คริสเตียนทุกนิกายต่างหาเหตุผลของตนเองในการให้ความเคารพแม่พระ

คริสตสัมพันธ์ เอกภาพในคริสตศาสนา
ภาพประจำตัวสมาชิก
Holy
Defender of lawS
Defender of lawS
โพสต์: 10008
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ม.ค. 17, 2005 3:06 pm

พุธ เม.ย. 20, 2005 3:56 am

ชาว คริสเตียนทุกนิกายต่างพากันหาเหตุผลของตนเองในการให้ความเคารพต่อมารดาของ พระเยซูเจ้า


จาก Time Magazine
March 2005


รูปภาพ

วันทามารีอา
ชาวคริสเตียนทุกนิกายต่างพากันหาเหตุผลของตนเองในการให้ความเคารพต่อมารดาของพระเยซูเจ้า


การเปลี่ยนแปลงในเชิงเทววิทยา ชาวโปรแตสแตนท์หันมาให้ความสำคัญ และ ความเคารพต่อพระนางพรหมจารีย์มารีอา พระมารดาของพระเยซูเจ้า

รูปภาพ

วันทามารีอา

พระนางประทับแทบเชิงกางเขน แต่ชาวโปรแตสแตนท์แทบจะไม่เคยเอ่ยถึงพระนางเลยในช่วงอีสเตอร์ หรือช่วงเวลาอื่นๆ แต่ทั้งหมดกำลังจะเปลี่ยนไป


โดย เดวิด วาน เบียมา

ศิษยาภิบาล ไบรอัน แมคไกวร์ ได้รู้ล่วงหน้าเมื่อ30ปีก่อนหรือเปล่าหนอ ว่าตัวเองอาจต้องเผชิญหน้ากับสมาชิกโบสถ์บางคนที่น่ารำคาญจริงๆ เพราะใครบางคนเมื่อ445ปีก่อนได้ทำให้ความเชื่อพื้นๆบางอย่างคาราคาซังจนทุกวันนี้

ศิษยาภิบาลอายุ 35 ปี กำลังสังเกตที่ปฏิทินและพบว่าวันฉลองเทวดาแจ้งสารในปีนี้ดูแปลกไป เพราะปรกติวันฉลองเทวดา กาเบรียล แจ้งสารแก่พระนางพรหมจารีมารีอามักจะเป็นวันที่ 25 มีนาคม นั่นคือ 9 เดือนก่อนวันคริสต์มาส แต่ในปีนี้วันที่ 25 เมษายน กลับตรงกับวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์(วันที่พระเยซูสิ้นพระชนม์)ด้วย ในขณะที่คริสตชนทุกนิกายระลึกถึงวันพระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์บนกางเขนในวันเดียวกัน

นิกายโรมันคาทอลิกให้ความสำคัญทั้งสองวันสำคัญนี้ ในปีนี้ทางคาทอลิคจึงเลื่อนวันฉลองเทวดาแจ้งสารแก่พระนางมารีย์เป็นวันที่ 4 เมษายน แทน

แม็คไกวร์ ศิษยาภิบาลของคณะเพรสไบทีเรียน แห่ง เวสท์ มินสเตอร์ ในเซเนีย โอไฮโอ นั้นไม่ใช่คาทอลิก แต่ในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังจะมาถึงนี้ เขาคิดว่าแทนที่จะเทศนาเรื่องของพระเยซูเพียงอย่างเดียว เขาน่าจะรวมเรื่องของพระนางมารีย์ พระมารดาของพระองค์เข้าไปในบทเทศน์ด้วย

“นี่เป็นโอกาสแห่งบทเทศน์ที่ไพเราะห์สวยงามยิ่ง ถ้าคุณพบว่าวันที่พระองค์เสด็จมาในโลกและเสด็จออกจากโลกเผอิญเป็นวันเดียวกัน” แม็คไกวร์อธิบาย “พระนางมารีย์ก็ทรงมีส่วนร่วมในทั้งสองเหตุการณ์ เพราะพระนางคือสานุศิษย์คนแรกและคนสุดท้ายในชีวิตของพระองค์”

การตัดสินใจประสาน วันฝังสิ้นพระชนม์พระเยซูบนปฏิทินคริสเตียน เข้ากับวันฉลองของพระนางมารีย์ของแม็คไกวร์นั้น ได้สร้างความตกตะลึงให้กับคริสต์ศาสนิกชนโปรแตสแตนท์ที่ร่วมฟังการเทศนาเป็นพิเศษ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Holy
Defender of lawS
Defender of lawS
โพสต์: 10008
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ม.ค. 17, 2005 3:06 pm

พุธ เม.ย. 20, 2005 4:01 am

เป็นเวลากว่า 300 ปี ก่อนช่วงค.ศ. 1900 โดยประมาณ ที่ชาวโปรแตสแตนท์ยกพระนางมารีย์ให้เป็นพระมารดาของพระเยซูคริสต์อย่างมิอาจปฏิเสธได้ โดยไม่มีความคิดที่จะยกเทิดทูนแม่พระแบบแนวคิดบูชาแม่พระ (Mariolatry) ที่ยกแม่พระอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับพระเยซูคริสต์ ที่บางคนเข้าใจว่าเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งกับฝั่งคาทอลิก

เบเวอร์รี่ กาเวนต้า ศาสตราจารย์ภาควิชาพระคัมภีร์ศึกษา ภาคพันธสัญญาใหม่ ที่พรินเซตอน ได้ให้คำจำกัดความว่าพระแม่มารีย์นั้นเป็นเหยื่อแห่ง “การสมคบคิดกันที่จะนิ่งเงียบเฉยของทางโปรแตสแตนท์ ทั้งในด้านศาสนศาสตร์ การนมัสการ และการตีความพระคัมภีร์”

รูปภาพ

เรายืนยันเรื่องนี้ได้จากประสบการณ์ของ แคธลีน นอริส นักประพันธ์ผู้เคยเขียนเกี่ยวกับสิ่งที่เธอถูกสั่งสอนมาว่า “เราดึงพระแม่มารีย์ออกจากคริสต์มาส (ดึง Mary ออกจาก Christmas) และแพ็คพระนางลงในกล่องจนกว่าจะถึงปีหน้า เราปฏิเสธบทบาทของพระนางในระบอบธรรมประเพณีของโปรแตสแตนท์ และรังเกียจเหยียดหยามการเคารพยกย่องพระนางอย่างออกนอกหน้าของชาวคาทอลิก”
ภาพประจำตัวสมาชิก
Holy
Defender of lawS
Defender of lawS
โพสต์: 10008
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ม.ค. 17, 2005 3:06 pm

พุธ เม.ย. 20, 2005 4:04 am

แต่เรื่องทั้งหมดนี้กำลังเริ่มที่จะเปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่ในเชิงเทวศาสตร์ หรือ ในหมู่บรรดานักเทววิทยาเท่านั้น ที่ เซเนีย โอไฮโอ นั้น รายการวิทยุช่วงครึ่งเช้าจะเป็นเรื่องสนทนาเกี่ยวกับเรื่องทางศาสนา ใน เวสท์มินสเตอร์ สมาชิกคณะสงฆ์ที่มีสมาชิกร่วม 300 ชีวิต ที่ปกติล้วนมีสมาชิกเป็นผู้สูงอายุและวัยกลางคนเสียส่วนมาก แต่ก็มีคนหนุ่มสาวอยู่บ้างจำนวนหนึ่ง พักหลังพวกเขาได้มาร่วมในชั่วโมงพระคัมภีร์ของ รีฟ แม็คไกวร์ ร่วมกับคนอื่นๆ ด้วยความซาบซึ้งตรึงใจในทัศนคติที่แม็คไกวร์มีต่อพระแม่มารีย์

“ฉันคิดมาเสมอว่าพระนางคือสานุศิษย์คนแรกของพระเยซูคริสตเจ้า”
โครินเน่ ไวท์เซล วัย 74 กล่าว


“การสวดสายประคำ และ บทวันทามารีอา อาจไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสม แต่ความอ่อนน้อมถ่อมตน ถวายทุกอย่างตามน้ำพระทัยพระเป็นเจ้าของพระนางนั้นเป็นหนึ่งในสิ่งที่งดงามที่สุดของพระนาง”
กลอเรีย วูลฟ์ วัย 78 กล่าว


“เราเติบโตมาในยุคที่สตรีเพศไม่มีสิทธิที่จะได้รับเลือกเป็นผู้อาวุโสของโบสถ์ ดังนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่จะสอนเด็กสาวสมัยนี้ถึงตัวอย่างของวีรสตรีที่เป็นแบบอย่างดีๆของชาวเราอย่างพระนาง”
จอห์น เบิร์ทช วัย 75 กล่าว“แม็คไกวร์ คนนี้เป็นหน้าใหม่ แต่เขามีความคิดที่น่าสนใจมากทีเดียว ดังนั้นเราจึงฟังสิ่งที่เขาพูดด้วยความตั้งใจ และเปิดใจของเราพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง”


รูปภาพ
การตอบรับความเชื่อ
แม็คไกวร์ผู้ก่อตั้งคณะเพรสไบทีเรียนใน โอไฮโอ ได้เปิดรับ และ เน้นย้ำบทบบาทของพระนางมารีย์ในพระคัมภีร์มากขึ้น
ภาพประจำตัวสมาชิก
Holy
Defender of lawS
Defender of lawS
โพสต์: 10008
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ม.ค. 17, 2005 3:06 pm

