บทความเสริมศรัทธา วันอาทิตย์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต 22 มีนาคม 202

ถาม-ตอบพระคัมภีร์ เรื่องเสริมศรัทธา ความรู้ และสาระ บทความ ในคริสตศาสนา

บทความเสริมศรัทธา วันอาทิตย์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต 22 มีนาคม 202

Postโดย Yan Agape » Sun Mar 22, 2020 7:05 am

บทความเสริมศรัทธา วันอาทิตย์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต 22 มีนาคม 2020
พระวรสาร: ยอห์น 9: 1-41
จาก"การรณรงค์ที่ยิ่งใหญ่แห่งพระเมตตา" ประกาศยืนยันของ คาทาลินา นิวาส Testimony of Catalina Rivas (CM 67: 4-5)

4) พ่อเหมือนกับบางคนที่นําทางคนตาบอด คนตาบอดพึ่งคนนําทางปราศจากการสังเกตถึงความเป็นตัวตนของผู้นำทางที่เป็นเพื่อนและผู้ให้ความสนับสนุนคํ้าจุนพวกเขา พวกคนตาบอดคิดว่าพวกเขาและผู้นําทางเป็นหนึ่งเดียวกัน พวกเขาให้ความเคารพผู้นำทางเพราะบางครั้งพวกเขาสังเกตถึงการห่างหายของผู้นําทาง นั่นก็คือสภาพของพ่อ พ่อนําทางคนตาบอดไปทุกเส้นทางและให้พวกเขาพึ่งพาอาศัยพ่อ เพราะเหตุนี้เองพวกเขาจึงไม่เห็นพ่อ เพราะพวกเขาเป็นคนตาบอด ตาบอดแบบบริบูรณ์

5) หากว่า เมื่อถึงจุดใดจุดหนึ่งที่พ่อปล่อยมือของพ่อ พ่อทําให้พวกเขาไม่ได้รับการคํ้าจุน เมื่อนั้น ความทุกข์ลําบาก เสียงร้องไห้ เสียงครํ่าครวญ ก็จะเกิดขึ้น แต่พ่อจ้องมองพวกเขาและเห็นการเคลื่อนไหวของพวกคนตาบอดของพ่อทั้งหลายและพ่อคํ้าจุนพวกเขาอย่างทันท่วงทีเพื่อที่พวกเขาจะไม่ตกลงในหลุมที่ลึกกว้าง แต่พวกคนตาบอดไม่รู้สิ่งนี้ไม่เห็นสิ่งนี้และไม่คิดว่าพ่อเป็นสิ่งที่ดีงาม ในทางตรงกันข้ามพวกเขากลับเข้าใจผิดคิดว่าพ่อเป็นต้นเหตุแห่งความหายนะของพวกเขา

