่งโรงพยาบาลอย่างด่วนที่สุด
เมื่อมาถึงโรงพยาบาลของเมืองเฉินตู
คนไข้เยอะมาก ต้องรอคิว แต่เลือดก็ยังไหลไม่หยุด
เลือดไหลจนเลอะพื้นโรงพยาบาลไปหมด
ร้อนถึงพยาบาลต้องลัดคิวให้เธอเข้าพบหมอทันที

หลังตรวจอย่างละเอียด หมอลงความเห็นว่า
เธอเป็นโรคมะเร็งในเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน

ค่ารักษาของโรคชนิดนี้แพงมาก ค่าใช้จ่ายประมาณสามแสนหยวน
คนเป็นพ่อตกใจ มองดูหน้าลูกสาวที่นอนหน้าซีดเซียวอยู่บนเตียง
เขาตัดสินใจทันที ต้องช่วยลูกรอดให้ได้
เขารีบออกหยิบยืมเงินจากญาติมิตรและเพื่อนฝูงทุกคน
แต่เงินที่ได้มันน้อยมาก ยังห่างไกลจากเป้าหมายเยอะเหลือเกิน
เขาตัดสินใจขายบ้านทิ้ง
แต่บ้านเก่ามาก ไม่มีใครสนใจ

มองดูหน้าพ่อที่ผ่ายผอม แววตาที่เต็มไปด้วยความกังวล
เธอมีแต่ความเศร้าที่ฝังแน่นอยู่ในใจ
เธอดึงแขนพ่อไว้ แล้วบอกพ่อว่า "หนูอยากตาย"
คนเป็นพ่อมองหน้าลูกด้วยความโศกเศร้า
"ลูกมีอายุแค่แปดขวบ จะรีบจากไปไหน"
"หนูเป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยง ใครๆก็บอกว่าหนูเป็นเด็กไร้ค่า
โรคนี้มันเป็นโรคคนรวย พาหนูกลับบ้านเถอะ พ่อ....."

วันที่ 18 มิถุนายน หนูน้อยที่มีอายุแค่แปดขวบ
ใช้ปากกาเขียนบนประวัติคนไข้ที่แขวนอยู่ปลายเตียงว่า
"หนูขอสละสิทธิ์การเยียวยารักษา"
เธอไม่เคยขอร้องอะไรเลยจากพ่อ และนี่เป็นการขอร้องครั้งแรกในชีวิตเธอ

ในขณะเดียวกัน เธอก็ขอร้องพ่ออีกเป็นครั้งที่สอง
ช่วยพาเธอไปซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่สักชุด
แล้วขอถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก
เธอบอกพ่อว่า "เผื่อวันไหนหนูไม่อยู่แล้ว หากคิดถึงหนู พ่อยังเห็นหน้าหนูได้จากรูปถ่าย"

วันถัดมา พ่อพาเธอกลับออกจากโรงพยาบาล
พ่อให้คุณอาผู้หญิงพาเธอไปซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่
จ่ายไปทั้งหมดสามสิบหยวน ซื้อเสื้อผ้าให้เธอสองชุด
ชุดหนึ่งเป็นกางเกงขาสั้นแขนสั้นสีชมพูตามที่เธออยากได้
อีกชุดเป็นกระโปรงสีขาวจุดแดงที่คุณอาเป็นคนเลือกให้
เธอลองใส่แล้วก็ไม่อยากถอดมันออกอีก
ทั้งสามคนมาถึงร้านถ่ายรูป
เธอใส่เสื้อผ้าชุดใหม่พร้อมชูนิ้วสองนิ้วทำสัญลักษณ์รูปตัววี
แม้จะพยายามยิ้มให้กล้อง
แต่สุดท้ายก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่

เธอไม่สามารถไปโรงเรียนได้อีก
บ่อยครั้งที่เธอแบกกระเป๋านักเรียนยืนเหม่ออยู่หน้าหมู่บ้าน
ดวงตาเธอมีแต่คราบน้ำตา