พุธ เม.ย. 20, 2005 4:07 am

การเปลี่ยนแปลงนี้ดูจะเป็นเรื่องที่แปลกของทางโปรแตสแตนท์ กำแพงยาวที่ปิดกั้นเรื่องแม่พระดูเหมือนค่อยๆถูกกรัดกร่อนผุพังลงทีละน้อย ๆ ไม่ใช่ว่า ชาวโปรแตสแตนท์จะจู่ ๆ เปลี่ยนมาเป็นคาทอลิกกันหมด แต่เป็นการค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง เปิดใจยอมรับทีละนิดผ่านการแสดงออกต่างๆ ไม่ใช่ด้วยการร้องเพลง วันทาพระราชินี(Salve Regina) รำพึงสายประคำ การวิงวอนขอความช่วยเหลือจากพระนางผ่านคำขึ้นต้น วันทามารีอา จนจบ “โปรดภาวนาเพื่อเราคนบาป บัดนี้และเมื่อจะตาย” แต่การเติบโตเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ค่อย ๆ เกิดเพิ่มขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อย ในกลุ่มนักคิดคริสตศาสนิกชนนิกายอื่นๆที่ไม่ใช่คาทอลิก หรือ ออร์โธด๊อกซ์ ได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ธรรมประเพณีที่หลากหลาย ได้ค่อย ๆ เปลี่ยนและนำพระนางเข้าสู่สนามที่ชาวโปรแตสแตนท์ภูมิใจมากที่สุด คือ “การอ่านพระคัมภีร์ให้ครบถ้วน ตีความพระคัมภีร์อย่างระมัดระวัง”

มีข้อถกเถียง การพูดถึง เรื่องของพระนางมารีย์ปรากฏบนหน้าหนังสือ งานเขียน และ บทความวิชาการดัง ๆ ต่าง ๆ เรื่องนี้เคยถูกนำขึ้นปกนิตยสาร คริสเตียนวันนี้ (Christianity Today) โดยพาดหัวว่า “พระแม่มารีย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์แห่งพันธสัญญาใหม่” รวมถึงมีการลงนิตยสาร คริสเตียนศตววรษนี้ (Christian Century) กับหัวข้อว่า “พระแม่มารีย์สำหรับชาวโปรแตสแตนท์” การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะเกิดกับที่โบสถ์ในเซเนีย กับกรณีของศิษยาภิบาล แม็คไกวร์ นั้นเท่านั้น ที่โบสถ์ในชิคาโก้ ศิษยาภิบาล จอห์น บูคานัน ก็มักจะปิดท้ายข้อความด้วย “วันทามารีอา… ผู้เปี่ยมด้วยพระพรท่ามกลางพวกเราทั้งหลาย”

สิ่งเหล่านี้อาจจะไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้ถ้าเป็นในช่วงเวลาอื่น โรเบิร์ต จอห์นสัน ผู้ประพันธ์ตำราเทววิทยาอย่างเป็นระบบ (Systematic Theology) ได้หัวเราะ หึ หึ เบา ๆ เมื่อเขาถูกถามว่าจะเป็นไปได้ไหมที่ศิษยาภิบาลเยาวชนลูเธอร์รันของเขา จะยอมรับและภาวนาวิงวอนกับพระนางมารีย์

“ศิษยาภิบาลของผมคงจะรู้สึกตกใจกลัวน่าดู”
เขากล่าว และเสริมว่า
“ศิษยาภิบาลที่ว่าคือพ่อของผมเองแหละ”

รูปภาพ

เทวทูตถือสารแจ้งข่าวประเสริฐ : ชาวโปรแตสแตนท์จำนวนมากมองเรื่องเทวดากาเบรียลถือสารมาแจ้งเรื่องการตั้งครรภ์พระผู้ไถ่นี้ในฐานะตัวอย่างของการประสานสัมพันธ์กับองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าผู้ประทานของขวัญแห่งพระเมตตาลงมายังผู้ต่ำต้อยที่สุภาพถ่อมตนที่สุด ข้อสงสัยและคำถามของพระนางที่มีกับเทวดากาเบรียล และการยอมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมานั้นเป็นการยอมรับที่จะเชื่อและวางใจในพระบุตรของพระนาง และนี่แหละทำให้พระนางเป็นผู้ที่รับเชื่อเป็นคริสตชนคนแรกของโลก และเป็นสานุศิษย์คนแรกของพระเยซู
ภาพประจำตัวสมาชิก
Holy
Defender of lawS
Defender of lawS
โพสต์: 10008
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ม.ค. 17, 2005 3:06 pm

พุธ เม.ย. 20, 2005 4:14 am

แต่กระนั้นก็ดี ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นคาทอลิกหรือโปรแตสแตนท์มีอิสระมากขึ้นที่จะสำรวจความเชื่อ และ ธรรมเนียมปฏิบัติของกันและกัน ทั้งสองฝ่ายต่างเปิดใจและยอมรับกันและกันมากขึ้น

รูปภาพ

   การที่สิทธิสตรีมีบทบาทมากขึ้นก็ทำให้เรื่องราวชีวิตของสตรีคนต่าง ๆ ในพระคัมภีร์ได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น ความสนใจของทางโปรแตสแตนท์ต่อเรื่องนี้ทวีมากขึ้นขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในเชิงปฏิบัติ และ ในทางพระคัมภีร์ เนื้อหาเมื่อกว่า 1,500 ปีก่อน ทำให้พวกเขาคุ้นเคยกับเรื่องของแม่พระในยุคสมัยก่อนมากยิ่งขึ้น การอพยกเข้ามาของพวกชนชาวสเปน และแถบลาตินอเมริกา จากสังคมวัฒนธรรมของทางคาทอลิก มาอยู่ร่วมกับสังคมของโปรแตสแตนท์ มีส่วนช่วยหล่อหลอมและทำให้บทบาทการเคารพพระนางมารีย์มีมากขึ้นไปด้วย การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ใช่เกิดแค่กับบทเทศน์ที่มีการหยิบยกพูดถึงพระนางมากขึ้น แต่รวมถึงพิธีกรรม ความศรัทธาส่วนบุคคล และ มุมมองที่เปลี่ยนไปด้วย
   
   แต่กระนั้นก็ดีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงนี้ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตอบกลับมามากเช่นกัน

อัลเบิร์ต โมเลอร์ ผู้นำของ เซาท์เธิร์น บัพติส คอนแวนต์ ได้กล่าวโจมตีผู้ที่กล่าวแสดงประวัติของพระนางเพื่อที่จะสร้างแนวคิดใหม่ทางเทวศาสตร์ขึ้นมาเกี่ยวกับพระนางมารีย์นั้นผิด ในข้อหา “ถลำลึกเกินไป” และ “คิดปรารถนาเอาเอง” และ “ไปประนีประนอมกับทางคาทอลิก”

คาร์ล บราทเท็น นักเทววิทยาของทางลูเธอร์ลัน กล่าวว่า
“เราไม่ จำเป็นต้องย้อนกลับไปหาทางคาทอลิก เราสามารถกลับยังรากเหง้า ต้นกำเนิดที่แท้จริงของเราได้ เรื่องนี้สามารถทำได้ง่ายๆโดยไม่ต้องกระทบต่อสภาคริสตจักรเลย ผมไม่สามารถคาดเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นตามมา บางสิ่งอาจจะดี บางสิ่งอาจจะเลวร้าย แต่ผมคิดว่ามันจะต้องเกิดขึ้นแน่”
ภาพประจำตัวสมาชิก
Holy
Defender of lawS
Defender of lawS
โพสต์: 10008
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ม.ค. 17, 2005 3:06 pm

พุธ เม.ย. 20, 2005 4:17 am

ในยุคแรกเริ่มพระศาสนจักร บรรดาคริสตชนยังได้ให้ความสำคัญต่อพระนางเป็นพิเศษ ในปี 431 สภาแห่งเอเฟซัส ได้ให้การรับรองพระนางว่าทรงเป็น “Theotokos” หรือ พระมารดาของพระเจ้า แต่เป็นที่ยอมรับกันว่าการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ในเรื่องของพระนางมารีย์นั้นมีน้อยมาก เมื่อเทียบกับเรื่องของพระเยซูเจ้าที่ถูกเน้นหนักมากกว่าเป็นพิเศษ เรื่องแนวคิดว่า “พระบุตรของพระนางมารีย์” กับ “พระผู้ไถ่” เป็นคนละคนกัน ถูกถือว่าเป็นแนวความคิดที่นอกรีตเทียมเท็จ

ข้อเชื่อนี้ทำให้ ข้อเชื่อเรื่อง “การที่พระเจ้าทรงรับเอากายเนื้อหนังมาบังเกิดเป็นมนุษย์”กลายเป็นเรื่องที่เป็นนามธรรมน้อยลงด้วยการยอมรับว่าพระองค์มีพระมารดาเป็นมนุษย์ และ ข้อเท็จจริงว่าทรงประสูติจากพระนาง