พระเยซูเจ้าทรงรักษาคนตาบอด

9 1ขณะที่พระเยซูเจ้าทรงพระดำเนินผ่านไป พระองค์ทอดพระเนตรเห็นคนตาบอดแต่กำเนิดคนหนึ่ง 2บรรดาศิษย์ทูลถามพระองค์ว่า “พระอาจารย์ ใครทำบาป ชายคนนี้ หรือบิดามารดาของเขา เขาจึงเกิดมาตาบอด” 3พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “มิใช่ชายคนนี้ หรือบิดามารดาของเขาทำบาป แต่เขาเป็นเช่นนี้ก็เพื่อให้กิจการของพระเจ้าปรากฏในตัวเขา”4ตราบใดที่ยังเป็นกลางวันอยู่เราทั้งหลายต้องทำกิจการของผู้ที่ทรงส่งเรามาแต่เมื่อกลางคืนมาถึง ก็ไม่มีใครทำงานได้5ตราบที่เรายังอยู่ในโลก เราเป็นแสงสว่างส่องโลก
6เมื่อตรัสดังนี้แล้ว พระองค์ทรงถ่มพระเขฬะลงบนพื้นผสมกับดิน ป้ายตาคนตาบอด 7แล้วตรัสกับเขาว่า “จงไปล้างตาที่สระสิโลอัมเถิด” “สิโอลัม” หมายความว่า “ถูกส่งไป” คนตาบอดจึงไปล้างตา แล้วกลับมา มองเห็น8เพื่อนบ้านและคนที่เคยเห็นเขาเป็นขอทานมาก่อน พูดว่า “คนนี้เป็นคนที่เคยนั่งขอทานอยู่มิใช่หรือ” 9บางคนพูดว่า “ใช่แล้ว” บางคนพูดว่า “ไม่ใช่ แต่เป็นคนอื่นที่คล้ายคลึงกัน” แต่คนที่เคยตาบอดพูดว่า “ใช่แล้ว เป็นฉันเอง” 10คนเหล่านั้นจึงถามเขาว่า “ตาของท่านหายบอดได้อย่างไร’” 11เขาตอบว่า “คนที่ชื่อเยซูทำโคลนป้ายตาของฉัน และบอกฉันว่า “จงไปล้างตาที่สระสิโลอัมเถิด” ฉันจึงไปล้าง พอล้างแล้ว ก็มองเห็น” 12พวกนั้นถามว่า “เวลานี้คนนั้นอยู่ที่ไหน” เขาตอบว่า ”ฉันไม่รู้”13คนเหล่านั้นจึงพาคนที่เคยตาบอดไปหาชาวฟาริสี 14วันที่พระเยซูเจ้าทรงถ่มพระเขฬะผสมดินfและทรงรักษาตาของคนตาบอดนั้นเป็นวันสับบาโต 15ชาวฟาริสีได้ถามเขาอีกว่า “เขามองเห็นได้อย่างไร” เขาจึงตอบว่า “คนนั้นเอาโคลนป้ายตาของฉัน ฉันไปล้างตาแล้วก็มองเห็น” 16ชาวฟาริสีบางคนพูดว่า “คนนั้นไม่ได้มาจากพระเจ้า เขาไม่ถือวันสับบาโต” แต่บางคนแย้งว่า “คนบาปจะทำเครื่องหมายอัศจรรย์อย่างนี้ได้อย่างไร” ชาวฟาริสีเหล่านั้นมีความคิดเห็นแตกต่างกัน 17จึงถามคนที่เคยตาบอดอีกว่า “ท่านล่ะ ท่านคิดอย่างไรเกี่ยวกับคนนั้น ที่เขาทำให้ตาของท่านกลับมองเห็น” เขาตอบว่า ”คนนั้นเป็นประกาศก”18แต่ชาวยิวไม่ยอมเชื่อว่าชายคนนี้เคยตาบอดแล้วกลับมองเห็น จึงเรียกบิดามารดาของเขามา 19แล้วถามว่า “คนนี้เป็นลูกของท่าน ซึ่งท่านบอกว่าเกิดมาตาบอดใช่หรือไม่ บัดนี้ เขากลับมองเห็นได้อย่างไร” 20บิดามารดาตอบว่า “เรารู้ว่าคนนี้เป็นลูกของเรา และเกิดมาตาบอด 21แต่เราไม่รู้ว่า บัดนี้ เขามองเห็นได้อย่างไร หรือใครรักษาตาของเขา เราก็ไม่รู้ ท่านจงถามเขาเองเถิดเขาโตพอจะตอบเองได้แล้ว” 22บิดามารดาตอบเช่นนี้ก็เพราะกลัวชาวยิว ซึ่งตกลงกันแล้วว่า ใครยอมรับว่าพระองค์เป็นพระคริสตเจ้าจะถูกขับออกจากศาลาธรรม 23บิดามารดาของเขาจึงตอบว่า “เขาโตแล้ว ท่านจงถามเขาเองเถิด”24ชาวยิวเรียกคนที่เคยตาบอดมาอีก บอกเขาว่า “จงถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าเถิดพวกเรารู้ว่าคนนั้นเป็นคนบาป” 25คนที่เคยตาบอดแย้งว่า “เขาเป็นคนบาปหรือไม่ ฉันไม่รู้ ฉันรู้อย่างเดียวว่า ฉันเคยตาบอด และบัดนี้มองเห็นแล้ว” 26พวกนั้นถามอีกว่า “เขาทำอะไรกับท่าน เขารักษาตาของท่านอย่างไร” 27คนที่เคยตาบอดตอบว่า “ฉันบอกท่านแล้ว แต่ท่านไม่ฟัง ทำไมท่านต้องการฟังอีกเล่า ท่านต้องการเป็นศิษย์ของเขาด้วยกระมัง” 28พวกนั้นจึงด่าเขาว่า “ท่านสิ เป็นศิษย์ของเขา ส่วนเราเป็นศิษย์ของโมเสส 29พวกเรารู้ว่า พระเจ้าตรัสกับโมเสส แต่เยซูคนนี้ เราไม่รู้ว่าเขามาจากไหน” 30คนที่เคยตาบอดจึงพูดว่า “แปลกจริงท่านทั้งหลายไม่รู้ว่าเขามาจากไหน แต่เขาได้รักษาตาของฉันให้กลับมองเห็น 31เราทั้งหลายรู้ว่า พระเจ้าไม่ทรงฟังคนบาป แต่ทรงฟังผู้ที่ยำเกรงพระองค์และปฏิบัติตามพระประสงค์เท่านั้น 32แต่ไหนแต่ไรมา ไม่เคยได้ยินเลยว่ามีใครรักษาคนตาบอดแต่กำเนิดให้หายได้j 33ถ้าเขาไม่ได้มาจากพระเจ้า เขาก็คงจะทำอะไรไม่ได้” 34คนเหล่านั้นตอบว่า “ท่านเกิดมาในบาปทั้งตัว แล้วยังกล้ามาสั่งสอนพวกเราอีกหรือ” แล้วจึงขับไล่เขาออกไป35พระเยซูเจ้าทรงได้ยินว่าชาวฟาริสีขับไล่คนที่ตาบอดออกไปจากศาลาธรรม เมื่อทรงพบเขา จึงตรัสถามว่า “ท่านเชื่อในบุตรแห่งมนุษย์หรือ” 36เขาทูลถามว่า “บุตรแห่งมนุษย์คือใคร พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าจะได้เชื่อในพระองค์” 37พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “ท่านได้เห็นแล้ว เป็นผู้ที่กำลังพูดอยู่กับท่านนี้แหละ” 38kเขาจึงทูลว่า “ข้าพเจ้าเชื่อ พระเจ้าข้า” แล้วกราบลงนมัสการพระองค์ 39พระเยซูเจ้าตรัสว่าเรามาในโลกนี้เพื่อพิพากษาคนที่มองไม่เห็น จะได้มองเห็น ส่วนคนที่มองเห็นจะกลายเป็นคนตาบอด
40ชาวฟาริสีบางคนซึ่งอยู่ที่นั่นได้ยินพระวาจาเหล่านี้ จึงทูลถามพระองค์ว่า “พวกเราก็ตาบอดด้วยใช่ไหม” 41พระเยซูเจ้าทรงตอบว่าถ้าท่านทั้งหลายตาบอดท่านก็ไม่มีบาปแต่ท่านกล่าวว่า ”เรามองเห็น”บาปของท่านจึงยังคงอยู่


