++ ทำไมคุณถึงตัดสินใจเชื่อพระเจ้า ++

แบ่งปัน คำพยาน ประสบการณ์ชีวิตกับพระเจ้า และการอัศจรรย์ ที่พระเจ้าได้ทรงกระทำต่อชีวิตของเราแต่ละคน
w_boonklin84@
โพสต์: 20
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ ก.ค. 09, 2008 1:29 pm

ศุกร์ ส.ค. 01, 2008 10:08 am

เพราะหวังว่า ในพระองค์ มีหนทางแห่งความรอด เอเมน :angel:
^^" Iesvs Nazarenvs "^^
โพสต์: 1
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. ก.ย. 04, 2008 4:17 pm

ศุกร์ ก.ย. 05, 2008 10:54 am

“แม่พระ เป็นคนเรียกเราให้มาเรียนที่โรงเรียนนี้รู้ไหม” ซิสเตอร์บอกผมพร้อมกับรอยยิ้ม เมื่อผมกำลังแหงนหน้ามองรูปปั้นแม่พระพร้อมกับเพื่อนๆอีก 30 กว่าคน
ผมรู้สึกภูมิใจที่เป็นคนหนึ่งที่แม่พระทรงเรียกมา แม้ตอนนั้นผมจะอยู่เพียง ป.1 แต่ก็รู้สึกรักท่านเหมือนแม่คนหนึ่ง ไม่รู้ว่าทำไมจึงคิดอย่างนั้น
ทุกๆสัปดาห์ ผมจะได้เรียนวิชาจริยธรรม ซึ่งเป็นวิชาที่ผมชอบมาก เพราะจะได้ดูการ์ตูนซึ่งเกี่ยวกับพระเจ้า ทั้ง อาดัมกับเอวา โนอาห์ ลูกล้างผลาญ นักบุญต่างๆ รวมทั้งประวัติของพระเยซู ผมจะตั้งใจดูและรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้ง แม้จะดูเป็นสิบๆรอบแล้วก็ตาม
ตลอดระยะเวลา 6 ปี ในรั้วมหาไถ่ฯ ผมร้องเพลงในพิธีต่างๆอย่างรู้สึกแปลกใจ เพลงที่แต่งขึ้นเพื่อใครสักคนนั้น มันเป็นการให้เกียรติอย่างหาที่สุดไม่ได้ แต่ผมก็ไม่คิดอะไรมากนัก
ทุกครั้งที่ของเล่นผมหาย ผมจะอธิษฐานขอแม่พระเพราะซิสเตอร์บอกผมว่า “แค่เราเชื่อในพระเจ้า เราจะขออะไร เราก็จะได้” ผมอธิษฐานทุกครั้งที่ของเล่นผมหาย แล้วผมก็จะได้คืนทุกครั้ง เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ผมเก็บไว้ในใจตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เคยบอกใคร
ผมเป็นศาสนิกชนที่เลื่อมใสในพุทธศาสนามาก ประพฤติตามศีล 5 อย่างเคร่งครัด แต่ผมก็ยังรู้สึกว่า ผมยังหาที่พึ่งทางใจไม่ได้เลย ผมต้องการความรัก ไม่ใช่ปล่อยทิ้งให้เรียนรู้สังคมที่โหดร้ายด้วยตัวเอง
ผมเป็นพุทธศาสนิกชน ที่วอนขอพระพรจากพระเจ้าเสมอ
ผมรู้จักพระเยซูมากขึ้น จากหนังสือแปลของพระสังฆราชยอดฯ ชื่อว่า ‘พระเยซู คือผู้ใด?’เป็นหนังสือที่ผมซื้อตั้งแต่ตอนอยู่ ป.4 ตอนนี้ผมก็อายุ 19 แล้ว เป็นครั้งแรกที่ผมเปิดอ่าน และเป็นครั้งแรกที่ทำให้ผมรู้ว่า คนที่คอยห่วงใยผมอยู่ตลอดเวลา คนที่มอบความรักให้ผมตั้งแต่ยังเล็ก คอยช่วยเหลือในเรื่องเล็กๆน้อยๆ ผมจึงรู้ว่าเป็นใคร...
และแล้วแผ่นบางๆใสๆก็ทะลุ แผ่นใสที่กั้นผมไว้ระหว่างพระองค์ ผมรีบไปที่โบสถ์ใกล้บ้าน และด้วยความที่ไม่รู้จักอะไร ทำให้ผมเกิดความประหม่าแต่ผมก็คิดในใจว่า ถ้าพระเจ้าไม่มาหาเรา เราก็ไปหาพระองค์ด้วยตัวเองเลยสิ ผมจึงเดินเข้าไปหาคุณพ่อเจ้าวัด และพูดเหมือนเด็กไร้เดียงสาว่า “ถ้าผมอยากเข้าศาสนาต้องทำยังไงครับ”
คำๆนั้นทำให้ผมได้เข้าร่วมในฝูงแกะของพระองค์ คอกแกะที่กว้างใหญ่ไพศาล ทุ่งหญ้าสีเขียวขจี ความสดใสของทิวทัศน์ กลิ่นอายของความสดชื่น ไม่ต้องหวาดระแวงหมาป่า ไว้ใจในนายชุมพาบาลซึ่งนั่งมองลูกแกะอย่างผมด้วยความรัก มือที่กุมไม้เท้านั้นไว้แน่น รอยยิ้มแห่งความจริงใจ ทุกอย่างดูเหมือนผมไม่ต้องการอะไรแล้ว
ผมก้มหน้าก้มตากินหญ้า โดยไม่กลัวอะไรอีก บางครั้งก็เงยหน้าขึ้นมาเพื่อมองนายของตนเอง และนึกขอบคุณอยู่ในใจ คอกแกะที่ผมจะไม่มีวันออกไป ผมจะตายอยู่ที่นี่ และจะตายในอ้อมแขนของนายชุมพาบาลอย่างมีความสุข
namน่ารัก
โพสต์: 2
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ ก.ย. 17, 2008 10:06 am

พุธ ก.ย. 17, 2008 10:13 am

เพราะพระเจ้ามีจริง และยิ่งไหญ่ พระเจ้าเป็พระผู้ช่วย : xemo026 : : xemo026 : :grin: :grin: :cry:
KuRapiKa
โพสต์: 383
ลงทะเบียนเมื่อ: เสาร์ ส.ค. 30, 2008 10:49 am
ติดต่อ:

อาทิตย์ ก.ย. 21, 2008 5:39 pm

พื้นฐานครอบครัวผมเรียกว่า ไม่มีศาสนา นะครับ

เพราะทั้งพ่อและแม่ ไม่ได้นับถืออะไรเลย ทั้งสิ้น

ในบัตรประชาชนของพ่อ ก็ ไม่มีเขียนศาสนา ครับผม แต่แม่เขียนว่า พุทธ

เพียงแต่ เป็นพุทธในนามครับ เพราะแม่ ก็ ตามพ่อครับ

ที่บ้านไม่ได้ไหว้พระ หรือ ปฏิบัติอะไรเกี่ยวกับพุทธศาสนกิจเลย

ผมก็เลยซึบซับมาด้วยครับ  คือผมก็ไม่มีศาสนาเหมือนกัน (แต่ก่อน)

และที่ผมตัดสินใจเชื่อพระเจ้า เพราะว่า

ต้องการมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ และที่เลือกเป็นคาทอลิก

เพราะ มีรุ่นพี่คนนึงเป็นคาทอลิก เรียนที่ ม.ช. เหมือนกันครับ

วันนั้นผมได้ไป ร่วมงาน ที่พี่ๆเขา ร่วมสวด และร้องเพลงอะไรกันสักอย่าง

(ตอนนี้ ผมก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเท่าไรนะครับ  อยู่ในช่วงศึกษา ครับผม)

ตอนนั้น รู้สึกว่า บอกไม่ถูกเลย  หัวใจเต้นแรง มากๆ

ที่ผมได้ฟังเสียงสวด รวมถึงเพลงของ บอย โกสิยพงษ์ นะครับ

ฟังแล้วรู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ไม่ทราบว่าพระเจ้าดลใจผมหรืออย่างไร

แต่สิ่งเล็กน้อยเหล่านี้ ทำให้ผมตัดสินใจ ก้าวเข้ามาเป็นคริสตชนครับ  ::001::
dearlanla
โพสต์: 5
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ ต.ค. 01, 2008 5:28 pm