รูปภาพ

เมื่อเวลาผ่านไป บทบาทพระนางมารีย์พระมารดาของพระเจ้าก็ถูกรวมเข้ากับบทบาทในฐานะอื่นๆเพิ่มมากขึ้น เช่นในยามที่นักบวชได้ทำรำพึงจิตภาวนาถึงพระมหาทรมานของพระเยซูคริสต์ พระนางมารีย์ก็มีบทบาทในฐานะผู้ร่วมในพระมหาทรมานอย่างพิเศษ จากนั้นจึงมีการเรียกแม่พระว่า “มารดามหาทุกข์” และพระนางมารีย์ก็ได้ถูกเรียกว่า “ราชินีสวรรค์” “พระชนนีของพระเป็นเจ้า” “พระแม่แห่งความเมตตากรุณา” และอื่น ๆ โดยแต่ละพระนามก็สะท้อนแต่ละคุณลักษณะของพระนาง แต่ฉายาที่สำคัญที่สุดคือ คนกลางผู้เปี่ยมเมตตาของมวลมนุษย์ ในขณะที่ทางศาสนจักรก็เติบโตขึ้นโดยเน้นบทบาทของพระคริสต์ในฐานะผู้พิพากษาที่เที่ยงธรรม ผู้ตัดสินที่เข้มงวดในวันพิพากษาครั้งสุดท้ายได้ทำให้เกิดช่องว่างขึ้น และบรรดาผู้เชื่อมองพระแม่มารีย์ว่าเป็นผู้ช่วยแก้ต่างคนพิเศษของพระเยซู ที่จะช่วยเป็นทนายให้เรา ในปี 1568 สมเด็จพระสันตะปาปา ปิอัส ที่ 5 ได้ทรงเติมประโยค “โปรดภาวนาเพื่อเราคนบาป บัดนี้และเมื่อจะตาย” เข้าไปในบทสวดวันทามารีอา ซึ่งประชาชนอาจเพียงสวดด้วยความเคยชิน

ฟิลิป เมลังค์ทอน นักปฏิรูปศาสนาหัวรุนแรงในช่วงปี 1500 กล่าวว่า ผู้ศรัทธาพากันร้องเพลงสวดสรรเสริญว่า “ข้าแต่พระมารดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย พระนางสถิตในสวรรค์…” เขาแสดงความคิดเห็นอีกว่า “ความจริงเรื่องนี้คือ ผู้คนแทนที่พระเยซูด้วยพระนางมารีย์”
ภาพประจำตัวสมาชิก
Holy
Defender of lawS
Defender of lawS
โพสต์: 10008
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ม.ค. 17, 2005 3:06 pm

พุธ เม.ย. 20, 2005 4:23 am

มาร์ติน ลูเธอร์ ผู้กำเนิดนิกายโปรแตสแตนท์ เป็นผู้หนึ่งที่ชื่นชมพระนางมารีย์ เขามองว่าพระนางเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของผู้ที่สุภาพถ่อมตนอย่างยิ่ง ผู้พร้อมที่จะยอมรับและทำตามน้ำพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้า และเป็นผู้ที่พระเป็นเจ้าได้เสด็จมาหาเธอด้วยพระมหากรุณาอันล้นพ้นของพระองค์

พระผู้ก่อตั้งนิกายท่านนี้ได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า

“พระนางมารีย์ได้มอบน้ำนมของพระนางให้แก่องค์พระผู้เป็นเจ้า กล่อมองค์พระผู้เป็นเจ้าจนหลับ และเตรียมซุปอร่อย ๆ ให้กับองค์พระผู้เป็นเจ้า”

รูปภาพ

แต่บรรดาผู้สืบทอดนิกายของเขากลับประนาม ดูหมิ่น บทบาทผู้ร้องขอวิงวอนเพื่อชาวเราในสวรรค์ของพระนาง เป็น “การเคารพรูปเคารพอันไม่สมควร” และกล่าวหาว่าสิ่งนี้ไปลดบทบาทของพระเยซูในฐานะคนกลางอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ต้องเสื่อมถอยลง
ภาพประจำตัวสมาชิก
Holy
Defender of lawS
Defender of lawS
โพสต์: 10008
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ม.ค. 17, 2005 3:06 pm

พุธ เม.ย. 20, 2005 4:27 am

บูคานัน ผู้เป็นโปรแตสแตนท์เพรสไบทีเรียนรุ่นที่4 ได้ข้อสรุปจากการสังเกตของเขาว่า

“พระนางมารีย์เป็นบุคคลที่เป็นสัญญลักษณ์อันโดดเด่นของนิกายคาทอลิก และนั่นเป็นสาเหตุที่พระนางตกเป็นเป้าโจมตีอย่างหนักอยู่เสมอ”

คาทอลิกได้ให้ความสำคัญกับพระนาง ยกพระนางให้สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการประกาศข้อความเชื่อ 2 ข้อ คือ ข้อความเชื่อเรื่องการปฏิสนธินิรมล ในปี 1854 และ ข้อความเชื่อเรื่องการได้รับการยกเกียรติยกขึ้นสวรรค์ทั้งกายและวิญญาณ ในช่วงปี 1950

รูปภาพ

เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไป ความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ของชาวโปรแตสแตนท์ที่มีต่อแม่พระก็ทำให้พวกเขาค่อย ๆ ละเลยแม่พระไปทีละน้อย ๆ ซึ่งเป็นที่รู้กันในกลุ่มโปรแตสแตนท์หลายๆกลุ่ม เช่น คริสตจักรโปรแตสแตนท์ เพรซไบทีเรียน ในปี 1991 ประกาศข้อความเชื่อในการยกย่องเทิดทูนบรรดา ประกาศก อัครสาวก จนแม้แต่นางซาราห์ว่าเป็นสตรีคนสำคัญ แต่กลับจงใจตัดชื่อของพระนางมารีย์ออกไป

ปีเตอร์ โกเมส ศาสนจารย์ของ ฮาวาร์ด เคยพูดมุขตลกมุขหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ว่า

“นักเทววิทยาโปรแตสแตนท์คนหนึ่งได้เสียชีวิตลง เขาได้ขึ้นสวรรค์ และที่ประตูสวรรค์พระเยซูรอรับเขาอยู่ พระเยซูเมื่อเห็นเขาก็ตรัสออกมาในทันทีว่า “โอ ศาสตราจารย์ เรารู้ดีว่าท่านรู้จักพระบิดาของเรา แต่เราไม่คิดว่าท่านจะรู้จักพระมารดาของเราหรอกนะ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Holy
Defender of lawS
Defender of lawS
โพสต์: 10008
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ม.ค. 17, 2005 3:06 pm

พุธ เม.ย. 20, 2005 4:41 am

รูปภาพ
เบาะแสในพระคัมภีร์ : กาเวนต้า นักเทววิทยาแห่งโรงเรียนสอนศาสนา พรินเซต้อน แปลกใจมากเมื่อพบว่าเรื่องของพระนางมารีย์ถูกพูดถึงน้อยเพียงไรในหมู่นักวิชาการโปรแตสแตนท์

ในปี 1989 เบเวอรี่ กาเวนต้า ผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีร์ แห่ง พรินเซตอน ได้รับการติดต่อให้เขียนบทความเกี่ยวกับพระนางมารีย์ เพื่อนำไปรวมกับบทความงานเขียนอื่นๆของหนังสือ “บุคคลสำคัญในพันธสัญญาใหม่” (Personalities of the New Testament) ตัวเธอนั้นไม่ค่อยรู้อะไรมากเท่าไหร่เกี่ยวกับเรื่องของพระนางเลย แต่เธอยิ่งแปลกใจมากกว่านั้นที่เพื่อนๆของเธอคนอื่น ๆ ก็ไม่ค่อยรู้เรื่องนี้เช่นกัน

“เรายินดีมากกว่าที่จะพูดพรรณนาถึง มารีย์ มักดาลีน หรือพูดถึงใครก็ตามที่เรารู้จักมากกว่านี้”เธอกล่าว

“คุณสามารถหาบทความ งานเขียน จำนวนนับไม่ถ้วนเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ในพระคัมภีร์ แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อยๆ อย่างเรื่องความสงสัยของนักบุญโทมัส แต่เรื่องของพระนางมารีย์ที่เชิงกางเขนกลับมีอยู่น้อยเอาเสียมาก ๆ “

เธอยังมีเรื่องที่น่าตกตะลึงเสียยิ่งกว่านี้อีก ในตอนที่เธอได้รับเชิญให้ไปกล่าวบรรยายที่โบสถ์ของพวกเขา

“ดิฉันจะพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับพระนางมารีย์เสียหน่อย” เธอกล่าวก่อนเริ่มบรรยาย ก่อนจะตามมาด้วยความเงียบตะลึงงงงันของผู้ฟัง

“คือว่า พวกเราเป็นโปรแตสแตนท์กันเกือบทั้งหมดนะครับ” ผู้ฟังตอบกลับมา


เรื่องนี้อาจดูเป็นเรื่องน่าอายสำหรับตัวเธอ แต่ในความเป็นจริงแล้วเธอบอกว่าเธอพยายามจะสื่อถ่ายทอดเรื่องของพระแม่มารีย์ลงไปในวิธีแบบโปรแตสแตนท์

“เรา โปรแตสแตนท์ ภูมิใจที่เราเป็นคนรู้พระคัมภีร์ หมั่นอ่านพระคัมภีร์อยู่เป็นนิจ ดังนั้นเรามาอ่านพระคัมภีร์กันเถอะ และดูสิว่าเราพบอะไรในนั้นบ้าง”

รูปภาพ

เรื่องที่เธอได้พูดออกไป และ เรื่องที่ชาวโปรแตสแตนท์ละเลยมาเป็นเวลาร่วมศตวรรษ เป็นเรื่องของสตรีผู้หนึ่ง ที่ถูกพูดถึง และ ปรากฏในพระคัมภีร์ ในแบบที่แยบยล และ เด่นชัดยิ่งกว่าบุคคลอื่นใดในพระคัมภีร์ รองจากพระเยซูเจ้า ใช่แล้ว จากเหตุการณ์เทวทูตแจ้งสารแก่พระนางนั่นเอง จากคำถามของพระนางที่ถามว่า

