ทำไมเราต้องสวดสายประคำ จำเป็นไหม?

ใครมาใหม่เชิญทางนี้ก่อน ทักทาย ทดลองโพส
ตอบกลับโพส
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 3841
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

พฤหัสฯ. ก.ค. 22, 2021 7:26 pm

ทำไมเราต้องสวดสายประคำ จำเป็นไหม?
ทำไมชาวคาทอลิกจึงสวดสายประคำ (The Rosary)
การสวดบทภาวนาเดียวกันซ้ำหลายๆ ครั้ง เป็นวิธีปฏิบัติในบางศาสนา เพราะคิดว่าการสวดภาวนาซ้ำไปซ้ำมาจะได้ผลดีกว่า แนวคิดเรื่องการสวดซ้ำไปซ้ำมานั้นมีพลังเป็นต่อ ในเมื่อมีแรงศรัทธาร้อนรนช่วยเสริมด้วย
ในหมู่คริสตชนเช่นกัน มีการสวดซ้ำบทข้าแต่พระบิดาตั้งแต่ยุคกลาง บรรดาฤาษีชาวไอริช ที่ไปเป็นธรรมทูตในทวีปยุโรป ได้ตั้งกฎให้บรรดาภราดาฆราวาสในอารามสวดบทเพลงสดุดี 50 บท หรือ สวดบทข้าแต่พระบิดา 50 ครั้ง เพื่อฤาษีผู้ล่วงลับ ฆราวาสเองก็สวดบทข้าแต่พระบิดาซ้ำไปซ้ำมา แทนที่จะร้องเพลงสดุดี ดังนั้น การสวดบทข้าแต่พระบิดาซ้ำ 50 ครั้ง จึงเป็นบทสดุดีของฆราวาส การสวดซ้ำไปซ้ำมาจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสวดสายประคำ
มีเรื่องเล่าว่าพระนางพรหมจารีได้เผยแสดงเรื่องการสวดสายประคำให้นักบุญเบเนดิ๊ก (ค.ศ. 1170-1221) ท่านเป็นผู้ก่อตั้งคณะภราดานักเทศน์ ชื่อคณะดอมิมีกัน อย่างไรก็ตาม การสวดสายประคำนั้นค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นอย่างที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้
ตามรูปแบบการสวดบทข้าแต่พระบิดาซ้ำไปซ้ำมา 50 ครั้ง ในช่วงปลายศตวรรษที่ 12 ได้มีการสวดบทวันทามารีย์ 150 ครั้ง เป็นการแสดงความศรัทธาต่อพระแม่มารีย์ ซึ่งตรงกับการอ่านบทเพลงสดุดี 150 บทในพันธสัญญาเดิม ในช่วงต้นศตวรรษที่ 15 ฤาษีคณะคาร์ทูเซียน ชื่อดอมินิก แห่งพรุสเซีย ได้ทำให้การสวดสายประคำด้วยบทวันทามารีย์เป็นที่แพร่หลายออกไป ฤาษีคณะคาร์ทูเซียน อีกท่านหนึ่ง ชื่อ เฮ็นรี่ แห่งกัลการ์ ได้แบ่งการสวดสายประคำเป็นแบบ 10 เม็ด โดยมีการสวดบทข้าแต่พระบิดาขั้นทุกสิบเม็ด การรำพึงถึงพระธรรมล้ำลึกข้อต่างๆ ก็ถูกเสริมเข้าไปในการสวดสายประคำ ฤาษีคณะดอมินีกันท่านหนึ่ง ได้เขียนหนังสือ ชื่อ Our Dear Lady Psalter ในปี ค.ศ. 1483 ท่านกล่าวถึงพระธรรมล้ำลึก 15 ประการ
ในที่สุด พระศาสนจักรยอมรับการสวดสายประคำอย่างเป็นทางการ โดยพระสันตะปาปา ปีโอ ที่ 5 (ค.ศ. 1566-1572) ทรงประกาศในปี ค.ศ. 1569 สองปีหลังจากนั้น คือวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 1571 กองกำลังคริสตชนแห่งสหพันธ์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ ภายใต้การนำของนายกองชาวสเปน ชื่อ ดอน ยอห์น แห่งออสเตรีย ได้สยบกองกำลังเตริกต์ในสงครามเลปันโต ชัยชนะที่ได้นั้นเกิดจากพลังของการสวดสายประคำ พระศาสนจักรสากลจึงได้จัดวันฉลองแม่พระลูกประคำขึ้นในวันที่ 7 ตุลาคม โดยพระสันตะปาปา เคลเม็นต์ ที่ 11 (ค.ศ. 1667-1669) ทรงเป็นผู้ประกาศอย่างเป็นทางการ