พฤหัสฯ. ต.ค. 02, 2008 4:35 pm

ตั้งแต่สมัยเด็กๆ มีรุ่นพี่มหาลัยมาชวนทำกิจกรรมของซุ้มค่ะ ตอนนั้นเดียร์อยู่โรงเรียนสาธิตฯ
เค้าพูดให้เราฟังอยู่หลายเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้า จนไปถึงคำพูดที่ว่า "ถ้าเราเชื่อในพระองค์ เราจะรอด"
ที่แปลว่าเราจะไม่ตกนรก (แต่คนศาสนาอื่น ตกนรกหมด) เรารู้สึกไม่เห็นด้วย และคัดค้านออกไปอย่างเต็มที่
บอกตามตรงว่าตอนนั้นเราต่อต้านคริสต์ศาสนามาก จนเริ่มโตขึ้นและชีวิตเจอปัญหาหลายสิ่ง เดียร์เริ่มที่จะอธิษฐาน
แต่ไม่ได้อธิษฐานถึงพระเจ้าโดยตรง เดียร์อธิษฐานถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก และทุกครั้งก็มักจะประสบกับความสำเร็จจากการอธิษฐานนั้น
จนกระทั่งถึงวันที่พ่อป่วยด้วยโรคไต เดียร์ต้องหาเงินมารักษาพ่อเพื่อฟอกไตเดือนละ 20,000 กว่าบาท แม่ก็ไม่สนใจเพราะเลิกลากันมานานมากแล้ว
ภรรยาพ่อก็เป็นแค่พนักงานโรงแรมเงินเดือนหมื่นกว่าบาท หันหน้าไปทางไหน ก็มืดแปดด้าน....
ตอนนั้นกลุ้มใจแล้วก็เครียดมาก อยู่ๆ เดียร์ก็ไปเจอหนังสือเล่มเล็กๆในห้องของน้า (น้าเดียร์เชื่อในพระเจ้าเหมือนกันค่ะ แต่เราไม่เคยคุยกันเรื่องนี้)
หนังสือเล่มนั้นเป็นเหมือนคำสอน และการให้กำลังใจสั้นๆในแต่ละหน้าเดียร์เปิดดูเนื้อหาข้างใน ไม่ได้เปิดจากหน้าแรก
แต่เปิดไปมั่วๆ เนื้อหาครั้งแรกที่อ่าน เดียร์จำไม่ได้ละเอียดว่าพูดว่าไง แต่โดนใจมาก รู้สึกว่าพระองค์กำลังปลอบโยน ให้เราวางใจ
และพระองค์จาช่วยให้เราพ้นจากปัญหานั้นเอง ตอนนั้นรู้สึกอบอุ่นมากๆ เหมือนมีใครสักคนที่แสนดีมาปลอบเราและรับปากว่าจะช่วยเราโดยเค้าสามารถที่จะช่วยเราได้แน่ๆ
คืนนั้นเดียร์เริ่มที่จะอธิษฐานกับพระเจ้า ขอให้พระองค์ช่วย เดียร์ไม่รู้จะหาเงินที่ไหนมารักษาพ่อ เดือนละ 20000
เพราะตอนนั้นก็พึ่งเรียบจบมีรายได้เดือนละไม่ถึงหมื่น ... แต่อยู่ๆก็มีโทรศัพท์โทรมาบอกว่าเค้าเป็นน้องสาวของย่าเดียร์ชื่อคุณย่าผกา
และคุณย่าเดียร์ยังมีมรดกเป็นที่ดิน ร่วมกับพี่น้องคนอื่นๆของย่า และน้องสาวของย่าคนนี้เค้าเป็นคนจัดการมรดก รอที่จะขายที่ดินผืนนั้นและแบ่งเงินให้กับพี่น้อง
ซึ่งถ้าขายได้จริงมานต้องตกทอดมาถึงพ่อของเดียร์ แต่ตอนนั้นมันยังขายไม่ได้ เค้าจะรับผิดชอบดูแลค่ารักษาของพ่อเดียร์เอง คุณย่าผกามีฐานะที่ดีอยู่แล้วค่ะ เพราะมีสามีเป็นหมอ
คุณย่าผกา สั่งให้เดียร์ไปรับเงินที่บ้านทุกเดือน เดือนละ 20000 บาท และรายงานความคืบหน้าอาการของพ่อ ท่านรับปากว่าจะช่วยค่าใช้จ่ายในการรักษานี้ไปเรื่อยๆ
พ่อเดียร์ได้ฟอกไต และต่อเวลาอยู่กับเดียร์ได้อีก 3 ปี คุณย่าผกาก้ยังคงให้เงินในการรักษาเสมอมา จนวันสุดท้ายของพ่อ......
นี่เป็นประสบการณ์แรกของเดียร์ที่ทำให้เชื่อและวางใจในพระองค์ค่ะ ดูไปคล้ายๆนิยาย แต่เป็นเรื่องจิงที่เดียร์คิดว่ามันเป็นปาฏิหารย์ที่สุดในชีวิต
ยาวไปหน่อย....แต่อยากเล่า  คงไม่รำคาญนะคะ
กรอกสมบูรณ์
โพสต์: 1413
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร ก.ย. 02, 2008 11:18 am
ที่อยู่: ต.กรอกสมบูรณ์ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี

จันทร์ พ.ย. 03, 2008 5:56 pm

เข้ามาอ่านในกระทู้นี้หลายครั้งแล้ว  อยากจะเล่าเรื่องของตัวเองเหมือนกัน แต่คิดไม่ออกสักทีว่าทำไมถึงตัดสินใจเชื่อพระเจ้า

รู้แต่ว่า..ตอนนี้..รักพระมากๆ รักหมดหัวใจ

    พระผู้เป็นเจ้า
    พระผู้เป็นบิดา
    พระผู้เป็นพี่
    พระผู้เป็นเพื่อน
    พระผู้เป็นที่ปรึกษา
    พระผู้เป็นอาจารย์
    พระผู้เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของลูก
ภาพประจำตัวสมาชิก
creamy
โพสต์: 68
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ย. 12, 2008 9:59 pm

พุธ พ.ย. 12, 2008 10:27 pm

พระเจ้าทรงเรียกค่ะ เท่าที่จำได้มีคนไปที่หน้าโรงเรียนสมัยประถม ได้หนังสือมาเล่มหนึ่ง บอกเล่าเรื่องราวของพระเยซู (ตอนนั้นน่าจะป4) เกิดความศรัทธาทในความรักที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์ ก็เขียนจม.ไปขอเล่มอื่นๆที่เขามีมาศึกษาเพิ่มเติมและคิดว่าสักวันจะได้มีโอกาสร่วมสามัคคีธรรมกับคริสเตียน (คนที่นับถือพระเยซู) จนมัธยมปลาย ได้มีโอกาสเรียนพระคัมภีร์ทางไปรษณีย์ เพราะมีเพื่อนเห็นโฆษณาในหนังสือพิมพ์ เขาเลยตัดมาฝาก ก็ได้เรียนจนจบ แล้วก็ไม่ได้ติดต่อเขาอีกเลย เพราะอยู่ต่างจังหวัด เคยอธิษฐานหลายครั้งว่าอยากรู้จักพระองค์อย่างเป็นจริงเป็นจังมากกว่านี้ จน ม6 มาเรียนพิเศษที่กรุงเทพ ได้รู้จักพี่ที่เป็นคริสตัง คนหนึ่ง ตอนแรกก็ไม่รู้ว่ามีหลายแบบ(หมายถึงหลายนิกาย) พี่เขาบอกให้ไปบอกที่บ้านก่อนแล้วก็ให้สมุดเล่มหนึ่งสีฟ้าๆ ข้างในจะมีข้อความที่น่าจะมาจากพระคัมภีร์น่ะค่ะ แต่แปลมาเป็นคำพูดที่เข้าใจง่ายขึ้น พี่เขาบอกว่าต้องใช้เวลาศึกษาก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ เลยกลัวค่ะ ตอนนั้นคิดไปเองว่ามันคงยุ่งยาก เลยไม่ได้ติดต่อพี่เขา คราวนี้ก็ได้รู้จักคริสเตียนคนหนึ่ง ตอนนั้นดีใจมากขอเขามาโบสถ์ด้วย เหมือนพระเจ้าให้เขาเป็นเหมือนเรือจ้าง ที่พระองค์จ้างมารับเราเลย เพราะหลังจากนั้นไม่นาน พี่แกก็ปฏิเสธพระเจ้า เราก็เลยเคว้งนิดหน่อย แต่ก็มีคนอื่นๆในกลุ่มที่คอยหนุนใจ จนได้เข้ารับบัพติสมา (เขียนไม่ถูก) ตอนนี้คิดว่ารับเร็วไปค่ะ เพราะเหมือนยังไม่รู้จักพระเจ้าดีพอ มีแต่ใจค่ะ ช่วงหลังมีปัญหาเยอะกับกลุ่มเพราเราเองจะมีคำถามที่ไม่เหมือนใคร ขี้สงสัยค่ะ เขาเรียกว่าดื้อมั้งค่ะ แล้วก็เจอเหตุการณ์การหลายอย่าง จนต้องถอนตัวออกมา เพราะรู้สึกฟ้องผิดว่าตัวเองทำให้คนที่มาใหม่สะดุด (หลายคนที่นั่นก็แสดงออกอย่างนั้น ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า) จนถึงนานมากแล้วค่ะ ที่ไม่ได้ไปโบสถ์ แต่ยังคงอ่านพระคัมภีร์ อธิษฐานกับพระเจ้า แต่ก็ยอมรับว่าไม่เข้มแข็งเหมือนเมื่อก่อน สิ่งที่บอกกับพระเจ้าเสมอคือขอให้พระองค์อยู่เคียงข้างตลอดไป ไม่ว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร ยอมรับค่ะว่าเป็นสุขใจ อบอุ่นใจ ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ที่ได้รู้จักความรักของพระเจ้า เคยได้ยินเสียงพระเจ้าด้วยน่ะ จึงเป็นอะไรที่ตอกย้ำเสมอว่าพระเจ้ามีอยู่จริง พระองค์มาถามว่าเราสงสัยทำไม พระองค์เป็นความจริง (ตอนนั้นเพิ่งเข้าโบสถ์) ทำให้เรารู้ว่าเราไม่ได้บ้า ไม่ได้เพ้อไปกับอะไรก็ไม่รู้จัก นั่นจึงเป็นสิ่งที่เรามั่นใจว่าพระเจ้าทรงเรียกให้เรากลับมาหาพระองค์ มาอยู่ในความรักมั่นคงของพระองค์จริงๆ ::004::
ภาพประจำตัวสมาชิก
~@Little lamb@~
Defender of lawS
Defender of lawS
โพสต์: 9400
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ม.ค. 17, 2005 3:00 pm
ติดต่อ:

พฤหัสฯ. พ.ย. 13, 2008 12:10 pm

ขอบคุณที่แบ่งปันค่ะ

แล้วตอนนี้ไปโบสถ์ที่ไหนเหรอคะ  ::017::
ภาพประจำตัวสมาชิก
Holy
Defender of lawS
Defender of lawS
โพสต์: 10003
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ม.ค. 17, 2005 3:06 pm

พฤหัสฯ. พ.ย. 13, 2008 12:34 pm

dearlanla เขียน:ตั้งแต่สมัยเด็กๆ มีรุ่นพี่มหาลัยมาชวนทำกิจกรรมของซุ้มค่ะ ตอนนั้นเดียร์อยู่โรงเรียนสาธิตฯ
เค้าพูดให้เราฟังอยู่หลายเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้า จนไปถึงคำพูดที่ว่า "ถ้าเราเชื่อในพระองค์ เราจะรอด"
ที่แปลว่าเราจะไม่ตกนรก (แต่คนศาสนาอื่น ตกนรกหมด) เรารู้สึกไม่เห็นด้วย และคัดค้านออกไปอย่างเต็มที่
บอกตามตรงว่าตอนนั้นเราต่อต้านคริสต์ศาสนามาก จนเริ่มโตขึ้นและชีวิตเจอปัญหาหลายสิ่ง เดียร์เริ่มที่จะอธิษฐาน
แต่ไม่ได้อธิษฐานถึงพระเจ้าโดยตรง เดียร์อธิษฐานถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก และทุกครั้งก็มักจะประสบกับความสำเร็จจากการอธิษฐานนั้น
จนกระทั่งถึงวันที่พ่อป่วยด้วยโรคไต เดียร์ต้องหาเงินมารักษาพ่อเพื่อฟอกไตเดือนละ 20,000 กว่าบาท แม่ก็ไม่สนใจเพราะเลิกลากันมานานมากแล้ว
ภรรยาพ่อก็เป็นแค่พนักงานโรงแรมเงินเดือนหมื่นกว่าบาท หันหน้าไปทางไหน ก็มืดแปดด้าน....
ตอนนั้นกลุ้มใจแล้วก็เครียดมาก อยู่ๆ เดียร์ก็ไปเจอหนังสือเล่มเล็กๆในห้องของน้า (น้าเดียร์เชื่อในพระเจ้าเหมือนกันค่ะ แต่เราไม่เคยคุยกันเรื่องนี้)
หนังสือเล่มนั้นเป็นเหมือนคำสอน และการให้กำลังใจสั้นๆในแต่ละหน้าเดียร์เปิดดูเนื้อหาข้างใน ไม่ได้เปิดจากหน้าแรก
แต่เปิดไปมั่วๆ เนื้อหาครั้งแรกที่อ่าน เดียร์จำไม่ได้ละเอียดว่าพูดว่าไง แต่โดนใจมาก รู้สึกว่าพระองค์กำลังปลอบโยน ให้เราวางใจ
และพระองค์จาช่วยให้เราพ้นจากปัญหานั้นเอง ตอนนั้นรู้สึกอบอุ่นมากๆ เหมือนมีใครสักคนที่แสนดีมาปลอบเราและรับปากว่าจะช่วยเราโดยเค้าสามารถที่จะช่วยเราได้แน่ๆ
คืนนั้นเดียร์เริ่มที่จะอธิษฐานกับพระเจ้า ขอให้พระองค์ช่วย เดียร์ไม่รู้จะหาเงินที่ไหนมารักษาพ่อ เดือนละ 20000
เพราะตอนนั้นก็พึ่งเรียบจบมีรายได้เดือนละไม่ถึงหมื่น ... แต่อยู่ๆก็มีโทรศัพท์โทรมาบอกว่าเค้าเป็นน้องสาวของย่าเดียร์ชื่อคุณย่าผกา
และคุณย่าเดียร์ยังมีมรดกเป็นที่ดิน ร่วมกับพี่น้องคนอื่นๆของย่า และน้องสาวของย่าคนนี้เค้าเป็นคนจัดการมรดก รอที่จะขายที่ดินผืนนั้นและแบ่งเงินให้กับพี่น้อง
ซึ่งถ้าขายได้จริงมานต้องตกทอดมาถึงพ่อของเดียร์ แต่ตอนนั้นมันยังขายไม่ได้ เค้าจะรับผิดชอบดูแลค่ารักษาของพ่อเดียร์เอง คุณย่าผกามีฐานะที่ดีอยู่แล้วค่ะ เพราะมีสามีเป็นหมอ
คุณย่าผกา สั่งให้เดียร์ไปรับเงินที่บ้านทุกเดือน เดือนละ 20000 บาท และรายงานความคืบหน้าอาการของพ่อ ท่านรับปากว่าจะช่วยค่าใช้จ่ายในการรักษานี้ไปเรื่อยๆ
พ่อเดียร์ได้ฟอกไต และต่อเวลาอยู่กับเดียร์ได้อีก 3 ปี คุณย่าผกาก้ยังคงให้เงินในการรักษาเสมอมา จนวันสุดท้ายของพ่อ......
นี่เป็นประสบการณ์แรกของเดียร์ที่ทำให้เชื่อและวางใจในพระองค์ค่ะ ดูไปคล้ายๆนิยาย แต่เป็นเรื่องจิงที่เดียร์คิดว่ามันเป็นปาฏิหารย์ที่สุดในชีวิต
ยาวไปหน่อย....แต่อยากเล่า  คงไม่รำคาญนะคะ


ไม่รำคาญแต่สำราญครับ
ภาพประจำตัวสมาชิก
creamy
โพสต์: 68
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ย. 12, 2008 9:59 pm

พฤหัสฯ. พ.ย. 13, 2008 12:40 pm

หลังออกจากโบสถ์ที่เล่าให้ฟังก็ ไม่ได้ไปที่ไหนค่ะ ออกมานานแล้วน่าจะซัก 7 ปี แต่ก็แอบไปค่ะ เพราะยังไงก็ไม่มีคนที่รู้จัก (มีมุมพิเศษค่ะ) อยู่แถวนั้น บางคนเขาก็จำไม่ได้ค่ะ แบบว่าอยากฟังเสียงเพลงเวลานมัสการ รู้สึกมีกำลังใจในชีวิต แล้วก็ไปหาหนังสืออ่านค่ะ เรื่องราวก็เป็นเช่นนี้แหล่ะค่ะ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Double*P
โพสต์: 68
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร ก.ค. 24, 2007 9:44 pm

