ทหารในทุกสมรภูมิรบ

ใครมาใหม่เชิญทางนี้ก่อน ทักทาย ทดลองโพส

ทหารในทุกสมรภูมิรบ

Postโดย rosa-lee » Mon Apr 29, 2019 5:59 pm

...... ทหารในทุกสมรภูมิรบ.............
ระหว่างสงครามกลางเมืองในอเมริกา (1861-5) ผมเป็น
แพทย์ผ่าตัดในกองทัพบกฝ่ายเหนือ (Union) การรบ
ในสมรภูมิ เมืองเก็ตเบิร์ก(Gettysburg:july1-3,1963
เป็นการรบที่สูญเสียมากที่สุดคือเกือบ 6 หมื่นคนและ
เป็นจุดเปลี่ยนของสงคราม) รัฐเพนซิลเวเนียมีทหาร
บาดเจ็บนับร้อยคนถูกส่งมาในโรงพยาบาลที่ผมทำงาน
ในจำนวนนั้นมี 28 คนที่บาดเจ็บสาหัสและอยู่ใน
การดูแลของผมอย่างเร่งด่วนหนึ่งในจำนวนนั้นเป็น
เด็กหนุ่มมีหน้าที่เป็นคนตีกลองและเพิ่งเข้าประจำการ
ได้ 3 เดือนปกติก่อนการผ่าตัดผู้ช่วยผมมีหน้าที่ท
ำให้คนเจ็บสลบก่อนด้วยการให้คมคลอโรฟอร์ม
แต่เด็กหนุ่มคนนี้ปฏิเสธและเมื่อผู้ช่วยบอกว่าเป็น
คำสั่งของหมอเขาตอบว่า "ให้หมอมาคุยกับผมสิครับ”

ผมไปที่ข้างเตียงเขาและพูดว่า“ ทำไมปฏิเสธการใช้
คลอโรฟอร์มตอนที่หมอเห็นเธอนอนที่พื้นดินอยู่นั้น
เธออยู่ไกลมากจนหมอคิดว่าคงไม่คุ้มที่จะช่วยกัน
หามเธอมาที่นี้แต่ตอนที่หมอเห็นเธอเปิดตาสีน้ำเงิน
ทั้งสองอยู่นั้น หมอก็คิดว่าเธอคงมีคุณแม่อยู่ที่ไหน
สักแห่งที่กำลังคิดถึงเธออยู่หมอจึงไม่อยากปล่อย
ให้เธอตายในสนามรบและสั่งให้เขาหามเธอมาที่นี้
เธอเสียเลือดไปมากและคงจะทนกับการถูกตัดทั้ง
แขนและขาอย่างละข้างไม่ได้ถ้าไม่ได้คลอโรฟอร์มช่วย”

เขาจับมือผมและมองมาที่ตาพูดว่า“ คุณหมอครับ
บ่ายวันอาทิตย์วันหนึ่งที่โรงเรียนสอนศาสนาตอนนั้น
ผมอายุได้ 9 ขวบผมถวายดวงใจให้กับพระคริสต์นับ
แต่นั้นมาผมวางใจในพระองค์และถึงตอนนี้ผม
ก็ยังวางใจในพระองค์อยู่พระองค์ทรงเป็นพละกำลัง
และแรงบันดาลใจของผมพระองค์จะทรงช่วยผม
ตอนที่คุณหมอตัดแขนและขาของผมครับ"

เมื่อทราบความตั้งใจเด็ดเดี่ยวของเขาหมอจึงเสนอ
ทางเลือกใหม่ว่า“ ถ้าอย่างนั้นให้เธอดื่มบรั่นดี
ก็แล้วกันนะเขามองหน้าผมอีกครั้งหนึ่งพูดว่า“
คุณหมอครับตอนที่ผมอายุราว 5 ขวบคุณแม่มา
คุกเข่าข้างตัวผมพูดว่า“ ลูกชาลีจ๊ะแม่กำลังสวด
ขอพระเยซูเจ้าอย่าให้ลูกดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
เลยตลอดชีวิตพ่อของลูกเสียชีวิตเพราะติดเหล้า
แม่จึงสัญญากับพระว่าหากเป็นพระประสงค์ของ
พระองค์ที่จะให้ลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ละก็ขอ
ให้ลูกมีหน้าที่ตักเตือนผู้ใหญ่ในเรื่องนี้และจน
ถึงตอนนี้ผมอายุ 17 ปีแล้วผมยังไม่เคยดื่มอะไร
ที่แรงกว่าชาหรือกาแฟเลยขณะนี้ผมอยู่ในสภาพที่
มีโอกาสไปหาพระเจ้าอยู่มากทีเดียวแล้วคุณหมอ
จะให้ผมไปเฝ้าพระองค์โดยมีบรั่นดีที่อยู่ในกระเพาะ
อาหารหรือครับ”