การสวดสายประคำเป็นรูปแบบการสวดภาวนาแสดงความศรัทธาต่อแม่พระที่เรียบง่าย ใครๆ ก็สวดได้ นี่คือความศรัทธาของคริสตชนในประวัติศาสตร์พระศาสนจักร จึงเป็นที่นิยมกันทั่วโลกในหมู่ชาวคาทอลิกทั้งหลาย มีทั้งการสวดแบบออกเสียงและสวดในใจ ในขณะที่ริมฝีปากสวดบทวันทามารีอา ใจก็รำพึงถึงธรรมล้ำลึกต่างๆ
บรรดานักบุญที่ศรัทธาต่อการสวดสายประคำและหาทางเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักทั่วไป นักบุญที่น่าจะเอ่ยนาม คือ นักบุญ หลุยส์ มารีย์ กรีญอง เดอ มงฟอร์ต (ค.ศ. 1673-1716) ผู้ได้แต่งหนังสือเรื่อง the Secret of the Rosary (ความลับของสายประคำ) อันเป็นที่รู้จักกันดี
เรื่องสำคัญที่ควรกล่าวถึง คือ การประจักษ์มาของแม่พระที่ลูร์ดและฟาติมา โดยถือสายประคำ เป็นต้นที่ฟาติมานั้น แม่พระขอให้สวดสายประคำด้วยความศรัทธาร้อนรน แม่พระเผยแสดงให้เห็นถึงการจะได้อภิสิทธิ์พิเศษเมื่อสวดสายประคำ จึงเป็นต้นกำเนิดการแสดงความศรัทธาร้อนรนของบรรดาสัตบุรุษ
ประวัติการสวดสายประคำ
“การสวดสายประคำเป็นรูปแบบหนึ่งของการอุทิศตนแด่พระนางมารีย์ที่เป็นที่นิยมอย่างมาก ซึ่งเด่นชัดที่สุดในช่วงปลายศตวรรษที่ 12 ฤาษีคณะซิสเตอร์เซียนได้เริ่มในศตวรรษต่อมา และฤาษีคณะโดมินิกันซึ่งมีส่วนในการเผยแพร่อย่างมาก โดยมีความตั้งใจที่จะสู้กับคำสอนนอกรีต... เม็ดของสายประคำใช้เหมือนกับการวอนขอเช่นกัน ซึ่งมีการปรับให้ง่ายขึ้น และสร้างความสนใจให้มากขึ้น หลังจากนั้นมีการเริ่มการสวดด้วยการกล่าวถึงพระธรรมล้ำลึกแห่งชีวิตของพระเยซูเจ้าและพระนางมารีย์... นักบุญดอมินิกและบรรดานักพรตของท่าน ได้เทศน์สอนประชาชนในการแพร่ธรรมของท่านในเรื่องการสวดสายประคำเป็นอย่างมาก แต่ไม่ง่ายนักที่จะกำหนดรูปแบบที่แน่นอนในการปฏิบัติ และเผยแพร่รูปแบบหนึ่งที่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากสมเด็จพระสันตะปาปา ปีอุส ที่ 5 คือ กำหนดและให้มีรูปแบบเดียวกันในข้อความของบทวันทามารีอา”
พระนางพรหมจารีย์ได้ปลุกเร้าให้ประชาชนสวดสายประคำ ทั้งจากการประจักษ์ที่เมืองลูร์ด และฟาติมา
ในระหว่างสหัสวรรษที่ 2 สมเด็จพระสันตะปาปาได้สนับสนุนให้มีการวอนขอพระนางมารีย์ และตั้งแต่สมณสมัยของสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 13 ซึ่งได้รับพระนามว่า “พระสันตะปาปาแห่งสายประคำ” ทรงแนะนำให้ทุกคนสวดสายประคำ และทรงเพิ่มความสำคัญด้วยการประทานพระคุณการุณย์ในการสวดสายประคำด้วย
สมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ 2 ทรงอุทิศพระองค์เองเป็นพิเศษแด่พระชนนีของพระเจ้า ตราประจำพระองค์ก็มีอักษรตัวแรกของพระนาง (Totus tuus) เป็นการวิงวอนของพระนางพรหมจารีมารีย์ พระองค์ทรงมีสายประคำอยู่กับพระองค์เสมอ และสวดเป็นประจำ สมณสาสน์เรื่องการสวดสายประคำเป็นสิ่งที่ยืนยันอย่างมั่นคงถึงความนับถือของพระองค์ต่อการสวดสายประคำ