อาทิตย์ พ.ย. 23, 2008 6:35 pm

คุณพ่อเคยเรียนอยู่โรงเรียนคริสต์ที่เชียงใหม่ พ่อก้บอกว่าไม่ค่อยเชื่อ เรื่องแบบนี้

แล้วด้วยเหตุอันใดไม่รู้ ที่บ้านกลับมีหนังสือที่เกี่ยวกับพระคริสต์เพียบ

เลยได้อ่านๆบ้าง จากนั้นก็เริ่มเชื่อเริ่มศรัทธางแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รุ้

อ้อ  มีอยู่วันหนึ่ง เหลือบไปเห็นพระคัมถีร์ใหม่วางอยู่ในชั้นหนังสือที่บ้านเลยถามแม่ว่าไปเอามาจากไหน(ที่บ้านไม่มีใครเป็นครืสต์)

แม่บอกว่า    "สงสัยพ่อเก็บมาพร้อมกับเกมส์ที่อยู่ในขยะ ( ::007:: )"  ป้าบ้านตรงข้ามเขาขนมาทิ้งเป็นลังๆ

เมื่อก่อนบ้านเขาดูมีตัง ครอบครัวอบอุ่นเปนมิตรกับชาวบ้านนะ แต่ตอนนี้ไม่เหลือเค้าดีเลยอ่ะ เหมือนหน้ามือเปนหลังมือเลยทีเดียว

::010::  สาเหตุเกิดจากการทิ้งขว้างสิ่งสำคัญรึเปล่าเนี่ย ~
happyjaa
โพสต์: 2
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร ธ.ค. 02, 2008 10:31 pm

อังคาร ธ.ค. 02, 2008 10:59 pm

เราเชื่อในพระเจ้ามานานแล้วแต่ยังไม่ได้รับศีลล้างบาปเลย แม่เราเป็นคาทอลิคนะ เราก็เกือบเป็นแต่ก็เหตุไม่ได้เข้าซะทุกครั้ง กระแสเรียกเป็นช่วงๆ แม่เรามักจะบอกว่าคนนอกที่มีกระแสเรียกนั้นทุกข์ใจอะไรก็ขอได้ แม้บางครั้งเป็นเหมือนบังเอิญแต่ก็ไม่ใช่ ทุกวันนี้ก็ยังขอพระนะ สวดบ้างยังจำได้ แต่ก็มีพุทธบ้างคริตส์บ้างไม่แน่นอน พระเท่านั้นที่จะรู้เมื่อถึงเวลา ทุกอย่าง.....
เห็นรูปแม่พระเมื่อไรเรารู้สึกอิ่มใจสุขใจมากๆแม่....เรารักแม่ รักพระ  : xemo026 :
ปาฎิหารย์มักเกิดขึ้นเสมอเมื่อเราเชื่อและเราสวดภาวนา
และถ้าเราไม่เชื่อในพระท่านก็จะทำให้เราเชื่อให้จงได้ลองมาแล้ว
lunytoon
โพสต์: 23
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร ธ.ค. 30, 2008 4:37 pm

อังคาร ธ.ค. 30, 2008 4:49 pm

ไม่รู้เหมือนกันว่าบังเอิญหรืออะไรนะ

แต่เราน่ะมีความสนใจในศาสนาคริสอยู่บ้างแต่ไม่กล้าที่จะเปลี่ยน (ที่บ้านเป็นพุทธ)

มีอยู่วันนึงเราลองอธิษฐานว่าเราอยากได้หนังสือสักเล่มที่ทำให้เรารู้จักศาสนาคริสมากขึ้น

ไม่นาน...เราไปเจอหนังสืออยู่เล่มนึง ในลิ้นชักที่ทำงาน  เราเปิดอ่านแล้วก็รู้ว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับศาสนาคริส  เกี่ยวกับการเริ่มต้นของการเข้าถึงพระเจ้า

เราอ่านจนจบ

หลังจากนั้นเราก็มอบชีวิตให้พระเจ้าทรงครอบครองมาตลอด

พระบิดาคงได้ยินคำขอของเรา
Viridian
โพสต์: 2762
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ ก.ค. 30, 2008 11:40 pm

อังคาร ธ.ค. 30, 2008 9:43 pm

lunytoon เขียน:หลังจากนั้นเราก็มอบชีวิตให้พระเจ้าทรงครอบครองมาตลอด

ชอบประโยคนี้จัง : emo045 :
myth
โพสต์: 305
ลงทะเบียนเมื่อ: เสาร์ ม.ค. 17, 2009 1:25 am

จันทร์ ม.ค. 19, 2009 12:02 am

เราก็เชื่อในพระเจ้านะ แต่ยังไม่ได้เข้าเป็นคริสต์เต็มตัวเพราะติดอยู่ที่ว่ากลัวว่าสพ่อแม่จะรับไม่ได้ เพราะพ่อ-แม่เราท่านเป็นพุทธเต็มตัว(แต่ลูกกลับเชื่อในพระเจ้า) ส่วนตอนที่เริ่มเชื่อก็นานแล้วอ่ะตอนประมาณม.3ตอนนั้นได้หนังสือคลักคำสอนที่เป็นเล่มเล็กๆมา แต่ก็ยังไม่ไดอ่านอะไร(เอาเป็นที่คั่นหนังสือด้วยซ้ำ) แต่สงสัยพระเจ้าดลใจไม่ให้ทิ้ง เพราะต่อมาอีไม่นานก็ได้เกิดเหตุการณ์ที่มันตอกย้ำให้เราเชื่อในพระเจ้า คือวันนั้น เราอยู่ในห้องงานช่างคนเดียวกำลังทำงานอยู่ จู่ๆก็มีพวกมาเฟียโรงเรียนเดินเข้ามาข้างหลังพร้อมกับเอาถุงดำ(ถุงขยะ)มาครอบหัวเรา จากนั้นเราก็ดิ้นสุดฤทษ์ แต่ไม่มีประโยชน์เราหลุดออกจากถุงนั้นไม่ได้ จากนั้นเราก็เริ่มหมดแรงแต่ตอนเราใกล้จะสลบเริก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นมาไม่ใช่คนพูดนะแต่ดังขึ้นในสมองเลยว่าอย่ายอมแพ้ เราก็เลยพยายามใช้นิ้วจิกถุงดำให้เป็นรู พอออกมาได้เราก็สลบไป(มั้งนะ)แล้วหลังจากนั้นเราก็พยายามหาคำตอบมาตลอดว่าเสียงนั้นเป็นเสียงใคร แต่ที่เล่ามาอาจจะไม่เกี่ยวกันนักนะ แต่ว่าพอเราไปอ่านคำสอนอันนึง น่าประหลาดใจมากตรงกับชีวิตเราเลย และมีแนวทางในการแก้ไขและแนวทางการอยู่ต่อไปโดยใช้ความเชื่ออีก น่าประหลาดมากๆ อ่านเสร็จแล้วน้ำตาไหลพรากๆเลย จากนั้นมาก็เลยเริ่มเชื่ออ่ะ
a♠oOll3eAROo♠a™ 【†】พระเจ้าคือความรัก 【†】
โพสต์: 48
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ ม.ค. 25, 2009 11:48 pm

ศุกร์ ม.ค. 30, 2009 12:43 am

ผมตัดสินใจเชื่อพระเจ้า

เพราะผมเคยขอพรจากท่าน

แล้วพระเจ้าก็ทรงตอบรับในคำขอของผมคับ
Cecilia_PEAR
โพสต์: 202
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ ก.ค. 30, 2008 11:23 pm
ที่อยู่: 1506/504 ซ.7/ม.สราลี เทพารักษ์ สป. // อาสนวิหาอัสสัมชัญ
ติดต่อ:

อังคาร ก.พ. 17, 2009 10:01 pm

...สำหรับเรานะ (ใช้คำว่าเราละกัน จะได้ไม่อ่อนไม่แก่เกินไป อิอิ) ...ถ้าเราเล่ายาวก็อย่าว่ากันก็ละกัน เพราะว่าเรากำลังจะได้รับศีลล้างบาปในปีนี้ พักนี้เลยได้คิดทบทวนถึงชีวิตที่ผ่านมาพอสมควร เลยรู้สึกประทับใจพระองค์มากๆๆๆๆ ก็เลยอยากเล่าสู่กันฟัง นะจ๊ะ อิอิ...