ถ้าหากไม่ใช่นักข่าวหญิงที่ชื่อ โบ๋เยี่ยน แห่งหนังสือพิมพ์เฉินตูที่บังเอิญมารู้เรื่องนี้เข้า
เธอคงต้องจากโลกนี้ไปอย่างเงียบๆ
เหมือนดอกไม้ดอกเล็กๆที่ล่วงหล่นจากต้นสู่ดิน

คุณน้านักข่าวไปรู้รายละเอียดของเรื่องนี้จากโรงพยาบาล
เธอจึงตัดสินใจเขียนบทความเกี่ยวกับความน่าสงสารของหนูน้อย
หลังบทความเรื่อง "เด็กแปดขวบที่ขอจัดการเรื่องราวของชีวิตที่กำลังจะจากไป" ถูกตีพิมพ์ออกไป
ปรากฏว่าได้รับความสนใจและเห็นใจจากผู้อ่านอย่างกว้างขวาง
และยังถูกเผยแพร่สู่โลกโซเชียลมีเดียอย่างเร็วไว

มีการรณรงค์ให้มีการบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือเธอ
แค่เวลาสั้นๆเพียงสิบวัน ก็ได้รับเงินบริจาคจำนวนเกือบหกแสนหยวน
มันเกินเพียงพอสำหรับค่ารักษาของเธอ
แม้การบริจาคได้ยุติลงแล้ว แต่ก็ยังมีเงินบริจาคเพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ

เธอกลับเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง
คณะหมอเริ่มลงมือรักษาอย่างจริงจัง
ทุกคนเอาใจช่วยเธออย่างใจจดใจจ่อ
แฟนๆโซเชียลมีเดียส่งกำลังใจเข้ามาอย่างล้นหลาม

การผ่าตัดผ่านไปอย่างเรียบร้อยทุกขั้นตอน
การทำเคมีบำบัดได้เริ่มขึ้น
แต่เธอเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง
เธออวกแล้วอวกอีก แต่ใจเธอสู้เหลือเกิน
ความเข้มแข็งของเธอทำให้ทุกคนต้องทึ่ง
แต่อาการอวกของเธอไม่มีทีท่าจะลดลงเลย
แต่เธอก็ไม่ท้อ น้ำตาสักหยดก็ไม่มี
แววตาเธอมีแต่ความมุ่งมั่น แม้จะดูอ่อนหล้ามาก
เธอนิ่งสงบที่สุดเกินกว่าที่เด็กแปดขวบคนหนึ่งจะทำได้

ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งทุกวันนี้
เธอไม่เคยได้รับความรักจากแม่เลย
คุณหมอผู้หญิงที่เป็นเจ้าของไข้บอกกับเธอว่า
"หนูน้อย มาเป็นลูกสาวหมอเถอะ"
เธอมองหน้าหมออย่างซาบซึ้ง น้ำตาคลอเต็มเบ้า
เช้าวันรุ่งขึ้น พอคุณหมอเข้ามาตรวจไข้
เธอทักคุณหมอด้วยความเอียงอายว่า
"สวัสดีค่ะ คุณแม่"
คุณหมอตกตะลึงก่อนจะตั้งสติได้ รีบเข้าไปโอบกอดเธอ
"สวัสดีจ้า ลูกสาวคนเก่งของแม่"

ทุกๆคนรอฟังข่าวดีจากเธอ
คนมากมายนำดอกไม้และผลไม้ไปเยี่ยมเธอ
คนจากทั่วทุกสารทิศส่งกำลังใจให้เธออย่างอบอุ่นที่สุด