“เหตุการณ์นี้จะเกิดกับข้าพเจ้าได้อย่างไร ในเมื่อข้าพเจ้าไม่มีสามี”
กับการตามมาด้วยการยินยอมอย่างเต็มตัวของพระนาง (หลังได้รับคำตอบจากเทวดากาเบียรล)
จากคำสั้น ๆ ง่าย ๆ แต่แสดงถึงการถวายตัวของพระนาง ว่า

“ขอให้เป็นไปตามนั้นเถิด”
(Let it be)


และบทที่เด่นชัดรองลงมาคงไม่พ้นเรื่องที่พระนางเสด็จไปเยี่ยมนางเอลีซาเบ็ธ

รูปภาพ

กับบทสดุดีของพระนางที่เริ่มต้นว่า

“วิญญาณข้าพเจ้าถวายสดุดีแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า...” (ที่มาของบท Magnificat)

ตามมาด้วยการพยากรณ์ว่า

“ตั้งแต่นี้ต่อไปคนทุกยุคทุกสมัยจะเรียกข้าพเจ้าว่าเป็นผู้มีบุญ”


บททั้งหมดนี้มีกล่าวถึงในพระคัมภีร์อย่างชัดเจน และ แยบยล โดยไม่อาจจะปฏิเสธหรือละเลยไปได้
ทั้งหมดนี้สื่อแสดงอย่างชัดเจนว่า “ทรงคว่ำผู้ทรงอำนาจจากบัลลังก์ และทรงยกย่องผู้ต่ำต้อยให้สูงขึ้น
พระองค์ประทานสิ่งดีทั้งหลายแก่ผู้อดอยาก ทรงส่งเศรษฐีให้กลับไปมือเปล่า”

รูปภาพ

ในขณะที่ทุก ๆ คนจำบทบาทของพระนางมารีย์ในฐานะผู้ให้กำเนิดพระผู้ไถ่ ได้ในเดือนธันวาคมของทุกปี แต่หลาย ๆ คน กลับลืมบทบาทของพระนางหลังจากนั้นเสียสิ้น เหตุการณ์หลาย ๆ เหตุการณ์ที่เกิดตามมาหลังจากนั้น การถวายพระกุมารในพระวิหาร กับการเข้าเฝ้าพระกุมารของ ซีเมโอน และประโยคที่เขาพูดว่า “ดาบจะแทงทะลุจิตใจของท่าน”

รูปภาพ

เช่นกัน ในบทบาทของพระนางในการตามหาพระกุมารวัย 12 ที่หายตัวไป และบทบาทของพระนางที่ด้วยการขอร้องของพระนาง พระเยซูจึงได้ทรงกระทำการอัศจรรย์ครั้งแรกในการเปลี่ยนน้ำเป็นเหล้าองุ่นที่งานแต่งงานที่คานา แต่การละเลยแสร้งทำเป็นไม่เห็นไม่สนใจในเหตุการณ์ และบทบาทของพระนางทั้งหมดนี้ยังไม่เท่ากับการละเลยต่อเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุด คือ บทบาทของพระนางแทบเชิงกางเขน แม้พระวรสาร 3 บทแรกจะไม่ได้กล่าวตรง ๆ ถึงพระนาง แต่เราก็แน่ใจได้ว่าพระนางอยู่ด้วยตั้งแต่ต้นจนจบ เห็นและสัมผัสถึงพระมหาทรมานทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับพระบุตรของพระนาง

รูปภาพ

ก่อนยามที่พระเยซูจะสิ้นพระชนม์ พระองค์ตรัสกับพระนางว่า

“หญิงเอ๋ย จงแลดูบุตรของท่านเถิด”

แล้วจึงตรัสกับอัครสาวกยอห์นว่า

“บุตรเอ๋ย จงแลดูมารดาของท่านเถิด”

รูปภาพ

ส่วนบทบาทสำคัญสุดท้ายของพระนางคือการได้รับพระจิตเจ้าร่วมกับบรรดาอัครสาวก ในฐานะสตรีเพียงคนเดียว ณ ที่นั้น ที่ได้รับพระจิตเจ้า ทั้งหมดนี้คือบทบาทสำคัญของพระนางมารีย์ที่ปรากฏอย่างเด่นชัดในพระคัมภีร์ แต่บทบาทเหล่านี้ของพระนางกลับถูกละเลยมองข้าม หรือไม่ให้ความสำคัญที่คู่ควรเพียงพอ ไปอย่างน่าเสียดาย
รูปภาพ
แก้ไขล่าสุดโดย Holy เมื่อ พฤหัสฯ. เม.ย. 21, 2005 1:22 am, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.
ภาพประจำตัวสมาชิก
Holy
Defender of lawS
Defender of lawS
โพสต์: 10008
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ม.ค. 17, 2005 3:06 pm

พุธ เม.ย. 20, 2005 4:48 am

รูปภาพ
วันเพนเทคอส: หลังจากพระเยซูเจ้าทรงสิ้นพระชนม์ และเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ หนังสือกิจการอัครสาวก บันทึกว่า บรรดาศิษย์ได้มาชุมนุนกันในห้องชั้นบนในเยรูซาเลม กลุ่มนี้สามารถเข้าใจในธรรมประเพณีได้ว่าเป็นศูยน์กลางของคริสตจักรใหม่ที่พระเยซูตั้งขึ้น พระจิตเจ้าเสด็จลงมาเหนือทุกคน ในการปรากฏตัวครั้งสุดท้ายของพระนางในพระคัมภีร์ พระนางมารีย์ เป็นสตรีเพียงคนเดียวในห้องนั้นที่ถูกระบุชื่อ นี่เป็นสัญญาณว่าเธอเป็นศิษย์คนสำคัญยิ่ง


กาเวนต้าได้ข้อสรุปว่าถึงแม้ไม่มีการบันทึกประวัติ หรือ เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ของพระนางเอาไว้ แต่“ไม่มีตัวอย่างของใครอื่นใดเลยที่สามารถเทียบกับพระนางได้”

เธอกล่าว พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า ไม่เคยมีใครเลยแม้แต่คนเดียวทั้งก่อนหน้านี้และตลอดไปที่จะ

“ปรากฏอยู่ใน 3 เหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดของพระเยซูเช่นพระนาง คือ ยามพระองค์ประสูติ ยามพระองค์สิ้นพระชนม์ และ หลังพระองค์สิ้นพระชนม์และประทานพระจิตเจ้าลงมา”

รูปภาพ

กาเวนต้ายืนยันว่าโปรแตสแตนท์พยายามที่จะเลี่ยงที่จะไม่รับรู้ถึงสิ่งสารพันที่พระเป็นเจ้าได้ทรงกระทำต่อพระนางมารีย์ มากกว่าจะพูดถึงพระนางมารีย์

“คุณก็อาจทำแบบเดียวกันกับอัครสาวกเปโตรได้ โดยการอ้างว่าเขาไม่ใช่สาระสำคัญในบทพระวรสาร และเรื่องที่บันทึกไว้ทั้งหมดก็ไม่ได้เน้นที่ตัวเขาเป็นหลัก “กาเวนต้า กล่าว

“แต่คุณไม่สามารถห้ามไม่ให้คนพูดถึงคุณความดีงามของนักบุญเปโตร ในฐานะแบบอย่างที่ดี ที่เราสามารถเรียนรู้และเอาอย่างท่านได้”


กาเวนต้าได้ประพันธ์หนังสือไว้เล่มหนึ่ง ซึ่งมีชื่อหนังสือว่า “พระนางมารีย์ ชำเลืองดูพระมารดาพระเยซูเจ้า” (Mary : Glimpses of the Mother of Jesus) จากเนื้อหาในหนังสือเล่มนั้นรวมกับงานประพันธ์ และ บทความต่าง ๆ ของเธอ เธอเริ่มที่จะหาชื่อเรียกตำแหน่งแทนพระนางมารีย์ใหม่ ชื่อตำแหน่งที่ไม่ใช่ ราชินีแห่งสวรรค์ แต่ต้องเป็นชื่อที่เข้ากับทางโปรแตสแตนท์มากกว่านี้ และหนึ่งในตำแหน่งฉายาที่เธอใช้เรียกพระนางคือ “ปฐมศิษย์” ซึ่งสื่อถึงความเป็นศิษย์คนแรกของพระนางต่อพระเยซูเจ้า

รูปภาพ

โดยทั่วไปเราจะคิดว่าวลีที่พระนางได้กล่าวไว้ว่า “ขอให้เป็นไปตามนั้น” (Let it be ) แสดงถึงการนบนอบเชื่อฟังในพระเจ้าของพระนาง แต่กาเวนต้ามองตรงจุดนี้ต่างออกไป เธอมองว่าไม่ใช่เพียงแค่การเชื่อฟังพระเป็นเจ้าเท่านั้น แต่เป็นการแสดงการยอมรับ คือ “ยอมรับว่าพระเยซูเจ้าคือพระผู้ไถ่” ยอมรับว่าบุตรที่จะเกิดในครรภ์ของพระนางเป็นพระผู้ช่วยให้รอดจริง ๆ เป็นการแสดงความเชื่อและยอมรับทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้เห็นก่อนหน้าผู้ศรัทธาคนอื่น ๆ จะเชื่อเสียอีก