ผมไม่มีวันลืมสายตาของเด็กหนุ่มคนนี้ได้เลย แต่ตอน
นั้นแม้ว่าผมเกลียดพระเยซูเจ้ามาก แต่ผมก็เคารพ
ความชื่อสัตย์ที่เขามีต่อพระผู้ไถ่ของเขาผมประทับใจ
ความรักและความวางใจที่เขามีต่อพระองค์ นอกจาก
นั้นผมยังถามเขาว่า “ต้องการพบอนุศาสนาจารย์ของเขา
หรือไม่”ซึ่งเขาตอบตกลง-เมื่ออนุศาสนาจารย์มาถึง ท่าน
จำหนุ่มคนนี้ได้ทันทีเพราะพบกันบ่อย ๆ ในเต็นท์ใหญ่
ระหว่างการสวดอธิษฐานก่อนนอนท่านจับมือเขาไว้พูดว่า
“ ฉันเสียใจที่เห็นเธออยู่ในสภาพเช่นนี้-ชาลีตอบว่า
" ผมไม่เป็นไรหรอกครับคุณหมอจะใช้คลอโรฟอร์ม
กับผมแต่ผมปฏิเสธต่อมาคุณหมอจะให้ผมดื่มบรั่นดี
ผมก็ปฏิเสธอีกและตอนนี้หากพระผู้ไถ่ทรงเรียกผม
ไปเฝ้า ผมก็พร้อมที่จะไปครับ "

อนุศาสนาจารย์จึงพูดว่า“ เธอยังไม่ตายหรอกแต่หาก
พระองค์ทรงเรียกเธอไปละก็มีอะไรที่ฉันพอจะช่วยได้
บ้างไหม" ชาลีตอบว่า“ ผมมีพระคัมภีร์เล่มเล็กอยู่
ใต้หมอนในนั้นมีที่อยู่ของคุณแม่ช่วยส่งไปให้คุณแม่
และเขียนบอกแม่ว่าตั้งแต่ผมจากบ้านมายังไม่มีวันไหน
เลยที่ผมไม่ได้อ่านพระคัมภีร์ทุกวันผมสวดขอให้พระ
ทรงอวยพรคุณแม่ไม่ว่าจะอยู่ในสนามรบหรือนอนอยู่
ในโรงพยาบาล "จากนั้นชาลีก็หันมาทางผมพูดว่า
“ คุณหมอครับผมพร้อมแล้วสำหรับการผ่าตัด ผมสัญญาว่า
จะไม่ส่งเสียงร้องใดๆ ขณะที่คุณหมอตัดแขนและขาของผม
ถ้าคุณหมอไม่ใช้คลอโรฟอร์มกับผม”

ผมให้สัญญาที่จะไม่ใช้คลอโรฟอร์มกับเขา ... ระหว่าง
การผ่าตัดชาลีไม่ร้องเลยแต่ตอนที่ผมหยิบเลื่อยตัด
กระดูกเขาใช้ปากกัดหมอนไว้และพึมพำจับความได้ว่า
“ ข้าแต่พระเยซูเจ้าขอถวายพระพรแด่พระองค์! ขอพระองค์
โปรดอยู่เคียงข้างผมด้วยในเวลานี้" ถูกแล้วเขารักษาสัญญา
และไม่ได้ส่งเสียงร้องใด ๆ เลย