ระหว่างทางของการทำเคมีบำบัด
เธอต้องผ่านอุปสรรคนานับประการจากโรคแทรกซ้อน
มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร
มีการเกิดอาการช็อคถึงสองครั้ง
ติดเชื้อในกระแสเลือด
เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย
แต่โชคดีที่สามารถเอาชนะโรคต่างๆไปได้
คณะหมอทุ่มเทให้เธออย่างเต็มที่
ดูเหมือนโรคลูคีเมียของเธอจะสามารถควบคุมได้แล้ว
ทุกๆคนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเธอจะหายวันหายคืน

แต่ผลกระทบจากเคมีบำบัดมีมากเกินกว่าจะคาดหมาย
ถ้าเทียบสภาพกับเด็กคนอื่นแล้ว
พื้นฐานร่างกายของเธออ่อนแอกว่ามาก
แม้ทุกอย่างดูเหมือนจะผ่านพ้นไปแล้ว
แต่ร่างกายเธอยังอยู่ในสภาพย่ำแย่อย่างที่สุด

วันที่ 21 สิงหาคม เธอถามคุณน้านักข่าวว่า
"คุณน้าค่ะ ทำไมผู้คนจึงบริจาคเงินให้หนูเยอะแยะ"
"พวกเขาล้วนเป็นคนมีจิตใจดีงาม"
"หนูก็อยากเป็นคนที่จิตใจดีงามเช่นกัน"
"หนูเป็นเด็กดีที่มีจิตใจดีงามอยู่แล้ว ทำใจให้สบาย รักษาตัวให้หาย"

เธอหยิบสมุดจากใต้หมอนออกมา
บอกกับคุณน้านักข่าวว่า
"นี่คือจดหมายสั่งเสียของหนู"
คุณน้ารับสมุดมาด้วยมืออันสั่นเทา
เปิดดูก็เห็นข้อความเขียนอยู่บนหน้าแรก
นี่เป็นจดหมายสั่งลาจากเด็กแปดขวบคนหนึ่ง
จึงมีการใช้คำและตัวหนังสืออย่างถูกๆผิดๆ
พอจับใจความได้ว่า

"คุณน้าที่เคารพรัก

ก่อนอื่นหนูขอบคุณคุณน้าที่ยื่นมือเข้ามาช่วยหนู
ถ้าไม่มีคุณน้า หนูคงจากโลกนี้ไปนานแล้ว
หนูรักคุณน้าค่ะ

อยากฝากคุณน้าช่วยบอกพ่อหนูว่า
หนูรักคุณพ่อที่สุด หนูอยากเกิดเป็นลูกคุณพ่ออีกในชาติหน้า
แต่ขอเกิดเป็นลูกที่มีร่างกายแข็งแรง
จะได้อยู่กับคุณพ่อจนแก่จนเฒ่า
วานคุณน้าช่วยดูแลพ่อหนูแทนหนูด้วย

คุณน้าช่วยนำเงินบริจาคส่วนที่เหลือของหนู
บริจาคต่อให้เด็กที่ป่วยเป็นโรคเดียวกับหนู
อยากให้พวกเขาหายเจ็บหายป่วย
หนูขอขอบคุณทุกท่านที่กรุณาบริจาคเงินมาช่วยหนู
แต่หนูใช้เงินจากพวกท่านไปมากแล้ว
หนูรู้สภาพร่างกายของหนูดี
แม้หนูจะได้พยายามอย่างดีที่สุดแล้วก็ตาม
ขอขอบคุณทุกๆท่านอีกครั้ง

หนูอยากบอกว่า "หนูเคยมาที่นี่ และหนูเป็นเด็กดีมาก"

.......หวี เอี่ยน"

คุณน้านักข่าวอ่านจดหมายด้วยคราบน้ำตา
ได้แต่ปลอบว่าหนูอย่าคิดมาก ทุกอย่างจะค่อยๆดีขึ้น