บทความจาก คริสเตียนวันนี้ (Christian Today) ของ ทิโมธี จอร์จ ผู้เป็น คณะบดีของ โรงเรียน บีซัน ดีวินิตี้ ที่ มหาวิทยาลัย แซมฟอร์ด ในเบอร์มิงแฮม อัลบามา ได้แสดงทรรศนะต่อเรื่องนี้เอาไว้ว่า

“ถ้าตอนนั้นพระนางไม่เชื่อ พระนางก็คงไม่ทรงครรภ์”

กาเวนต้ายังพูดเน้นย้ำถึงบท Magnificat อีกด้วย บทสรรเสริญนี้ทำให้เรานึกถึงสำนวนโวหาร บทกวีลำนำที่ปรากฏในพันธสัญญาเดิมของบรรดาประกาศก ซึ่งสะท้อนสภาพสังคม และสื่อความหมายผ่านออกมาในสัมผัสที่ไพเราะของบทกวีนิพนธ์ แต่กาเวนต้ามองว่าสิ่งนี้ทำให้พระนางเป็นประกาศกคนหนึ่งด้วย

ทั้งจากสำนวนโวหาร และเนื้อหาการประกาศของพระนางที่ว่า

“ในพระเยซูคริสตเจ้า พระเป็นเจ้าทรงล้มล้างสิ่งที่เป็นอยู่”

ซึ่งก็เป็นหนึ่งในภารกิจหลักที่พระองค์ได้ทรงทำในเวลาต่อมา

รูปภาพ

สก็อต แม็คไนท์ ได้ประพันธ์บทหนึ่งไว้ในหนังสือของเขา “ข้อความเชื่อของพระเยซูเจ้า” (The Jesus Creed) เอาไว้ว่า บท Magnificat เป็นเสมือนบทสรุปรวมที่รวมคุณธรรม ความดีงาม และคำสั่งสอน ทั้งหมดของพระเยซูเจ้าเอาไว้ โดยเขาเปรียบเทียบกับผ้าอ้อมเด็กในช่วงศตวรรษที่ 1

“ผมคิดว่าพระนางกล่อมพระกุมารให้หลับด้วยบทเพลงสวดบทนี้ บทเพลงสวดอันล้ำลึกที่มีอิทธิพลต่อพระเยซูคริสตเจ้าด้วย” สก็อตกล่าว
แก้ไขล่าสุดโดย Holy เมื่อ พุธ เม.ย. 20, 2005 11:26 pm, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.
ภาพประจำตัวสมาชิก
Holy
Defender of lawS
Defender of lawS
โพสต์: 10008
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ม.ค. 17, 2005 3:06 pm

พุธ เม.ย. 20, 2005 4:51 am

รูปภาพ
พระมารดาผู้ให้กำเนิด : ในการชุมนุมกันของโปรแตสแตนท์ เรื่องของพระนางมารีย์นั้นถูกหยิบยกมากล่าวถึงน้อยมาก เว้นแต่จากบทเทศน์ หรือ ละคร ที่พูดถึงเรื่องการประสูติของพระเยซู แต่มีนักวิชาการและนักเทศน์หลายท่านได้ให้ความสนใจเรื่องราวของพระนางมารีย์ในช่วงชีวิตต่าง ๆ ของพระบุตรของพระนาง ซึ่งรวมถึงเหตุการณ์ ถวายพระกุมารที่พระวิหารหลังการประสูติ เหตุการณ์ที่พระนางขอร้องพระเยซูให้เปลี่ยนน้ำเป็นเหล้าองุ่นที่คานา ที่ซึ่งพระนางได้เร่งเร้าให้พระองค์สำแดงการอัศจรรย์ครั้งแรก

ผลงานของกาเวนต้าช่วยจุดประกายให้นักประพันธ์คนอื่น ๆ มีความกล้ามากขึ้น

จากผลงาน “ผู้มีบุญ: มุมมองโปรแตสแตนท์ต่อพระนางมารีย์” (Blessed One : Protestant Perspectives on Mary) ที่ประพันธ์ร่วมกับ ซินเธีย ริจบี้ ได้นำเสนอมุมมองหลายอย่างเกี่ยวกับสตรีเพศ และหนึ่งในนั้น ได้มีการเปรียบเทียบบทบาทของพระนางมารีย์กับแนวคิดอนุรักษ์นิยมเรื่อง “คุณค่าของครอบครัว” และการตีความใหม่ว่าพระนางเก็บสิ่งต่าง ๆ ไว้ในใจของพระนาง และพินิจพิจารณาสิ่งสารพันเหล่านั้น ในฐานะของแม่บ้านที่ขยันขันแข็ง สู่บทบาทผู้ศรัทธาอย่างแรงกล้า และบทบาทของความเป็นมารดา

จากหนังสือ “มารีย์: พระมารดาของพระเป็นเจ้า” (Mary, Mother of God) ที่ประพันธ์โดย บราอเทน และ เจนสัน ได้นำเสนอแนวคิดที่เชื่อว่า “การเรียกพระนางมารีย์ว่าพระมารดาของพระเป็นเจ้า ทำให้เราพึงระลึกได้ว่า พระเยซูเป็นพระเจ้า” ด้วยเหตุนี้เราจะไม่มองพระองค์ตามกระแสโลกแค่ในฐานะ ศาสดาคนหนึ่ง นักปรัชญาคนหนึ่ง หรือ แค่ ครูคนหนึ่ง ศิษยาภิบาลจอร์จเสริมอีกด้วยว่าสิ่งที่เราควรวิตกกังวล มิใช่คาทอลิกอนุรักษ์นิยม

“ไม่ว่าเราจะเป็นคริสตชนนิกายไหน เรามีศัตรูร่วมกัน นั่นคือกระแสโลก วัตถุนิยม การกีดกันแบ่งแยกทางเชื้อชาติ สีผิว และการบิดเบือนพระคัมภีร์”
ภาพประจำตัวสมาชิก
Holy
Defender of lawS
Defender of lawS
โพสต์: 10008
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ม.ค. 17, 2005 3:06 pm

พุธ เม.ย. 20, 2005 4:53 am

รูปภาพ


เหตุการณ์ของพระนางมารีย์ที่แทบเชิงกางเขน เป็นเหตุการณ์ที่เด่นชัดในตัวเองโดยไม่ต้องเสริมหรืออ้างอิงเนื้อความใดเสริมสนับสนุนเลย เช่นรูปพระมารดาอุ้มพระศพพระบุตรที่ชื่อ ปิเอต้า ของไมเคิ้ล แองเจโล ที่อาจจะไม่ได้มีบันทึกเหตุการณ์นั้นไว้ในพระคัมภีร์ แต่กระนั้นก็ดีข้อความเชื่อในช่วงตอนปลายของยุคกลางเหล่านี้ ไม่ได้มีผลต่อความจริงในเรื่องความเจ็บปวดรวดร้าวอันน่าสะเทือนใจที่พระนางมีต่อพระบุตรที่แทบเชิงกางเขนนี้ และต่อการเป็นพยานคริสตชน ในช่วงเวลาอันมืดมนที่สุดนั้นเลย ในขณะที่บางคนตั้งข้อสังเกตว่า การที่แทบไม่มีอัครสาวกชายคนอื่น ๆ อยู่เลย ทำให้พระนางไม่ใช่เพียงแค่ “ผู้อยู่เคียงข้างกับบรรดาอัครสาวก” หากแต่เป็น “ผู้นำหน้าบรรดาอัครสาวกไปแล้ว” บราเทน กล่าว

หลาย ๆ คนให้ความสนใจกับสิ่งที่พระเยซูตรัสกับพระนาง และ นักบุญยอห์น ก่อนสิ้นพระชนม์ ชาวคาทอลิกเชื่อว่าเนื้อหาตรงนี้มีความหมายว่าพระเยซูทรงฝากฝังพระมารดาของพระองค์ให้เป็นพระมารดาแห่งบรรดา คริสตชนทั้งมวล ขณะที่ทางด้านโปรแตสแตนท์ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดตรงนี้

แต่ จอร์จ ได้แสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า มันดูไม่สมเหตุผลถ้าจะสรุปว่าพระองค์จะตรัสเพียงเพื่อฝากผู้อื่นดูแลพระมารดาของพระองค์เพียงแค่นั้น

“ผมคิดว่าอัครสาวก ยอห์น นั้นสื่อแทนถึงพระศาสนจักร และเหตุการณ์นั้นมีความหมายว่า พระนางต้องได้รับการยกย่อง เชิดชู ในฐานะผู้ที่มีบทบาทสำคัญมากที่สุดท่านหนึ่งในประวัติศาสตร์แห่งความรอดนี้” เขากล่าว “และผมไม่คิดว่าคุณจะต้องเป็นคาทอลิค ถึงจะพูดประโยคนี้ได้”

รูปภาพ
แก้ไขล่าสุดโดย Holy เมื่อ พฤหัสฯ. เม.ย. 21, 2005 1:26 am, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.
ภาพประจำตัวสมาชิก
Holy
Defender of lawS
Defender of lawS
โพสต์: 10008
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ม.ค. 17, 2005 3:06 pm

พุธ เม.ย. 20, 2005 4:56 am

รูปภาพ
ผู้สนับสนุนเปี่ยมศรัทธา : เลซี่ คริสเตียนนิกายเมโทรดิส หนึ่งในชาวโปรแตสแตนท์กลุ่มแรกๆ ผู้ต่อสู้สนับสนุนเรื่องพระนางมารีย์ ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเขาถูกขับออกจากการเป็นศาสนจารย์ เพราะการพูดอย่างตรงไปตรงมาของเขาเรื่องการให้ความเคารพต่อพระนาง