สายประคำ
สายประคำ หรือ “มงกุฎดอกกุหลาบ” เป็นการสวดภาวนาแบบไตร่ตรองถึงชีวิตของพระเยซูเจ้า ซึ่งเกี่ยวพันกับการรำพึงไตร่ตรองเหตุการณ์ในพระวรสาร พระธรรมล้ำลึกที่เกี่ยวกับพระนางมารีย์ การสวดสายประคำมิใช่อะไรอื่นนอกจากการเพ่งพินิจดูพระพักตร์ของพระคริสตเจ้าพร้อมกับพระแม่มารีย์”
การสวดสายประคำมีมานานหลายศตวรรษ มีนักบุญจำนวนมากรักการภาวนาแบบนี้ พระศาสนจักรผู้มีอำนาจสอนก็ส่งเสริมเชิญชวนคริสตชนให้ภาวนาด้วย
มีเหตุการณ์หลายอย่างที่เชื่อมโยงกับพระนางพรหมจารีย์มารีย์ซึ่งพระนางได้ส่งเสริมให้สวดสายประคำ ทุกคนมีอิสระที่ได้รับประโยชน์จากสารของเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้
บทรำพึงในหนังสือเล่มนี้อยู่บนพื้นฐานของพระคัมภีร์ คำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิกและสมณสารเรื่องการสวด สายประคำ ของสมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ 2
นี่เป็นวิธีการที่รับรองด้วยความซื่อสัตย์ที่วางไว้ในความเชื่อ
สมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ 2 ได้ทรงเพิ่มเติมมิติทางคริสตวิทยาของสายประคำ โดยเพิ่ม พระธรรมล้ำลึกแห่งความสว่าง ซึ่งเป็นเหตุการณ์เกี่ยวกับพระชนมชีพเปิดเผยของพระคริสตเจ้า ด้วยเหตุผลนี้จึงสามารถกล่าวได้อย่างแท้จริงว่า การสวดสายประคำเป็นการ “สรุปพระวรสาร”
การสวดสายประคำเป็นการภาวนาแบบใด
ในพระสมณสาสน์ เรื่องการสวดสายประคำ ของสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ทรงเขียนไว้ว่า “เนื่องจากการสวดสายประคำเริ่มต้นจากประสบการณ์ของแม่มารีย์ จึงเป็นการภาวนาแบบเพ่งพินิจที่วิเศษสุด ถ้าหากว่าการสวดสายประคำขาดมิติการเพ่งพินิจนี้แล้ว ก็จะไม่มีความหมายอะไร ดังที่สมเด็จพระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6 ทรงเตือนไว้อย่างชัดเจนว่า “ถ้าการสวดสายประคำไม่มีการเพ่งพินิจ ก็เป็นเหมือนร่างกายไร้วิญญาณ และการสวดก็จะกลายเป็นการท่องสูตรอย่างเครื่องจักร”
การสวดสายประคำ ซึ่งเป็นการพูดซ้ำ การคาดคะเนล่วงหน้าถึงความเชื่อที่มีพลัง และความรักจริงใจต่อพระคริสตเจ้าพระผู้ไถ่กู้ และพระนางพรหมจารีมารีย์
“การสวดสายประคำไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากวิธีการเพ่งพินิจแบบหนึ่ง ในฐานะที่เป็นวิธีการ จึงเป็นเพียงอุปกรณ์ที่นำไปสู่จุดหมาย และจะเป็นจุดหมายไปไม่ได้ ถึงกระนั้นในฐานะที่เป็นผลจากประสบการณ์นานหลายศตวรรษ วิธีการนี้จึงต้องไม่ถูกมองว่าไม่สำคัญ ประสบการณ์ของบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์จำนวนมากเป็นพยานได้ในเรื่องนี้”
kamsonbkk.com
ทำไมต้องสวดสายประคำตามแนวหนังสือคำสอนพระศาสนจักร
หนังสือคำสอนพระศาสนจักร เริ่มต้นให้เหตุผลว่า ทำไมคริสตชนถึงต้องสวดสายประคำด้วยข้อความที่มาจากนักบุญลูกา “มนุษย์ทุกสมัย จะเรียกข้าพเจ้าว่าผู้มีบุญ” (ลก.1:48) อธิบายต่อด้วย...