SUNDAY MARCH 22, 2020 – FOURTH SUNDAY OF LENT

Gospel - JN 9:1-41

As Jesus passed by he saw a man blind from birth. His disciples asked him, “Rabbi, who sinned, this man or his parents, that he was born blind?” Jesus answered,
“Neither he nor his parents sinned; it is so that the works of God might be made visible through him. We have to do the works of the one who sent me while it is day. Night is coming when no one can work. While I am in the world, I am the light of the world.”
When he had said this, he spat on the ground and made clay with the saliva, and smeared the clay on his eyes, and said to him, “Go wash in the Pool of Siloam” —which means Sent—. So he went and washed, and came back able to see.
His neighbors and those who had seen him earlier as a beggar said, “Isn’t this the one who used to sit and beg?” Some said, “It is, “but others said, “No, he just looks like him.” He said, “I am.” So they said to him, “How were your eyes opened?” He replied, “The man called Jesus made clay and anointed my eyes and told me, ‘Go to Siloam and wash.’ So I went there and washed and was able to see.” And they said to him, “Where is he?” He said, “I don’t know.”
They brought the one who was once blind to the Pharisees. Now Jesus had made clay and opened his eyes on a sabbath. So then the Pharisees also asked him how he was able to see. He said to them, “He put clay on my eyes, and I washed, and now I can see.” So some of the Pharisees said, “This man is not from God, because he does not keep the sabbath.” But others said, “How can a sinful man do such signs?” And there was a division among them. So they said to the blind man again, “What do you have to say about him, since he opened your eyes?” He said, “He is a prophet.”
Now the Jews did not believe that he had been blind and gained his sight until they summoned the parents of the one who had gained his sight. They asked them,
“Is this your son, who you say was born blind? How does he now see?” His parents answered and said, “We know that this is our son and that he was born blind. We do not know how he sees now, nor do we know who opened his eyes. Ask him, he is of age; he can speak for himself.” His parents said this because they were afraid of the Jews, for the Jews had already agreed that if anyone acknowledged him as the Christ, he would be expelled from the synagogue. For this reason his parents said, “He is of age; question him.” So a second time they called the man who had been blind and said to him, “Give God the praise! We know that this man is a sinner.”
He replied, “If he is a sinner, I do not know. One thing I do know is that I was blind and now I see.” So they said to him, “What did he do to you? How did he open your eyes?” He answered them, “I told you already and you did not listen. Why do you want to hear it again? Do you want to become his disciples, too?” They ridiculed him and said, “You are that man’s disciple; we are disciples of Moses! We know that God spoke to Moses, but we do not know where this one is from.” The man answered and said to them, “This is what is so amazing, that you do not know where he is from, yet he opened my eyes. We know that God does not listen to sinners, but if one is devout and does his will, he listens to him. It is unheard of that anyone ever opened the eyes of a person born blind. If this man were not from God, he would not be able to do anything.” They answered and said to him, “You were born totally in sin, and are you trying to teach us?” Then they threw him out.
When Jesus heard that they had thrown him out, He found him and said, “Do you believe in the Son of Man?” He answered and said, “Who is he, sir, that I may believe in him?” Jesus said to him, “You have seen him, the one speaking with you is he.”
He said, “I do believe, Lord,” and he worshiped him. Then Jesus said,
“I came into this world for judgment, so that those who do not see might see,
and those who do see might become blind.” Some of the Pharisees who were with him heard this and said to him, “Surely we are not also blind, are we?”
Jesus said to them, “If you were blind, you would have no sin; but now you are saying, ‘We see,’ so your sin remains.

The Catechism of the Catholic Church

588 Jesus scandalized the Pharisees by eating with tax collectors and sinners as familiarly as with themselves. Against those among them “who trusted in themselves that they were righteous and despised others,” Jesus affirmed: “I have not come to call the righteous, but sinners to repentance.” He went further by proclaiming before the Pharisees that, since sin is universal, those who pretend not to need salvation are blind to themselves.

From “The Great Crusade of Mercy” Testimony of Catalina Rivas (CM 67:4-5)

4) I am like someone who guides blind persons. The blind lean on their guides without noticing their presence while the guides accompany and support them. The blind persons think that they and their guides are one. They have respect for their guides because from time to time, they notice their absence. That is what I am like: I guide the blind along every path and I have them travel through much of their lives leaning on Me. For that reason, they do not see Me because they are blind, completely blind.
5) However, if at some point I withdraw My arm, I cause them to be without My support and then come hardships, cries and moans. But I watch over them, and I see the movements of My blind people and I provide for them in time so that they do not fall into some huge pit. But the blind do not know this, do not see this and so they do not consider Me as something good, or rather they form a very mistaken notion of Me which could be the cause of their ruin.
Yan Agape
 
ตอบ: 401
สมัครสมาชิก: Tue May 17, 2005 10:57 am

กลับไปหน้า สนทนาธรรม สามัคคีธรรม

ผู้ที่กำลัง online

ผู้ที่กำลังอ่าน forum นี้: สมาชิก Google [Bot] และ ผู้เยี่ยมชม 7 คน