โดนัลด์ ชาร์ลส เลซี่ ศาสนจารย์โปรแตสแตนท์ นิกายเมโทรดิส วัย 72 อยู่ที่นี่มาก่อนช่วงปี 1960 โดยประมาณ ในฐานะส่วนหนึ่งของสังคยานาวาติกัน ที่ 2 ศาสนจักรคาทอลิกได้ทำการตรวจสอบเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกี่ยวกับแนวคิดการให้ความเคารพพระนางมารีย์ โดยดำรงหัวใจข้อความเชื่อหลักคือ ปฏิสนธินิรมล ดวงหฤทัยนิรมล และ การเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ทั้งกายและวิญญาณเอาไว้ แต่กระนั้นก็ดีทางศาสนจักรคาทอลิกให้เตือนให้ระวังถึง “ความเชื่อผิดที่ถูกปรุงแต่งจนเกินจริง” เกี่ยวกับพระนางมารีย์

ศาสนจารย์หนุ่มอย่าง เลซี่ ถกเกี่ยวกับเรื่องนี้จากข้อสรุปที่สามารถเห็นได้ชัดถึงความแตกต่างของแนวคิดเชิงอุดมคติของคาทอลิก ที่ได้รับแรงกระตุ้นให้ในการก่อตั้งกลุ่มใหม่ อย่างเช่น กลุ่มสมานฉันท์แห่งพระนางพรหมจารีย์มารีอา

แต่เรื่องทั้งหมดนี้ผ่านไปแล้ว…

เลซี่ ถูก ปลดออกจากตำแหน่งพระโดยคำสั่งของอธิการผู้ใหญ่ และถูกขับออกไปจากฐานะศาสนจารย์
งานของเขาไม่ได้รับการยอมรบในแวดวงกว้างนัก จนกระทั่ง 4 ปีที่ผ่านมา ผลงานของเขากลับถูกตีพิมพิ์ออกมา

“ผมต่อสู้เพียงลำพังคนเดียวมานานนับหลายปี” เลซี่กล่าว

“แต่อย่างน้อยผมก็รู้สึกดีใจที่ได้เห็นผู้คนเริ่มให้ความสนใจทางนี้”


เลซี่ได้กล่าวถึงบทบาทการกลับคืนชีพว่ามาจากพระจิตเจ้า และพระจิตเจ้าองค์เดียวกันนี้เองก็ยังทรงทำงานมากขึ้นจากการแต่งงานระหว่างผู้มีความเชื่อต่างกันด้วย

รูปภาพ

คาร์ค ยุทส์เลอร์ 4-H ไดเรคเตอร์ ลินเดน อินเดียน่า เป็นแฟนตัวยงของเลซี่
โดยที่เขาเริ่มที่จะสังเกตภรรยาคาทอลิกของเขาว่ามีความศรัทธามากแค่ไหน ในตอนที่ทั้งคู่แต่งงานกันเมื่อ 17 ปีก่อน นอกจากนี้เขาชื่นชมในความเชื่ออันแน่วแน่ และการยอมรับน้ำพระทัยของพระเจ้าของพระนางมารีย์ เป็นพิเศษอีกด้วย “คุณเห็นสร้อยข้อมือนี่ไหม มันมีเขียนว่า “พระเยซูจะทำอะไร?”(What Would Jesus Do?) “ เขาถาม “มันควรจะมีอีกอันมาคู่กัน เขียนว่า “พระแม่มารีย์จะตอบว่าอะไร?”(How would Mary react?)
แก้ไขล่าสุดโดย Holy เมื่อ พุธ เม.ย. 20, 2005 11:42 pm, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.
ภาพประจำตัวสมาชิก
Holy
Defender of lawS
Defender of lawS
โพสต์: 10008
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ม.ค. 17, 2005 3:06 pm

พุธ เม.ย. 20, 2005 4:59 am

รูปภาพ


ที่โรงเรียนสอนศาสนของทางโปรแตสแตนท์ มีโรงเรียนหลายต่อหลายแห่งที่มีภาพไอคอนของพระนางมารีย์ประดับอยู่บนกำแพงของบรรดาศิษยาภิบาลในอนาคตด้วย นอกจากนี้แม้แต่สำนักพิมพ์พระคัมภีร์ยังให้ความสนใจด้วย แม้ว่าจะมีการหวาดระแวง ถึง หนังสือ ที่อาจจะแนะนำ เรื่องของพระแม่มารีย์ ไปสู่วัยรุ่นโปรแตสแตนท์ ของนักประพันธ์นาม ชานนอน คูบิเอค ซึ่งแม้ผลงานของเขามีการกล่าวถึงพระนางมารีย์อย่างอ้อม ๆ โดยนัยด้วย

“พวกเขาไม่อยากที่จะพูดถึงพระแม่มารีย์ในแง่ที่ยกพระนางให้สูงขึ้น และพูดถึงพระนางด้วยความเคารพและให้เกียรติ แต่ปัญหาคือพวกเขาไม่รู้ที่จะพูดถึงพระนางอย่างไรโดยไม่ให้เกียรติพระนาง พวกเขาจึงเลี่ยงพยายามไม่พูดถึงพระนางแทน”

คูบิเอค กล่าว และผลงานอันดับ2ที่จะออกมาหลังอีสเตอร์นี้คือ “พระเจ้าทรงเรียกเด็กผู้หญิง: พระนางมารีย์เปลี่ยนโลกของพระนางอย่างไรและคุณเองก็สามารถทำได้เช่นกัน”(God called a girl:How mary Changed her World and Your Can Too)
ภาพประจำตัวสมาชิก
Holy
Defender of lawS
Defender of lawS
โพสต์: 10008
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ม.ค. 17, 2005 3:06 pm

พุธ เม.ย. 20, 2005 5:03 am

เป็นเวลา 11 ปี ระหว่างเวลาที่ แมรี่ เบิร์ก ไพรซ์ ผู้จัดการศูนย์การศึกษาศิษยาภิบาล หลุยส์เวล เคนตัคกี้ ที่ โรงพยาบาล ที่ซึ่งเธอให้กำเนิดลูกของเธอ และเป็นที่ซึ่งเรื่องราวของการตาย ได้เข้ามาเยือนชีวิตเธอ แต่ทั้งสองเรื่องกลับทำให้เธอกลายเป็น"โปรแตสแตนท์นิกายแบตติสที่ศรัทธาแม่พระ" (Marian Baptist) ตัว เบิร์ก ไพรซ์ นั้นเติบโตมาโดยไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องของพระนางมารีย์เลย แต่ในปี 1987 ในวันคริสต์มาสอีฟ เธอประสบปัญหาการคลอดยากที่มีความเสี่ยงสูงมาก การคลอดเป็นไปอย่างยากลำบาก แต่ในเวลาต่อมา เธอกำลังนั่งกล่อมทารกวัย 4 เดือนของเธออยู่ที่ม้านั่งในโบสถ์ที่เธอไปประจำในหลุยส์เวล เธอสัมผัสประสบการณ์นั้นทั้งหมด และ ตระหนักด้วยตัวเองว่าการตั้งครรภ์ของพระนางมารีย์นั้นเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์มาก เช่นเดียวกับเรื่องการประสูติของพระเยซู

รูปภาพ

ในปี 1998 เพื่อนสนิทของเธอเสียชีวิตลงจากอุบัติเหตุเครื่องบินตก เบิร์ค ไพรซ์ ได้เดินทางไปที่ศูนย์พักฟื้นผู้ป่วยชนบท ที่ดำเนินงานโดยสมาชิกคาทอลิกท้องถิ่นที่อาศัยอยู่แถบนั้น ในคืนหนึ่งขณะที่เธอกำลังเดินร้องไห้สะอื้นคร่ำครวญ ภาวนา และ ถามด้วยความสงสัยในใจว่า “ทำไม” อยู่นั้น เธอพบตัวเองอีกทีอยู่เบื้องหน้ารูปปั้นหินอ่อนขนาดใหญ่ของพระนางมารีย์ที่อยู่ติดกับโรงนา พระหัตถ์ทั้งสองข้างของพระนางแผ่ขยายออก ขณะที่พระพักตร์ของพระนางมองลงมาเบื้องล่าง ก้มลงมามองเธอ กับความรู้สึกเมตตาสงสารอันยิ่งใหญ่ที่เธอสามารถสัมผัสได้จากพระนาง

"ตอนนั้นฉันตระหนักขึ้นมาทันทีว่าพระนางทรงเข้าใจว่าฉันรู้สึกเช่นไร เพราะพระบุตรสุดที่รักของพระนางก็สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน และเช่นกันที่พระนางต้องอดทนต่อความรู้สึก ความเจ็บปวด และ ทุกขเวทนาสุดแสนจะพรรณนาออกมาได้ ฉันรู้สึกราวกับว่าพระนางทรงไขแสดงให้ฉันได้ตระหนักถึงพระเมตตาอย่างล้นพ้นที่พระเป็นเจ้าทรงมีให้กับฉัน ด้วยการสัมผัสฉันผ่านประสบการณ์จริง"

รูปภาพ

เบิร์ค ไพรซ์ ยังอยู่ในคริสตจักร แบตติส แต่ออฟฟิซของเธอนั้นเต็มไปด้วยแม่พระแล้ว ไม่ว่าจะเป็น รูปปั้นกระเบื้อง รูปภาพ จนถึงบัตรภาวนา ทั้งหมดล้วนมีภาพพระแม่มารีย์ หรือ เกี่ยวกับพระแม่มารีย์ ด้วยกันทั้งสิ้น เธอจะมีสายประคำเส้นหนึ่งไว้สำหรับผู้ป่วยที่เป็นคาทอลิค เธอบอกว่า