...เราจำได้ว่าตั้งแต่เราเล็กๆเรามีนิสัยแปลกๆอย่างหนึ่ง เราชอบใส่สร้อยห้อยไม้กางเขนมากๆเลย จนโดนทั้งพ่อแม่ ญาติๆคอยดุคอยว่า ว่าเอามาห้อยทำไมไปเอาออกซะ เป็นคริสต์รึไง ประมาณนั้น คือพวกเขาไม่ชอบเลย แต่เราก็ยังคงแอบเอามาใส่ประจำ คือมันไม่ได้ดูเท่ห์ไรหรอกเพราะตอนนั้นเรายังเล็กๆอยู่เลย แต่คือเราชอบใส่เพราะว่ามันทำให้เรารู้สึกดี และอบอุ่นอย่างแปลกๆ... และเราก็จำได้ว่ารู้จักชื่อพระเยซูตั้งกะเล็กๆเหมือนกัน(ประมาณอนุบาล3 รึ7-8ขวบ) เห็นจากสารคดีในทีวี แระก็จากหนังสือสารคดีอ่านะ ก็แบบคือรู้สึกแปลกๆ ว่าพระองค์เป็นมนุษย์ทำไมต้องมาทรมาณ มาตายเพื่อคนอื่นๆซึ่งดูเหมือนจะเป็นคนชั่วกว่าพระองค์ เห็นตะปูที่ตอกไปที่มือและเท้าของพระองค์ ก็รู้สึกสลดอ่ะ ว่าที่พระองค์โดนขนาดนั้นคงเจ็บทรมาณน่าดูเลย แต่ก็รู้สึกดีกับพระองค์ รู้สึกดีกับชื่อๆนี้มากๆ...ต่อมาไม่นานก็รู้จักแม่พระ(ตอนนั้นรู้สึกดีมากๆ เพราะเราเคยวาดรูปเล่นไว้ในสมุด และตั้งชื่อว่า "เจ้าแม่มารี" คือคล้ายๆกัน พอเห็นแม่พระในทีวีก็ อื๊อ แปลกใจมากๆอ่ะ เพราะเรารู้สึกดีๆกับรูปนั้นของเราอย่างแปลกๆอยู่แล้วตอนแรก)

...เรารู้สึกดีกับศาสนาคริสต์มานานแล้ว แต่มันยังมีอะไรยึดติดอยู่ว่าที่บ้าน คือทั้งตระกูลเป็นพุทธกันหมด...แต่ก็คิดอยู่ว่าโตขึ้นจะเปลี่ยน ...จริงๆแล้วชีวิตเรา ไม่เคยได้มีความสุขอย่างแท้จริงเลย ไม่เลย ที่บ้านเราจะไม่เข้าใจกันกับแม่เป็นประจำ ทำยังไงก็ไม่เคยเปลี่ยนไป แล้วก็มันเหมือนชีวิตติดอยู่กับอะไรที่มันมืดมน เหมือนเป็นคำสาปที่ทุกๆคนคงต้องมี เราอยู่กับการถูกปลูกฝังว่า เราเป็นคนบาป แค่เกิดมาเท้าถึงพื้นก็บาปแล้ว เหยียบมดตบยุงก็บาปแล้ว เรารู้สึกว่าเราจะอยู่ไปเพื่ออะไร สุดท้ายแล้วตายไปคงตกนรก ต้องเกิดเป็นมดเป็นยุงเป็นอะไรต่างๆนาๆที่เราทำกรรมไว้อีกหลายร้อยชาติ... แล้วชีวิตเราที่ผ่านมาอ่อนแอมากก เจออะไรนิดอะไรหน่อย เราจะท้อแท้เจ็บปวดมากกก ทุกอย่างเหมือนมนุษย์ทุกคนถูกสาปอ่ะ ชีวิตเรามีแต่ความมืด... เราไม่เคยรู้สึกถึงความรักที่แท้จริง แม้กระทั่งพ่อแม่เรา บางครั้งเรารู้สึกเหมือนทุกอย่างมันเป็นเพียงเพราะเราเป็น "ภาระของเค้า" ...

...เราโหยหาความรักจากที่อื่น มากมาย หลายครั้งหลายหนมีแต่เจ็บปวด... จนวันนึงเราพบผู้ชายคนหนึ่งบนรถสองแถว(ช่วงนั้นเราไปทำงานพิเศษช่วงปิดเทอม ในละแวกที่เราไม่เคยไปเลย) เรียกว่ารักแรกพบเลยก็ว่าได้ เรารู้สึกคุ้นเคยมากก และรู้สึกรักเค้า(เหมือนถูกสาป) แต่เป็นคำสาปที่ดี และรู้สึกว่ารักครั้งนี้มันมีพลังมากกกเป็นพิเศษ เราเชื่อว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ(ความบังเอิญไม่มีในโลก) เราหวังจะเจอเขาอีก อีกวันเราจึงตัดสินใจเอาสร้อยกางเขนมาใส่ มันทำให้มีความหวังมากก และเราเจอเขาอีก เราเจอเขาเรื่อยๆอย่างเหมือนถูกกำหนดมาแล้วเลย... จากนั้นชีวิตเราเปลี่ยนไป ทุกอย่างสดใสอย่างไม่เคยเป็น เราเหมือนกลับใจครั้งแรกเพราะคนๆนี้ ชีวิตเราดีขึ้น เรามีพลังที่จะทำให้ชีวิตเราพัฒนาขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดเลยจริงๆ เราไม่เคยรู้จักกัน ผ่านไปนับปี เราเหมือนถูกดึงเข้าหากันอย่างแปลกๆจนกระทั่ง... เราคิดว่าเขาคงเป็นพุทธ เพราะดูแล้วเขาเป็นคนจีน ไม่นึกเลยว่าทั้งบ้านเขา จะเป็นคาทอลิกกันหมด...และเราไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญ

...ผ่านไปปีกว่า เราเผลอไปรักคนในห้องเดียวกัน ชีวิตเราตกต่ำลงมากก กลับมามืดเหมือนเมื่อก่อน เพราะความรักครั้งนั้นทำให้เราตาบอดไปมากทีเดียว...เรายื้อทุกอย่างไว้จนสุดๆ แม้รู้ว่าไม่มีค่าอะไรเลย และไม่สนว่าเจ็บปวดแค่ไหน...จนวันนึงที่ความจริงทุกอย่างมาถึงขีดสุด ชีวิตเราเหมือนคนตายอ่ะวันนั้นจำได้ รู้สึกว่าตัวเองโง่มากเลยตอนนั้น ทำอะไรไม่ได้ ชีวิตเหมือนจะตายให้ได้เลย เหมือนผีเลยช่วงนั้น เจ็บอย่างไม่คิดว่าจะเจ็บได้ขนาดนี้ ตอนนั้น "หมดศรัทธา" ในคำว่ารักอย่างแท้จริง มืดดด ไม่เห็นความรักใดๆทั้งสิ้นบนโลกใบนี้...ฉันตายอยู่ได้2วัน ก็ไปพบเข้ากับบทความหนึ่งในเว็บบอร์ดเด็กดี... เรารู้สึกว่าความมืดทั้งหมดในชีวิตหายยยไป ความเจ็บปวดถูกลบจนหมดตั้งแต่วินาทีที่เรารู้สึกมีความสุขกับบทความนั้น มันเป็นบทความจากพระคัมภีร์ไบเบิ้ล... เราเหมือนเกิดใหม่เดี๋ยวนั้นเลยอ่ะ และตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนทันที ไม่รออะไรแล้ว...