“ความศรัทธาของพระศาสนจักรต่อพระนางพรหมจารีมารีอา เป็นสิ่งที่อยู่ในเนื้อแท้แห่งพิธีคารวะบูชาของคริสตศาสนา” “พระแม่มารีย์” ได้รับการยกย่องให้เกียรติอย่างสมควรจากพระศาสนจักร ในพิธีคารวะที่จัดขึ้นเป็นพิเศษ และแท้จริงแล้ว ตั้งแต่ยุคสมัยก่อนโน้น
แม่พระก็ได้รับเกียรติให้ได้รับตำแหน่ง “พระมารดาของพระเจ้า” สัตบุรุษพากันไปหลบอยู่ภายใต้การคุ้มครองของพระแม่ วิงวอนขอให้พระแม่ช่วยเมื่อตกอยู่ในอันตราย หรือเมื่อขาดแคลนสิ่งใด.. พิธีคารวะพระมารดานี้... แม้ว่าจะมีลักษณะไม่ซ้ำแบบใคร แต่ก็แตกต่างในสาระสำคัญอยู่มิใช่น้อย จากพิธีนมัสการบูชาที่ถวายแด่พระวจนาตถ์ผู้รับเอากาย รวมทั้งพระบิดาและพระจิต เป็นพิธีที่เหมาะสม อย่างยิ่งยวดแก่การรับใช้พระวจนาตถ์
มีการแสดงออกอยู่ในงานฉลองทางพิธีกรรมที่จัดถวายแด่พระมารดาของพระเจ้า และในบทภาวนาถวายแม่พระ เช่น การสวดสายประคำ “อันเป็นบทย่อของพระวรสารทั้งอัน” ในความสัมพันธ์กับพระมารดาของพระเจ้า 1
จากหนังสือคำสอนพระศาสนจักร จะเห็นว่า พระศาสนจักรสอนให้คริสตชนถวายเกียรติแด่พระแม่มารีย์ในฐานะที่เป็น “พระมารดาของพระเจ้า” และการสวดสายประคำเป็นการแสดงออกถึงสายสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคริสตชนและมารดาของพระเจ้า
ในการภาวนาสายประคำ พระจิตเจ้ารวมเราไว้กับพระบุตรแต่องค์เดียว ในความเป็นมนุษย์ที่ได้รับพระสิริแล้ว ซึ่งโดยทางการภาวนาของเราฐานะบุตรรวมเราเข้าในพระศาสนจักร พร้อมกับพระมารดาของพระเยซูเจ้า 2
ด้วยเหตุนี้พระศาสนจักร จึงบอกว่า “สัตบุรุษพากันไปหลบอยู่ภายใต้การคุ้มครองของพระแม่ วิงวอนขอให้พระแม่ช่วยเมื่อตกอยู่ในอันตราย หรือเมื่อขาดแคลนสิ่งใด.. พิธีคารวะพระมารดานี้..” ในหนังสือบุตรสิรา ได้เขียนว่า “บุตรที่ให้เกียรติมารดาก็เหมือนกับสะสมทรัพย์สมบัติไว้...เมื่อเขาอธิษฐานภาวนา พระเจ้าก็จะทรงฟังเขา” (บุตรสิรา 3:4-5)
หนังสือคำสอนพระศาสนจักร ได้ยืนยันว่า ในฐานะพระแม่พระมารีย์ เป็นมารดาของพระเป็นเจ้า เปรียบเสมือนเป็นมารดาของคริสตชนด้วย “พระนางพรหมจารีมารีอา... เป็นที่ยอมรับและเป็นที่เคารพในฐานะพระมารดาที่แท้จริงของพระเจ้าและพระผู้ไถ่... พระนางยังเป็น “มารดาของบรรดาสมาชิกของพระคริสต์อย่างแท้จริง” 3
เมื่อคริสตชนได้ถวายเกียรติแด่พระแม่พระมารีย์ เสมือนให้เกียรติมารดาของเรา...เราก็ได้สะสมทรัพย์สมบัติในสวรรค์แล้ว
พระนางมารีย์เป็นผู้ภาวนาที่สมบูรณ์ เป็นภาพลักษณ์ของพระศาสนจักร เมื่อเราภาวนาต่อพระนาง เรายึดแผนการของพระบิดา ผู้ส่งพระบุตรมาช่วยมนุษย์ทั้งมวลให้รอด เราต้อนรับพระมารดาของพระเยซูเข้ามาในบ้าน เหมือนศิษย์ที่พระองค์ทรงรัก (เทียบ ยน.19:27) เพราะพระนางกลายเป็นมารดาของทุกสิ่งที่มีชีวิต เราสามารถภาวนากับพระนางและถึงพระนาง คำภาวนาของพระนางค้ำจุนคำภาวนาของพระศาสนจักร และทำให้เป็นหนึ่งเดียวกันในความหวัง 4
ดังนั้น เหตุผลที่ต้องสวดสายประคำเพราะพระแม่มารีย์ เป็นมารดาพระเป็นเจ้า เป็นมารดาของเราด้วย คริสตชนแสดงความเคารพและถวายเกียรติแด่พระแม่มารีย์ด้วยการภาวนาสายประคำ...