"และในบางครั้ง ฉันรู้จักบทสวดพวกนั้นดีกว่าพวกเขาเองเสียอีก"

เบิร์ค ไพรซ์ ถูกดึงดูดด้วยสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น เสน่ห์ที่สำคัญที่สุดของพระนางมารีย์ก็ว่าได้ นั่นคือพระนางเป็นศูยน์รวมของภาพลักษณ์แห่งความรักแบบคริสตชนของช่วงเวลาสำคัญสองช่วงคือ ช่วงเวลาแห่งการกำเนิด และช่วงเวลาแห่งความตาย ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ทางโปรแตสแตนท์ออกตัวปฏิเสธอย่างเป็นทางการ แต่ก็เหมือนเป็นการห่างเหินมาแต่แรกแล้วเสียมากกว่า ความกระหายในสิ่งนี้ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นรูปธรรมผ่านทางภาพยนตร์ "The Passion of the Christ" ของ เมล กิ๊บสัน ศิษยาภิบาลอนุรักษ์นิยมหลาย ๆ คนได้ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร คริสเตียนนิตี้ ทูเดย์ ว่า พวกเขารู้สึกดี และชื่นชมกับฉากหลาย ๆ ฉากของพระแม่มารีย์ในภาพยนตร์ ที่ไม่ได้มีกล่าวไว้โดยตรงในพระคัมภีร์ แต่ถูกเพิ่มเข้ามา คือ ฉากที่พระแม่เห็นพระบุตรถูกโบยต่อหน้าต่อตา ฉากที่พระแม่ไปซับพระโลหิตบนพื้น ฉากพระแม่จูบพระพักตร์อาบโลหิตของพระบุตร และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฉากตอนที่พระเยซูคริสต์ทรงแบกกางเขนแล้วล้มลง ได้ย้อนความหลังตอนที่พระกุมารเยซูล้มลงและร้องไห้ และพระแม่มารีย์วิ่งเข้าไปอุ้มพระองค์ขึ้นมาในอ้อมแขนของพระแม่

รูปภาพ

���นอกจากนี้ ฉากอันน่าสะเทือนใจจากภาพยนต์ฉากนั้น ยังทำให้ ความเป็นโปรแตสแตนท์ ของบูคานัน รู้สึกกระทบอะไรบางอย่างด้วย

"ผม และ คุณ ต้องมาพิจารณากันถึงเรื่องศรัทธาในแง่ของความคิด และวัตถุประสงค์ ก่อนจะอ้างว่าสิ่งใดจริงหรือเท็จ พระนางมารีย์ได้ทรงเตือนสติเราว่า ศรัทธาของเรานั้นเกิดจากความรัก ความรักที่ไม่ได้มาจากการตีความอันมีเหตุผลจากตัวอักษรในหนังสือ หากแต่มาจากชีวิตของมนุษย์เราเอง"

"เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงเรื่องของแม่คนหนึ่ง ที่บุตรของนางถูกสังหารลงในอิรักเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อบรรดาเด็ก ๆ ภรรยา และ สามี ซึ่งคอยการกลับมาของผู้อันเป็นที่รักด้วยความกลัว และ ความหวัง ขอให้เรายอมให้พระนางมารีย์เป็นผู้เตือนใจเราถึง ความรัก และพระเมตตาอันล้นพ้น และ ความชิดสนิทกับพระผู้เป็นเจ้าเถิด"

รูปภาพ
แก้ไขล่าสุดโดย Holy เมื่อ พฤหัสฯ. เม.ย. 21, 2005 1:25 am, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.
ภาพประจำตัวสมาชิก
Holy
Defender of lawS
Defender of lawS
โพสต์: 10008
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ม.ค. 17, 2005 3:06 pm

พุธ เม.ย. 20, 2005 5:05 am

แต่ก็มีคนจำนวนหนึ่งที่รู้สึกไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่นัก นักศาสนศาสตร์แบสติสทางใต้ นาม โมเลอร์ เป็นคนหนึ่งที่รู้สึกเช่นนั้น เขากลับมีทัศนคติที่ขัดแย้งกับการวิเคราะห์พระคัมภีร์ของกาเวนต้า

“ผู้ศึกษาพระคัมภีร์หลาย ๆ คน พยายามลดบทบาทของมารีย์ในพระคัมภีร์ลง ซึ่งมันต้องถูกแก้ไข” เขายอมรับ
“แต่เมื่อผมค้นคว้าพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่อย่างใกล้ชิดมากขึ้น ผมว่าสาเหตุไม่ใช่เรื่องของการพยายามไม่สนใจ หรือ ทำเป็นไม่สนใจเธอ เราต้องไม่มองข้ามส่วนของเธอ แต่การสร้างบทบาทใหม่ให้เธอนั้นเป็นเรื่องเลยเถิด”

สิ่งที่เขารู้สึกไม่ชอบใจที่สุดคือ “การยกมารีย์เป็นพระฉายาลักษณ์ของของพระเจ้าในด้านความเป็นแม่ ซึ่งในบางมิตินั้นเกินเลยไปกว่าที่พระคัมภีร์ได้เขียนเอาไว้ เรื่องความรักของพระผู้เป็นเจ้านั้นแสดงอยู่ในพระคัมภีร์โดยไม่เห็นจำเป็นต้องให้มารีย์มาเป็นตัวสื่อ การพูดถึงความจำเป็นดังกล่าวของเธอในแง่ สัญลักษณ์ แทนที่จะเป็นในแง่ของ ข้อความเชื่อ” เขาหยุดคิด “นี่คือการปฏิรูปที่ย้อนกลับ สิ่งนี้ไม่มีพระคัมภีร์สนับสนุนเลย และมันจะนำไปสู่การนมัสการมารีย์มากเกินไป”

รูปภาพ

การตัดสินของโมเลอร์อาจจะดูรุนแรงขวานผ่าซาก แต่ประเด็นคำถามของเขาก็เป็นไปตามแบบอย่างปกติของชาวโปรแตสแตนท์ที่เคร่ง การเปลี่ยนแปลงจากการเคารพนับถือพระนางมารีย์กลายเป็นการเทิดทูนเคารพบูชาเกิดขึ้นจากการตีความตามเนื้อหาของนักเทววิทยาได้ง่ายกว่า ที่ผู้ศรัทธาจะทำในทางปฏิบัติ ตัวอย่างนี้เห็นได้จากชาวโปรแตสแตนท์ที่รักแม่พระ ที่ยืนยันว่าจะไม่ใช้พระนางในฐานะผู้ร้องวิงวอนขอองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ยอมรับอย่างง่ายดายว่าได้กล่าว “โปรดภาวนาเพื่อเราคนบาป” จากบทวันทามารีอาออกมา ซึ่งอาจจะดูเป็นการขัดแย้งในตัวเอง ในทำนองเดียวกัน บรรดานักเรียนศิษยาภิบาลที่ตกแต่งผนังด้วยรูปไอคอนแม่พระ แต่ไม้กางเขนของพวกเขายังเป็นแบบที่ไม่มีรูปพระเยซู (กางเขนแบบโปรแตสแตนท์ทั่วไป) จะสามารถพูดได้หรือไม่ว่าพวกเขาให้ความสำคัญพระเยซูมาเป็นอันดับแรก และเมื่อบทบาทของพระนางในฐานะ “พระมารดาของพระเจ้า” ถูกเน้นหนักขึ้น มีทางง่ายๆบ้างไหมที่จะป้องกันสถานภาพของเธอจากฐานะของมนุษย์ที่นบนอบถ่อมตน ไม่ให้กลายเป็นฐานะกึ่งพระเจ้า
ภาพประจำตัวสมาชิก
Holy
Defender of lawS
Defender of lawS
โพสต์: 10008
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ม.ค. 17, 2005 3:06 pm

พุธ เม.ย. 20, 2005 5:07 am

   ท้ายสุด บทบาทของพระนางมารีย์ที่ถูกพูดถึงโดย โมเลอร์ ก็ดี กาเวนต้า ก็ดี อาจไม่มีผลกระทบต่อผู้คนมากเท่ากับกลุ่มที่เคลื่อนไหวอยู่ในปัจจุบัน และทำให้ชาวโปรแตสแตนท์รู้สึกว่าควรพิจารณา ชายคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ที่ โบสถ์ เอล อามอร์ เดอ ดิออส ที่ ชิคาโก้ตอนใต้ และกำลังอ่านบางอย่างในภาษาสเปนอยู่ น้ำตาไหลราดรินลงมาอาบแก้มของเขา สิ่งที่เขากำลังอ่านอยู่เป็นเรื่องของพระนางมารีย์จากพระคัมภีร์นอกสารระบบเล่มหนึ่ง การชุมนุมเกิดขึ้นหลังจากนั้น ในการชุมนุมเขาได้กล่าวบทสวดสรรเสริญพระนางด้วยภาษาในแบบของเขาเอง สองข้างของแท่นบูชามีรูปปั้นพระนางมารีย์ที่มีกุหลาบสดประดับประดาแทบพระบาทพระนาง และสายประคำที่ห้อยอยู่ในพระหัตถ์ของพระกุมาร ในขณะที่แท่นบูชาถูกประดับตกแต่งในแบบที่น่าตกตะลึงที่สุด คือพระนางมารีย์ถูกล้อมรอบด้วยรัศมีหลากสีในแบบเดียวกับรูปพระแม่แห่งกัวดาลูป โดยที่โบสถ์แห่งนั้นเป็นโปรแตสแตนท์ นิกายเมโทรดิส