...เราเริ่มอธิษฐานกับพระองค์(ตอนแรกๆยังเรียกพระองค์ไม่ถูกด้วยซ้ำ ไม่รู้จะแทนว่าอะไร) ทุกวันเรายังต้องไปเจอหน้ากับคนที่ทำให้เราเจ็บปวด ตอนนั้นยังไม่หายโง่ดี จนสุดๆในวันนึง ช่วงนั้นเราแค่อธิษฐานให้พระองค์ทรงนำทางและดูแล แต่วันนั้นเราตัดสินใจมอบทุกอย่างไว้กับพระองค์... มีข้อความหนึ่งดังขึ้นในใจเรา "คิดดูดีๆสิ ว่ารักครั้งนี้เป็นบาป หรือเป็นพร" ...สมองโล่งเลย บาปกับพร เรานึกได้ถึงความรักหนึ่งที่ไม่เคยจางไป นั่นเองหรือคือพร และตอนนี้เราจะต้องการอะไรอีก มีความรักอันสุดจะประมาณได้ของพระองค์ พระพรของพระองค์ครอบคลุมทุกอย่างในชีวิตเราแล้ว...หยุดเลย

...ชีวิตเราเปลี่ยนไปเรื่อยๆ พระองค์ตอบรับคำอธิษฐานของเราทันตาเห็นในทุกๆอย่าง และเหมือนเวลาเราคิดอะไร รู้สึกอะไร มีปัญหาอะไร จะมีคนคอยตอบเราในใจเสมอ เราอธิษฐานกับพระองค์ประจำว่าขอให้เราเข้มแข็งขึ้น อย่าอ่อนแออย่างเดิมอีกเลย...แต่ต่อมาสิ่งที่เราได้รับ คือเราซวยมากขึ้น เราทะเลาะกับแม่ ที่บ้านเราคัดค้านที่เราจะเป็นคริสต์ กระเป๋าตังค์เราหาย เราทะเลาะกับเพื่อนที่โรงเรียน และหนักสุด เราเดินตกท่อหน้าห้าง อับอายที่สุดในชีวิต...แต่เชื่อมั้ย ทุกๆอย่างนั้นเชื่อมกัน หลังจากกระเป๋าตังค์เราหาย บัตรประชาชนเราหายไปด้วย เราใจเย็นอยู่ได้ แต่แม่เราโมโหมาก และเริ่มเห็นความซวยตั้งแต่เราหันมาหาพระองค์และแม่เริ่มอคติ เลยมาถึงวันที่เราตกท่อตัวเละกลับบ้าน แม่โมโหมากกกเพราะคิดว่าเราคงรับเคราะห์ตั้งแต่ที่เปลี่ยนเป็นคริสต์ แม่โทรไปโวยกับพ่อ พ่อไม่พูดกับเราเลย ทุกคนหาว่าเรา "บ้า" แต่ในวันนั้นเชื่อมั้ยว่าเรารู้เลยว่านี่คือพรแท้จริงจากพระองค์ (ตอนที่เราตกท่อน่ะ เพื่อนที่เราเคยคิดอคติกับเค้ามาตลอดไม่เคยชอบหน้าเลยถึง3คน เค้ารีบวิ่งมาช่วยเหลือเรา จนเรากลับบ้านได้ แต่คนที่เราเคยโง่งมไปรักเค้า เค้าดูอยู่เฉยๆแล้วปล่อยเราไว้อย่างนั้น...ขอบคุณพระองค์จนน้ำตาไหล) เรานั่งฟังแม่ด่าว่าอยู่อย่างใจเย็นและเข้าใจ(แต่ก่อนจะเถียงจนไฟแทบลุกบ้านอ่ะ) ...ทำให้แม่ยิ่งแปลกใจ เราพูดกับแม่ีอย่างที่ไม่เคยเป็น พูดทุกอย่างที่ไม่เคยพูด จนแม่หันมากอดเรา บ้านเราเป็นสุขตั้งแต่นั้นมา และแม่รับได้ที่เราจะเปลี่ยนเป็นคริสต์ รุ่งขึ้นพ่อก็รับได้อีกคนที่เราจะเปลี่ยนไปหาพระองค์(จริงๆอธิษฐานกับพระองค์มาตลอดแหละ อิอิ)...และรุ่งขึ้นวันนั้นแหละจากการที่กระเป๋าตังค์หาย เราเลยได้ไปเปลี่ยนข้อมูลในบัตรประชาชนว่าเป็น "คริสต์" แล้ว...แต่ต่อมาสัก2อาทิตย์ มีคนเก็บกระเป๋าตังค์เรามาคืนให้ 555+ ...ขอบคุณพระเจ้า

...เราเริ่มไปโบสถ์(ของโปรเตสแตนท์ก่อน) ไม่ต้องพูดถึงการทรงนำ เราไปถึงได้อย่างไม่มีข้อมูลอะไรทั้งสิ้น ไม่คิดว่าไปเจอได้ยังไงด้วย ขอบคุณพระองค์จริงๆ...แต่ต่อมาเราก็ย้ายเป็นคาทอลิก...เหมือนเดิม พระองค์นำไปอย่างที่เราไม่มีข้อมูลอะไรเลย แต่ไปถึงวัดได้เหมือนมีคนพาไปตลอดทาง สุดท้ายแล้วรถที่เรานั่งไปน่ะ มันเป็นรถที่ผ่านหน้าบ้านเราทุกวัน(พระองค์ปูทางไว้หมดเลยยยย) ...จนกระทั่งวันนี้ ที่ชีวิตเรามีแต่สิ่ง "ดีๆ"

...ชีวิตเราไม่มีความมืดอีกแล้ว เราพบกับความรักอันประเสริฐยิ่งของพระองค์ มีพระองค์อยู่เคียงข้าง และรับฟังทุกๆอย่าง ดูแลทุกๆอย่างเสมอ...บางครั้งพระองค์อาจจะสอนเรา เพิ่มภูมิต้านทาน สร้างความแข็งแกร่งให้เรา ให้ประสบการณ์เรา ด้วย "ปัญหา" ...แต่ทุกๆปัญหาจะตามมาด้วยสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ... สำหรับผู้ชายคนนั้น คนที่เป็นด่านแรกให้เราได้รู้สึกถึงพระพรของพระองค์ ทุกวันนี้เขายังคงอยู่เป็นพรในชีวิตเรา เราว่าเขาคงเป็นเหมือนคนที่พระองค์ส่งมาให้เป็นบันไดไปสู่พระองค์แหละ...และทุกๆอย่างก็ยังเดินหน้าต่อไป โดยการทรงนำ และโดยพระพรของพระองค์

...ทุกวันนี้หันหลังกลับไปมอง เห็นได้เลยว่าทุกๆอย่าง พระองค์เป็นผู้จัดเตรียมทั้งนั้น เหมือนทุกๆอย่างเป็นแผนการทั้งหมดเลย...แต่อยู่ที่ว่า เราจะตระหนักถึงพระองค์รึปล่าเท่านั้นเอง... ทุกวันนี้ขอบพระคุณพระองค์มากๆ ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีผู้ที่รักเราได้ขนาดนี้ อีกไม่นานเราก็จะได้รับศีลล้างบาปแล้ว ขอบพระคุณพระองค์ตลอดชีวิตก็คงไม่หมดจริงๆ ชีวิตเราพ้นจากคำสาปแล้ว พ้นจากบาปพันธะต่างๆที่ผูกเราไว้กับความมืด พระองค์เป็นความรัก เป็นแสงสว่าง เป็นพระผู้ช่วย ผู้โปรยพระพร ผู้ดูแล ผู้รักษาบรรเทา...เป็นพ่อ เป็นพี่ เป็นเพื่อน เป็นครู เป็นทุกสิ่งทุกอย่างจริงๆ... ถ้าชีวิตนี้เราไม่ได้พบพระองค์ ไม่รู้เลยว่าป่านนี้เราจะเป็นไงบ้าง อิอิ...ขอบพระคุณพระองค์ค่ะ

...และต่อจากนี้เราสัญญาว่า เราจะมีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์ให้ดีที่สุด รักผู้อื่นเหมือนที่พระองค์ทรงให้ความรักนั้นกับเรา พระองค์รักมนุษย์ เราก็ต้องรักมนุษย์ของพระองค์ด้วย...ให้ความรักนี้มีค่ากับคนอื่นๆด้วย...พวกเราก็ช่วยแผ่กระจายความรักของพระองค์ที่สถิตอยู่ในเราเผื่อแผ่ผู้อื่นด้วย นั่นคงจะเป็นการกระจายข่าวดี ให้พวกเค้าได้เห็นถึงพระองค์จริงๆค่ะ...