"เพราะพระนางมารีย์ร่วมงานกับพระจิต พระศาสนจักรจึงรักที่จะภาวนาในความสัมพันธ์กับพระนางมารีย์พรหมจารี เพื่อสรรเสริญสิ่งมหัศจรรย์ที่พระเป็นเจ้ากระทำสำหรับพระนาง และมอบคำเสนอวิงวอนและการสรรเสริญแด่พระนาง"
kamsonchan.com
หลายคนคงเคยสงสัยว่าเป็นคาทอลิกแล้วจำเป็นไหมที่จะสวดสายประคำหรือที่จะต้องขอคำภาวนาจากแม่พระเสมอไปหรือ? แล้วเราสามารถขอพระเจ้าโดยตรงได้หรือไม่
คำตอบคือ ได้ แต่การวอนขอผ่านทางแม่พระเราก็ขอในนามพระเจ้าก่อนคือการทำเครื่องหมายกางเขนกล่าวว่าเดชะพระนามพระบิดาพระบุตรพระจิต หลายท่านอาจวอนขอพระเจ้าโดยตรงและจากการได้ศึกษาคำสอนพระศานจักร เเละพระคำภีร์มากขึ้นก็ทำให้เมั่นใจ การขอผ่านทางเเม่พระนั้นไม่ได้เป็นการลดทอนพระเยซูเจ้าเลย เพราะพระเยซูรักเเม่พระมาก เเละมอบแม่พระให้เป็นเเม่ของเรา การภวานาผ่านเเม่พระไม่ผิดจากพระคัมภีร์เลย
"เป็นธรรมดาที่พระเยซูคริสตเจ้าจะทรงพาเราไปหาพระบิดา และก็เป็นธรรมดาที่พระเเม่มารีย์พรหมจารี จะพาเราไปหาพระเยซูเจ้า" (นักบุญหลุยส์ มารีย์.เดอมงฟอร์ต) แม่พระภวานาเพื่อเราในพระนามของพระบุตรของพระนางคือพระเยซูคริสตเจ้า ซึ่งเป็นทั้งพระเจ้าเเท้เเละมนุษย์เเท้ การสวดสายประคำก็คือการรำพึงพระคัมภีร์เเละพระธรรมลํ้าลึกของพระเยซูเจ้า พร้อมๆกับเเม่พระ เพราะพระนางเป็นเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับพระเยซูมากที่สุดในแผนการไถ่กู้มนุษย์
การสวดสายประคำเป็นกิจศรัทธาส่วนตัว และถ้าใครไม่อยากสวดก็ทำได้
การภาวนาผ่านทางแม่พระสามาถทำได้ เเต่ไม่ได้บังคับ ให้ภาวนาผ่านทางเเม่พระเท่านั้น หรือทุกครั้งไป
ถ้าอยากจะภาวนาต่อพระเจ้าโดยตรงเลยก็ได้ เหมือนนักบุญหลายๆท่าน
ท่านก็ภาวนาต่อพระเยซูโดยตรงเเต่ท่านก็รักแม่พระเหมือนกัน
หรือมีนักบุญบางท่านมีความศรัทธาต่อเเม่พระเป็นพิเศษท่านจึงมีบทภาวนาต่อเเม่พระ
ส่วนตัวแล้วคิดว่าเวลาตัวเองภาวนาก็ภาวนาผ่านทางพระเจ้าโดยตรง เเล้วก็จะภาวนากับเเม่พระว่าช่วยวิงวอนเทอญ ซึ่งขึ้นอยู่กับรูปแบบความศรัทธาของเเต่ละคน พระศาสนจักรไม่ได้สอนว่าอะไรอะไรก็ต้องสวดผ่านแม่พระเท่านั้น ขอเพียงเราภาวนาอธิษฐานด้วยความเชื่อ ความรักความศรัทธา และจริงใจไม่ว่าเราจะภาวนาผ่านใคร พระเจ้าจะทรงรับรู้ได้อย่างแน่นอน อย่าให้ความคิดที่แตกต่างเพียงเล็กๆน้อยมาทำให้การเป็นลูกของพระเจ้าของเราทุกคนต้องแตกแยกและทะเลาะกันเลย