คืนนั้นผมนอนไม่หลับพอผมหลับตาหูของผมได้ยินเสียงแว่ว
ดังก้องไปมาว่า“ ขอถวายพระพรแต่พระองค์: ขอพระองค์
โปรดอยู่เคียงข้างผมด้วย "กลางดึกคืนนี้ผมลุกขึ้นออกไป
ที่โรงพยาบาลเมื่อสอบถามก็ทราบว่าคนเจ็บที่ผมผ่าตัด
ในวันนั้นเสียชีวิตไป 16 คน" แต่ชาลียังมีชีวิตอยู่เขาหลับ
ราวกับเด็กทารก ตอน 3 ทุ่มมีสมาชิก 2 คนจากสมาคม
วายเอ็มซีเอ มาพร้อมกับอนุศาสนาจารย์พวกเขาอ่าน
พระคัมภีร์และร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าเพลงเพราะมาก
และชาลีก็ร้องตามด้วย

"ผมไม่เข้าใจเลยว่าชาลีซึ่งเพิ่งผ่านการตัดแขนและขา
สามารถร้องเพลงได้! 5 วันหลังการผ่าตัดชาลี ขอพบผม
และบอกว่า“ คุณหมอครับเวลาของผมมาถึงแล้วแต่ก่อน
ที่ผมจะจากไปผมขอขอบคุณ
คุณหมอด้วยใจจริงสำหรับความกรุณาทีมีต่อผมคุณหมอ
เป็นคนยิวที่ไม่นับถือพระเยซูเจ้าแต่คุณหมอจะกรุณาอยู่
เคียงข้างผมและมองผมจากไปเฝ้าพระองค์ในวาระสุดท้าย
ได้ไหมครับ" ... ผมอยากจะอยู่กับเขาแต่ผมไม่มีความกล้า
พอที่จะมองดูหนุ่มคริสตชนจากไปด้วยความยินดี ในความรัก
ของพระเยซูเจ้าซึ่งเป็นผู้ที่ผมถูกสอนมาให้เกลียดชังดังนั้น
ผมจึงรีบเดินออกจากห้องทันที. 20 นาที ต่อมาผู้ช่วยของผม
มาตามผมอีกว่า“ คุณหมอครับชาลีอยากพบคุณหมอครับ
เขาบอกว่าเขาต้องพบคุณหมอให้ได้เป็นครั้งสุดท้าย
ก่อนตายครับ”

เมื่อไม่รู้จะได้ตอบอย่างไรผมจึงตัดสินใจไปพบเขาตั้งใจ
จะไปพูดให้กำลังใจและปล่อยให้เขาจากไปโดยสงบ
ขณะเดียวกันผมก็ตั้งใจอย่างเด็ดขาดว่าต้องไม่ให้คำพูด
ของเขามีผลต่อจิตใจของผมในเรื่องที่เกี่ยวกับพระเยซูเจ้า--
เมื่อไปถึงก็พบว่าเขาอยู่ในสภาพใกล้เสียชีวิตแล้วผมจึง
นั่งลงที่ข้างเตียง เขาขอให้ผมจับมือเขาไว้และพูดว่า
"คุณหมอครับผมรักคุณหมอเพราะคุณหมอเป็นคนยิว
และคนที่ผมรักที่สุดในโลกที่เป็นคนยิว!"-ผมจึงถามเขาว่า
เขาหมายถึงใครก็ได้คำตอบว่า“ พระเยซูคริสตเจ้าครับ
คนยิวท่านนี้แหละที่ผมปรารถนาจะแนะนำให้คุณหมอรู้จัก
ก่อนที่ผมจะจากโลกนี้ไป คุณหมอให้สัญญากับผมได้
ไหมครับว่าคุณหมอจะไม่ลืมจนตลอดชีวิตถึงสิ่งที่ผมกำลัง
จะบอกคุณหมอต่อไปนี้"