วันถัดมา กระเพาะอาหารเธอมีเลือดออกอีกครั้ง
อาจเพราะตลอดเดือนที่ผ่านมาไม่มีอาหารตกถึงท้องเลย
เป็นครั้งแรกที่เธอ"แอบกิน"บะหมี่สำเร็จรูปเข้าไปก้อนใหญ่
ทำให้เลือดในกระเพาะไหลทะลัก
คุณหมอรีบให้เลือดทันที
เธอปวดท้องอย่างรุนแรง หน้าตาบูดเบี้ยว
ในที่สุด เธอก็หยุดร้องไห้ แล้วค่อยๆสงบลง
แล้วเธอก็จากไปอย่างสงบ
ด้วยวัยเพียงแปดขวบกว่าเท่านั้นเอง

ไม่มีใครอยากเชื่อว่านี่เป็นเรื่องจริง
นางฟ้าตัวน้อยจากพวกเขาไปแล้ว
ไม่มีเด็กคนไหนอีกแล้วที่สามารถสู้ด้วยใจที่เด็ดเดี่ยว
สู้ด้วยใจที่เปี่ยมความหวัง
แต่เธอก็ต้องพ่ายสังขารตัวเองในที่สุด

กระแสข่าวกระจายไปทั่วโซเชียลมีเดีย
มีแต่ข้อความแสดงความเสียใจ
"หนูน้อย แท้จริงหนูเป็นนางฟ้าจากสรวงสวรรค์
กางปีกน้อยๆของเจ้า แล้วจงบินกลับสู่สรวงสวรรค์อีกครั้ง......"

ในวันพิธีฝังศพของเธอ
ฝนตกพรำๆ ผู้คนมากันมากมาย
ต่างมาร่วมไว้อาลัยให้หนูน้อยผู้น่าสงสาร
ผู้ที่ตัดสินใจสละชีพตัวเองในที่สุด
เพื่อความอยู่รอดของเด็กคนอื่นบ้าง
เธอจากไปอย่างไม่โดดเดี่ยว
คุณพ่อคุณแม่จากทั่วทุกสารทิศมากล่าวคำอำลาให้เธอ

บนแผ่นหินสลักหน้าหลุมฝังศพ
มีรูปเธอพร้อมข้อความสั้นๆว่า
"ฉันเคยมาที่นี่ และฉันเป็นเด็กดีมาก....หวีเอี่ยน"
1996.11.30 - 2005.8.22

เพื่อทำตามเจตนารมณ์ของเธอ
เงินส่วนที่เหลือจึงได้แบ่งให้เด็กๆอีกเจ็ดคน
ทุกคนป่วยเป็นโรคเดียวกับเธอ
มีตั้งแต่ 2 ขวบจนถึง 14 ขวบ
ทุกคนมาจากครอบครัวที่ยากจน
และกำลังต่อสู้กับภัยมัจจุราชแห่งความตาย

ในที่สุด เด็กทั้งเจ็ดก็สามารถเอาชนะโรคร้ายได้
พ่อแม่พวกเธอสัญญาว่า จะเลี้ยงดูลูกให้เป็นคนดี
ให้ดูหนูหวีเอี่ยนเป็นแบบอย่าง
จะไม่มีวันลืมเธอจากความทรงจำ
และพ่อแม่ทุกคนสัญญาว่า
สักวันถ้าเด็กคนใดคนหนึ่งจากไปก่อนวัยอันควร
พวกเขาก็จะสลักข้อความบนหลุมฝังศพว่า

"ฉันเคยมาที่นี่ และฉันเป็นเด็กดีมาก"

www.facebook.com/Flintlibrary
“ขจรศักดิ์”
แปลและเรียบเรียง

Credit: แปลจาก www.wreich.co/blog/Sue
User avatar
rosa-lee
 
ตอบ: 2889
สมัครสมาชิก: Fri Jan 29, 2010 2:37 pm

กลับไปหน้า ห้องรับแขก

ผู้ที่กำลัง online

ผู้ที่กำลังอ่าน forum นี้: สมาชิก ไม่มีสมาชิก และ ผู้เยี่ยมชม 4 คน