โดยส่วนตัวแล้ว ข้าพเจ้าเชื่อว่าการสวดสายประคำเป็นสิ่งที่ดีต่อชีวิตและจิตใจของข้าพเจ้า การภาวนาของแต่ละคนก็ย่อมมีรูปแบบและความแตกต่างกันไป ส่วนเราคริสตชนเติบโตมาก็ได้รับรู้และเรียนรู้การสวดสายประคำ สมัยเด็กข้าพเจ้าอาจจะไม่ค่อยใส่ใจในการสวดสักเท่าไหร่ เหมือนกับการท่องจำ แต่เมื่อเติบโตขึ้น ในชีวิตต้องพบเจอกับเรื่องราวมากมาย บางครั้งเราได้หลงลืมสิ่งนี้ไป นั่นคือการสวดสายประคำ และเมื่อใดก็ตามที่ข้าพเจ้าได้สวดสายประคำอย่างตั้งใจ ข้าพเจ้าสัมผัสได้ว่าข้าพเจ้าจะสามารถพบทางออกและมีคำตอบให้กับปัญหาชีวิตทุกครั้ง และการสวดสายประคำไม่ใช่ว่านึกอยากจะทำแต่เฉพาะช่วงเวลาที่ชีวิตยากลำบากเท่านั้น ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ เราควรสวดอย่างสม่ำเสมอ โดยส่วนตัวแล้วข้าพเจ้าคิดว่า เราสามารถทำได้ทุกที่ ทุกเวลา และเราควรหาเวลา อย่าเรียกว่าสละเวลาเลย เพราะในชีวิตของเราคริสตชน ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าเวลาที่เราจะพูดคุยกับพระเจ้าอีกแล้ว เราไม่ควรใช้ชีวิตแบบแค่ผ่านไปวันๆ แต่ให้เราตระหนักถึงการประทับอยู่ของพระเจ้าในทุกๆวันในชีวิตของเรา ขอบคุณพระองค์ทุกๆสถานการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ข้าพเจ้าจะให้เวลาไม่ว่าจะมากหรือน้อย ข้าพเจ้าจะพยายามสวดเพื่อเป็นการขอบพระคุณต่อพระเจ้า ผ่านการวิงวอนของพระแม่และพระเยซูเจ้า และข้าพเจ้ารู้สึกว่า การที่ข้าพเจ้าให้เวลากับการภาวนา ก็เหมือนกับว่าข้าพเจ้าได้ใช้เวลาในการบอกรักพระบิดาบนสวรรค์ของข้าพเจ้าด้วยเช่นกัน
สำหรับข้าพเจ้าแล้วสายประคำ เป็นได้ทั้งอาวุธไว้ป้องกันภัยและเป็นพระพรที่ติดตามตัว ไม่ว่าเราจะอยู่ในอารมณ์แห่งความสุขความเศร้าความเหงาความโลภความหลงความโมโห หรือเมื่อไหร่ก็ตามที่เราห่วงใยคนที่เรารัก ไม่ว่าดีหรือร้ายสายประคำเป็นอาวุธ และพระพรประจำตัว สามารถพกไปด้วยทุกที่สามารถสวดได้ทุกที่ทุกเวลาและไม่ว่าข้าพเจ้าจะสวดเมื่อไหร่ ก็จะรู้สึกดีและรับรู้ได้ทันทีว่าพระพรอยู่รอบกายเราจริงๆ ไม่เคยโดดเดี่ยวเลย อุ่นใจเสมอ
ขอพระเจ้าอวยพรทุกท่าน
ตอบกลับโพส