...ขอบคุณผู้ที่อ่านจบด้วยนะคะ.......พระอวยพรค่ะ  : xemo026 :  : xemo026 :  : xemo026 :
Dis volentibus

อังคาร ก.พ. 17, 2009 11:25 pm

อู้หูย!!!!!ขยันจริงๆเลย

ขอบคุณที่เเบ่งปันค่ะ  : emo038 :
แก้ไขล่าสุดโดย Dis volentibus เมื่อ อังคาร ก.พ. 17, 2009 11:28 pm, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.
์nooklovegod
โพสต์: 4
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ ก.พ. 18, 2009 12:28 pm

พุธ ก.พ. 18, 2009 1:21 pm

คือว่าตอนเด็กๆผมมักจะเจอกับสิ่งประหลาดที่เกี่ยวข้องกับพระคริสต์เสมอและผมอยากที่จะเป็นคริสเตียนตลอดเวลาจนผมได้เป็น และผมก้อเชื่อในพระเจ้าแบบสุดๆ
ภาพประจำตัวสมาชิก
creamy
โพสต์: 68
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ย. 12, 2008 9:59 pm

อังคาร ก.พ. 24, 2009 11:47 pm

จุดเริ่มต้นเราคล้ายๆ กันเลยน่ะค่ะคุณแกะน้อย แต่ต่างที่คุณมีความตั้งใจและแสวงหาพระองค์มากกว่าเราล่ะ ยังไงก็ตามเราก็ยังเชื่อเสมอค่ะว่าพระเจ้ายังอยู่กับเราเสมอ และจะนำเราให้มาอยู่ในเส้นทางของพระองค์  : emo045 : ถึงยังไงก็ยังไม่ท้อค่ะ
Starry Night
โพสต์: 133
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. ก.ย. 25, 2008 11:42 am
ที่อยู่: > <" Xiah Junsu Fightingg g!!!

ศุกร์ มี.ค. 06, 2009 10:33 pm

ไม่รู้สินะค่ะ
แต่คิดว่าคนที่มาเป็นคริสทีหลัง(คริสตังยืน)
เป็นคนที่พระบิดาเลือกแล้ว
ไม่ว่าจะยังไง ชีวิตนี้ก็ต้องเป็นคริสตังให้ได้

เรื่องของความสนใจด้านศาสนาคริสต์ เริ่มมาตั้งแต่ สมัยชั้น ป.5-6 (ปัจจุบัน ม.3 )
เป็นคนที่สนใจเรื่องศาสนามากๆ  ชอบอ่านเรื่องของพระเจ้า รู้สึกรักท่านอย่างบอกไม่ถูก 
เวลาแม่ไปซื้อสร้อย หรือ ของสวยๆงามๆ  มักจะมองหาสร้อยไม้กางเขนเสมอ  รู้สึกชอบมากๆ  อยากใส่ อยากห้อย ชอบตอนเวลาผ่านโบสถ์ชอบชะโงกหัวไปดูโบสถ์อยู่เสมอๆ

แต่พ่อแม่ ไม่สนับสนุนเลย
โดยเฉพาะพ่อ ท่านจะไม่พูด แต่เรารู้อยู่เสมอว่าท่านไม่ชอบ ท่านจะอ่านหนังสือธรรมะตลอด และ นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เราชอบอ่านพระคัมภีร์ (รักการอ่านค่า ) 

เราจะไม่เถียงพ่อแม่นะว่ายังไงเราจะเป็นคริสให้ได้และเดี๋ยวนี้ แต่จะชอบแอบๆถามเสมอว่าคริสดีนะ หรือ อื่นๆ เราคิดว่าพระเจ้าคงจะไม่ชอบเหมือนกัน ถ้าเถียงพ่อแม่ แต่การที่เรายังไม่ได้เป็นคริสตังตอนนี้ เป็นการฝึกอย่างหนึ่ง ฝึกให้เราอดทน และ รอพระเจ้า 

ตอนม.2 ที่ผ่านมาไม่นานนี้ ได้ดูหนังเรื่อง Passion of the Christ พอเริ่มแผ่น 2 ปุ๊ป (ไม่ได้ดูแผ่น 1 ) น้ำตาไหลพรากเลยอ่ะ ดูเรื่องแฮปปี้ เบิร์ดเดย์ ยังไม่ขนาดนี้เลย อิๆ  แบบว่ายิ่งตอนตอกตะปูนี่ อึ๊ยยย
เพื่อที่เป็นคริสเตียนนี่แรงกว่า นั่งร้องไห้ พึมพำ บอกว่า  อย่านะ อย่า ฮือๆๆ  เชื่อมันเลยง่า แรงจริงๆ

อืม.. สุดท้ายนี้ แม้ว่าพระเจ้าจะไม่เคยตอบตกลงในคำขอใดๆของลูก แต่ลูกก็ยังรักพระบิดาเสมอและจะรักพระองค์ตลอดไป  : emo045 :
eva
โพสต์: 4
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ มี.ค. 04, 2009 3:31 pm

อังคาร มี.ค. 10, 2009 3:32 pm

[b][[color=blue]เหตุที่ดิฉันมาเชื่อพระเจ้า  เพราะดิฉันสัมผัสได้ถึงความรักของพระเยซูคริสต์  ก่อนหน้านี้ครอบครัวของดิฉันเป็นครอบครัวที่เชื่อเรื่องผี  ไสยศาสตร์  โดยเฉพาะปู่กับตาของดิฉันเป็นหมอผีประจำหมู่บ้าน    แต่วันหนึ่งความรอดขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็มาถึงครอบครัวดิฉัน  ไม่รู้เพราะสาเหตุใด  คุณพ่อของดิฉันก็ให้ทั้งครอบครัวมาเป็นคริสเตียน  ญาติพี่น้องทุกคนไม่มีใครเห็นด้วยเลย  ญาติพี่น้องบางคนก็โกรธและโมโห มาบอกครอบครัวดิฉันว่า  " ตั้งแต่นี้ไปความเป็นพี่น้อง ของพวกเราตัดขาดกัน เราไม่ใช่พี่น้องกันอีก" 

นับว่าเป็นเรื่องที่เศร้าใจมาก ทั้งครอบครัวดิฉันมี 7 คน พวกเราต้องอยู่ด้วยความเชื่อและอธิษฐานต่อพระเป็นเจ้าว่า ขอพระองค์ทรงช่วยครอบครัวของเรา  เรารู้สึกแปลกใจว่า  "ทำไม มาเชื่อพระเยซูแล้วไม่มีใครเห็นด้วย สงสัยว่าพระองค์มีจริงไหม?    แต่พวกเราก็คงรอคอยอย่างมีความหวังในองค์พระผู้เป็นเจ้า    พวกเราทั้งครอบครัวได้ไปร่วมนมัสการพระเจ้ามาโดยตลอด จนกระทั่งพวกเราสัมผัสได้ถึงความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์  เป็นความรักที่ไม่สามารถบรรยายได้หมด เป็นความรักที่วันนี้ดิฉันได้อยู่ ณ ที่นี้ได้    ซึ่งสัมผัสได้ว่าทุกย่างก้าวที่เราเดินไป ไม่ว่าจะแห่งใดก็ตาม พระองค์ทรงอยู่เคียงข้าง ปกป้องคุ้มภัย  เวลาที่เราเจอกับความทุกข์ ร้องไห้เสียน้ำตา หรือ ผิดหวังในชีวิต  พระองค์คอยเช็คน้ำตาทุกๆ หยด  เวลาที่เรารู้สึกว่าเราคนเดียว โดดเดี่ยวเดียวดาย  เหมือนผู้คนที่ละทิ้งเราหมด พระองค์ทรงตรัสกับเราว่า "อย่ากลัว เราอยู่กับเจ้า"  พระองค์คอยชี้แนะเราเวลามีปัญหา ในพระวรสารของพระองค์คอยหนุนใจ และให้คำตอบในชีวิตทุกๆ ครั้ง  และที่สำคัญที่สุดในวันนี้ที่ดิฉันได้ค้นพบคือ " พระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงรักเราทั้งหลาย ที่เป็นคนบาป ที่ไม่สมควรแม้แต่น้อย เหมือนอย่างที่นักบุญยอห์นได้กล่าวไว้ว่า "ไม่สมควรแม้แต่จะแก้สายรัดฉลองพระบาทของพระองค์" สิ่งนี้ทำให้เรารู้ว่า ชีวิตของเรามีค่ามากในสายพระเนตรของพระองค์ 