รูปภาพ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Holy
Defender of lawS
Defender of lawS
โพสต์: 10008
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ม.ค. 17, 2005 3:06 pm

พุธ เม.ย. 20, 2005 5:12 am

"ตอนนี้เรื่องพระนางมารีย์เหมาะสมหรือไม่อย่างไร ไม่ใช่ประเด็นสำคัญในนิกายใหญ่ๆ" บราเทน กล่าว

"แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้จะเข้ามาก็เพราะสาเหตุของการไหลบ่าจำนวนมากของคนกลุ่ม สเปน และ ลาตินอเมริกา ที่เข้ามาในโปรแตสแตนท์"

ในความเป็นจริงแล้ว เฉพาะในอเมริกา ตอนนี้ก็มีกลุ่มชาวโปรแตสแตนท์ละตินร่วม 8 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นชาวแมกซิกัน ประเทศซึ่งมีแม่พระแห่งกัวดาลูป ในฐานะป็นสัญลักษณ์ประจำชาติ พอๆกับ สัญลักษณ์ทางศาสนา และเป็นครอบครัวคาทอลิคกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

"เรื่องของพระนางมารีย์เป็นเสมือนวัฒนธรรมหลักอย่างหนึ่งไปแล้ว" ศาสนจารย์โปรแตสแตนท์ โจเซ่ เลนดาวาร์เด แห่ง คริสตจักร เอล อามอร์ เดอ ดิออส กล่าว "ในสภาพแวดล้อมของเพื่อนบ้านและหลอมรวมผู้คนเหล่าเข้าด้วยกัน นี่จึงเป็นสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องมี พระมารดาทรงสร้าง ความหวัง ให้พวกเขา" และ คริสตจักรก็ฟื้นตัวขึ้นมาเหมือนลาซารัสที่ฟื้นคืนชีพจากสมาชิกไม่กี่สิบ กลายเป็นหลายพันทันทีที่เขาเพิ่มบทบาทพระแม่มารีย์เข้าไป

รูปภาพ

   เอนริเก้ กอนซาเลส ศาสนจารย์ของ คริสตจักร เอล เมซิอัส ยูไนเต็ด เมโทดิสต์ ในเขต เอลจิน ได้เขียนผลงานหนึ่งชื่อว่า เรื่องของคริสเตียนศตวรรษนี้กับพระนางมารีย์ (Christian's Century's Mary Story) ซึ่งเนื้อหากล่าวว่า ชาวลาตินโปรแตสแตนท์ระวัดระวังเกี่ยวกับความเชื่อดังกล่าวเป็นพิเศษ เพราะว่า "พระกิตติคุณข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ไม่ได้ถูกประกาศต่อคริสต์ศาสนิกชนโรมันคาทอลิกในลาตินอเมริกา เพียงเฉพาะ คำสอนเรื่องพระนางมารีย์อย่างเดียว"

แต่กระนั้นก็ดี เท็ด แคมป์เบล ผู้เป็นผู้อำนวยการของโรงเรียนสอนพระคัมภีร์นิกายเมโทรดิส ใน เอวานสโตน อิลีนอยส์ ได้กล่าวเอาไว้ว่า "นี่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับโบสถ์โปรแตสแตนท์หลายต่อหลายแห่ง" ตอนที่เขาได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นที่ เอล อามอร์ เดอ ดิออส เขาได้แต่อุทานว่ามันช่างวิเศษเสียนี่กระไร

"สิ่งนี้เพิ่มความน่าสนใจให้กับประเด็นทางเทววิทยามากขึ้น" แคมป์เบล อธิบาย "เรื่องนี้ทำให้เราได้มีโอกาสหันกลับไปมองที่ข้อคำสอนของเราแล้วตั้งคำถาม ว่า จริงๆแล้วเรากำลังสอนอะไรกัน?"

รูปภาพ

มุมมอง และคำถามเหล่านั้นคงจะผุดขึ้นมามากขึ้นเรื่อย ๆ ได้ยินกันมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อบรรดาโปรแตสแตนท์ที่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง หันกลับมาฟื้นฟู เรื่องพระนางมารีย์ ไม่ใช่เพียงแค่คิดถึงพระนางแค่ตอน คริสต์มาส หรือ อีสเตอร์ แต่เป็นตลอดทั้งปี


ที่มา - Time Magazine
ภาพประจำตัวสมาชิก
Zion
~@
โพสต์: 3777
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร ม.ค. 18, 2005 8:37 pm
ติดต่อ:

พุธ เม.ย. 20, 2005 6:53 am

~ Ashira Madonai
โอ้ ศรีพรหมจารีผู้ทรงบุญ ทรงฤทธานุภาพนักหนา

ทรงเป็น มิชชานารี ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

พระองค์ เข้าไปได้ แม้ในที่แม่ถูกเบียดเบียน

นักบุญคารอล วอยตีลา บุตรคนหนึ่งของพระแม่ ได้ ต่อเหล็กออธอดอกซ์ ของวาสุลา แล้ว

ส่วนพระแม่ ก็ได้ต่อ เหล็กของลูเธอร์

กายพระสวามีเจ้าจะได้เป็นหนึ่งเดียว
โอ เดชะพระแม่มารีย์ :-*
Buddy
โพสต์: 3057
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ มี.ค. 09, 2005 10:48 am
ที่อยู่: USA

พุธ เม.ย. 20, 2005 8:56 am

Thanks for a good article ka.. :)
kati

พุธ เม.ย. 20, 2005 9:05 am

อืม แต่ก่อนคริสต์เตียนจะนับถือแต่พระเยซู
Announcer

พุธ เม.ย. 20, 2005 3:30 pm

อ่านตาเปียกเลยอ่ะครับ ยาวดีจริงๆแต่ก็อ่านหมดล่ะ
(No comment)
Pry-Kaew
โพสต์: 961
ลงทะเบียนเมื่อ: เสาร์ ม.ค. 29, 2005 3:03 pm
ติดต่อ:

พุธ เม.ย. 20, 2005 5:11 pm

ขอบคุณมากครับคุณโฮลี่ สำหรับบทความอันซาบซึ่งนี้ ได้เห็นรูปแม่พระที่คุณนำมาโพส ก็ปลาบปลึ้มใจจริงๆ กระทู้นี้อ่านแล้วอบอุ่นจัง

ขอพระอวยพรทุกท่านครับผม
Batholomew
~@
โพสต์: 12725
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร ม.ค. 18, 2005 2:28 pm
ที่อยู่: Thailand

พุธ เม.ย. 20, 2005 5:39 pm

แสดงให้เห็นว่า แม่พระอยากให้พวกเราเป็นเอกภาพร่วมกัน
Buddy
โพสต์: 3057
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ มี.ค. 09, 2005 10:48 am
ที่อยู่: USA

พุธ เม.ย. 20, 2005 10:39 pm

Is it possible that Mother Mary herself will be the one who help unite Christ's body? :)
Claire de Lune

พุธ เม.ย. 20, 2005 10:59 pm

สาส์นของแม่พระเมดจูกอเรเมื่อเดือน ม.ค.2005 เริ่มเป็นความจริงแล้ว เพราะแม่ต้องการเห็นเอกภาพของคริสตชน
ภาพประจำตัวสมาชิก
~@Little lamb@~
Defender of lawS
Defender of lawS
โพสต์: 9400
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ม.ค. 17, 2005 3:00 pm
ติดต่อ:

พุธ เม.ย. 20, 2005 11:49 pm

แม่พระรักทุกคน
แม้ไม่ใช่ทุกคนที่รักแม่
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ot@
~@
โพสต์: 989
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร ม.ค. 18, 2005 10:44 pm

พฤหัสฯ. เม.ย. 21, 2005 4:58 pm

to be honest, this is 1 of the very very very long article from this board that I Read completelty

it is so emotional

Thank you P'Por so much

and wish that every one will love our mother like we do >_<
แก้ไขล่าสุดโดย Ot@ เมื่อ พฤหัสฯ. เม.ย. 21, 2005 5:13 pm, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.
ภาพประจำตัวสมาชิก
Nihil
~@
โพสต์: 1764
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ม.ค. 17, 2005 4:36 pm
ที่อยู่: Pax
ติดต่อ:

ศุกร์ เม.ย. 22, 2005 3:49 am

Ot@ เขียน: to be honest, this is 1 of the very very very long article from this board that I Read completelty

it is so emotional

Thank you P'Por so much

and wish that every one will love our mother like we do >_<
8 หน้า หนังสือ Time แปลกันกระเจิงกว่าจะเสร็จ ::)


"สุดท้ายดวงหฤทัยนิรมลของแม่จะชนะ"
ภาพประจำตัวสมาชิก
kyrie
โพสต์: 252
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ มี.ค. 23, 2005 11:31 pm
ที่อยู่: chonburi
ติดต่อ:

อังคาร พ.ค. 03, 2005 6:48 pm

ขอพระแม่มารีย์โปรดภาวนาให้พวกเราสามคนพี่น้อง ลูกๆที่รักของพระนาง ( คริสตชนทุกนิกาย ) เป็นหนึ่งเดียวคะ รูปแม่พระสวยมากๆๆๆๆๆนะคะ ;)
ตอบกลับโพส