ผมให้สัญญาจากนั้นเขาก็พูดว่า“ เมื่อ 5 วันก่อนตอนที่
คุณหมอตัดแขนและขาของผมอยู่นั้นผมได้สวดอธิษฐาน
ขอให้พระเยซูคริสตเจ้าโปรดช่วยให้คุณหมอกลับใจ "--
คำพูดของเขาตอกลึกลงในใจของผม ผมไม่เข้าใจเลยว่า
ในช่วงเวลาที่ผมเป็นผู้ทำให้หนุ่มคนนี้เจ็บปวดเป็นที่สุด
อยู่นั้นเขายังมีสติและไม่คิดถึงสิ่งอื่นใดนอกจากพระผู้ไถ่
ของเขาและการกลับใจของผม ผมไม่รู้จะตอบอย่างไร
จึงพูดไปว่า“ นี่พ่อหนุ่มอีกไม่นานเธอก็จะหายเป็นปกติแล้ว
" พอพูดเสร็จผมก็เดินจากเขาไป 20 นาทีต่อมาเขาก็หมด
ลมหายใจคำพูดสุดท้ายก่อนตายของเขาหยั่งลึกในจิตใจ
ของผมตอนนั้นผมเป็นเศรษฐีก็จริงแต่ผมยินดีใช้เงินที่มี
ทั้งหมดจนถึงเซ็นต์สุดท้ายเพื่อจะซื้อความรู้สึก
ต่อพระคริสตเจ้าอย่างเดียวกับที่ชาลีมี แต่ความรู้สึกเช่นนี้
ไม่อาจใช้เงินซื้อได้อนิจจา! ไม่นานต่อมาผมก็ลืมสิ่งที่เขา
พูดกับผมแต่ผมไม่เคยลืมหนุ่มชาลีเลยตอนนี้ผมรู้แล้วว่า
ในช่วงเวลานั้นผมจมปลักอยู่ในความบาปผมต่อต้าน
พระคริสตเจ้าด้วยทิฐิความเกลียดชังของคนยิวหัวแข็ง
มาเกือบ 10 ปีจนที่สุดคำภาวนาของหนุ่มชาลีก็เกิดผล
และพระเจ้าก็โปรดให้ผมกลับใจ

ราวปีครึ่งหลังจากที่ผมกลับใจผมไปร่วมสวดอธิษฐาน
ในค่ำวันหนึ่งเช่นที่ทำอยู่เป็นประจำที่เมืองบรูคลินผู้ร่วม
อธิษฐานคนหนึ่งเป็นสตรีสูงอายุลุกขึ้นกล่าวว่า“ เพื่อนรัก
ทุกท่านอาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ดิฉันสามารถเป็นพยาน
ถึงพระคริสตเจ้า คุณหมอของครอบครัวบอกดิฉัน
เมื่อวานนี้ว่าปอดทั้งสองข้างของดิฉันเกือบไม่เหลือแล้ว
คงจะเหลือเวลาไม่มากกับเพื่อน ๆ แต่เป็นเรื่องน่าชื่นชม
ยินดีจริงๆที่ดิฉันกำลังจะได้พบลูกชายและพระเยซู
ลูกชายของดิฉันไม่ได้เป็นทหารของประเทศเท่านั้นแต่
เป็นทหารของพระคริสต์ด้วยเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส
ในการรบ แพทย์ชาวยิวรักษาเขาด้วยการตัดแขน
และขาของเขา เขาเสียชีวิต 5 วันต่อมาอนุศาสนาจารย์
ที่นั้นส่งพระคัมภีร์ของเขาพร้อมแนบจดหมายมาให้
มีใจความว่าเมื่อใกล้จะตายลูกชาลีได้ส่งคนไปตาม
แพทย์ชาวยิวคนนั้นและพูดกับเขาว่าก่อนที่ผมจะจาก
โลกนี้ไปผมได้สวดอธิษฐานขอให้พระเยซูคริสตเจ้า
โปรดช่วยให้คุณหมอกลับใจ "... เมื่อผมได้ยินสตรีผู้นั้น
กล่าวถึงตอนนี้ผมไม่สามารถนั่งนึ่งได้อีกต่อไปผมลุกขึ้น
เดินตรงไปจับมือข้างหนึ่งของเธอและพูดว่า“ พี่สาวที่รักครับ
พระเป็นเจ้าทรงตอบรับคำอธิษฐานภาวนาของลูกชาย
ของคุณแล้ว ผมคือหมอชาวยิวคนที่ลูกชาลีของคุณสวด
อธิษฐานให้และพระผู้ไถ่ของเขาก็เป็นพระผู้ไถ่ของผมด้วย
ในตอนนี้ครับ”

****************

แปลและเรียบเรียง โดย กอบกิจ ครุวรรณ
User avatar
rosa-lee
 
ตอบ: 2924
สมัครสมาชิก: Fri Jan 29, 2010 2:37 pm

กลับไปหน้า ห้องรับแขก

ผู้ที่กำลัง online

ผู้ที่กำลังอ่าน forum นี้: สมาชิก ไม่มีสมาชิก และ ผู้เยี่ยมชม 5 คน