ไม่ใช่ดิฉันเท่านั้น  พวกเราทั้งครอบครัว วันนี้เรามีความสุขมากที่อยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า แม้จะทุกข์หรือสุข เรายิ้มได้ เพราะเรารู้ว่า เราไม่ใช่ต่อสู้เพียงลำพัง พระองค์ทรงอยู่กับเรา  นับแต่วันนั้นมาถึงวันนี้  ญาติพีน้องที่เคยบอกว่า "ตัดขาดกัน"  กลับมาเป็นพี่น้องที่รักกันเหมือนเดิม "เขาบอกว่า ทำไมครอบครัวดิฉันไม่เหมือนครอบครัวอื่น เราไม่ได้ร่ำรวยขึ้นเลย แต่ทำไมเราถึงมีความสุขได้  เขาอยากรู้จักพระเจ้า  แต่เหมือนยังมีบางสิ่งที่บังตาเขาอยู่ พวกเราก็ได้แต่อธิษฐานเผื่อพวกเขา "  ดิฉันอยากจะกล่าว ณ ตอนนี้ว่า  "แท้ที่จริงแล้วเมื่อเราอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า ความร่ำรวย ทรัพย์สิ่งของมากมายในโลกนี้ เป็นเพียงแค่สิ่งที่อยู่ชั่วคราวเท่านั้น  เพราะเรารู้ว่า แท้ที่จริงบ้านของเราอยู่บนสวรรค์ต่างหาก.    องค์พระเยซูคริสตเจ้าได้ตรัสไว้ว่า "อย่าให้เราส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ในโลก เพราะมันจะเสื่อมสูญไป แมลงอาจกัดกินได้  แต่ให้เราส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้บนสวรรค์ ที่ไม่มีวันร่วงโรย หรือแมลงกัดกินได้"  เราขอบคุณพระเยซูคริสตเจ้าที่ให้พวกเราไม่มั่งมีจนเกินไป หรือยากจนเกินไป เรามีเพียงพอในแต่ละวัน  เมื่อเราทุกข์ยาก เรากลับขอบคุณพระองค์ที่ให้เราได้มีส่วนในการทนทุกข์กับพระองค์  แม้เป็นเพียงทุกข์เล็กๆ น้อยๆ แต่นั่นเป็นบทเรียนที่ทำให้เรารู้ว่า เราพร้อมที่จะให้พระองค์ทั้งชีวิต และทุกสิ่งที่เรามีอยู่  เพราะสิ่งที่เราคิดว่าเป็นของเรา  แท้จริงแล้วเป็นของพระองค์เพียงผู้เดียว..   

ดิฉันเชื่อเหลือเกินว่า คำพยานของดิฉันแม้จะเป็นสิ่งเล็กน้อย  แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทราบทุกอย่าง....พระองค์จะทรงให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์
ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานความเชื่อให้แก่ทุกท่านที่ได้มาหาพระองค์อย่างหมดใจ....
และให้ท่านที่จะเป็นดังแสงสว่างส่องไปในทุกที่...  เพื่อให้ผู้คนมากมายได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์
eva
โพสต์: 4
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ มี.ค. 04, 2009 3:31 pm

อังคาร มี.ค. 10, 2009 3:42 pm

[b][[color=blue]เหตุที่ดิฉันมาเชื่อพระเจ้า  เพราะดิฉันสัมผัสได้ถึงความรักของพระเยซูคริสต์  ก่อนหน้านี้ ครอบครัวของดิฉันเป็นครอบครัวที่เชื่อเรื่องผี  ไสยศาสตร์  โดยเฉพาะปู่กับตาของดิฉันเป็นหมอผีประจำหมู่บ้าน    แต่วันหนึ่งความรอดขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็มาถึงครอบครัวดิฉัน  ไม่รู้เพราะสาเหตุใด  คุณพ่อของดิฉันก็ให้ทั้งครอบครัวมาเป็นคริสเตียน  ญาติพี่น้องทุกคนไม่มีใครเห็นด้วยเลย  ญาติพี่น้องบางคนก็โกรธและโมโห มาบอกครอบครัวดิฉันว่า  " ตั้งแต่นี้ไปความเป็นพี่น้อง ของพวกเราตัดขาดกัน เราไม่ใช่พี่น้องกันอีก"  นับว่าเป็นเรื่องที่เศร้าใจมาก ทั้งครอบครัวดิฉันมี 7 คน พวกเราต้องอยู่ด้วยความเชื่อและอธิษฐานต่อพระเป็นเจ้าว่า ขอพระองค์ทรงช่วยครอบครัวของเรา  เรารู้สึกแปลกใจว่า  "ทำไม มาเชื่อพระเยซูแล้วไม่มีใครเห็นด้วย สังสัยว่าพระองค์มีจริงไหม?    แต่พวกเราก็คงรอคอยอย่างมีความหวังในองค์พระผู้เป็นเจ้า    พวกเราทั้งครอบครัวได้ไปร่วมนมัสการพระเจ้ามาโดยตลอด จนกระทั่งพวกเราสัมผัสได้ถึงความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์  เป็นความรักที่ไม่สามารถบรรยายได้หมด เป็นความรักที่วันนี้ดิฉันได้อยู่ ณ ที่นี้ได้    ซึ่งสัมผัสได้ว่าทุกย่างก้าวที่เราเดินไป ไม่ว่าจะแห่งใดก็ตาม พระองค์ทรงอยู่เคียงข้าง ปกป้องคุ้มภัย  เวลาที่เราเจอกับความทุกข์ ร้องไห้เสียน้ำตา หรือ ผิดหวังในชีวิต  พระองค์คอยเช็คน้ำตาทุกๆ หยด  เวลาที่เรารู้สึกว่าเราคนเดียว โดดเดี่ยวเดียวดาย  เหมือนผู้คนที่ละทิ้งเราหมด พระองค์ทรงตรัสกับเราว่า "อย่ากลัว เราอยู่กับเจ้า"  พระองค์คอยชี้แนะเราเวลามีปัญหา ในพระวรสารของพระองค์คอยหนุนใจ และให้คำตอบในชีวิตทุกๆ ครั้ง  และที่สำคัญที่สุดในวันนี้ที่ดิฉันได้ค้นพบคือ " พระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงรักเราทั้งหลาย ที่เป็นคนบาป ที่ไม่สมควรแม้แต่น้อย เหมือนอย่างที่นักบุญยอห์นได้กล่าวไว้ว่า "ไม่สมควรแม้แต่จะแก้สายรัดฉลองพระบาทของพระองค์" สิ่งนี้ทำให้เรารู้ว่า ชีวิตของเรามีค่ามากในสายพระเนตรของพระองค์ 

ไม่ใช่ดิฉันเท่านั้น  พวกเราทั้งครอบครัว วันนี้เรามีความสุขมากที่อยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า แม้จะทุกข์หรือสุข เรายิ้มได้ เพราะเรารู้ว่า เราไม่ใช่ต่อสู้เพียงลำพัง พระองค์ทรงอยู่กับเรา  นับแต่วันนั้นมาถึงวันนี้  ญาติพีน้องที่เคยบอกว่า "ตัดขาดกัน"  กลับมาเป็นพี่น้องที่รักกันเหมือนเดิม "เขาบอกว่า ทำไมครอบครัวดิฉันไม่เหมือนครอบครัวอื่น เราไม่ได้ร่ำรวยขึ้นเลย แต่ทำไมเราถึงมีความสุขได้  เขาอยากรู้จักพระเจ้า  แต่เหมือนยังมีบางสิ่งที่บังตาเขาอยู่ พวกเราก็ได้แต่อธิษฐานเผื่อพวกเขา "  ดิฉันอยากจะกล่าว ณ ตอนนี้ว่า  "แท้ที่จริงแล้วเมื่อเราอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า ความร่ำรวย ทรัพย์สิ่งของมากมายในโลกนี้ เป็นเพียงแค่สิ่งที่อยู่ชั่วคราวเท่านั้น  เพราะเรารู้ว่า แท้ที่จริงบ้านของเราอยู่บนสวรรค์ต่างหาก.    องค์พระเยซูคริสตเจ้าได้ตรัสไว้ว่า "อย่าให้เราส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ในโลก เพราะมันจะเสื่อมสูญไป แมลงอาจกัดกินได้  แต่ให้เราส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้บนสวรรค์ ที่ไม่มีวันร่วงโรย หรือแมลงกัดกินได้"  เราขอบคุณพระเยซูคริสตเจ้าที่ให้พวกเราไม่มั่งมีจนเกินไป หรือยากจนเกินไป เรามีเพียงพอในแต่ละวัน  เมื่อเราทุกข์ยาก เรากลับขอบคุณพระองค์ที่ให้เราได้มีส่วนในการทนทุกข์กับพระองค์  แม้เป็นเพียงทุกข์เล็กๆ น้อยๆ แต่นั่นเป็นบทเรียนที่ทำให้เรารู้ว่า เราพร้อมที่จะให้พระองค์ทั้งชีวิต และทุกสิ่งที่เรามีอยู่  เพราะสิ่งที่เราคิดว่าเป็นของเรา  แท้จริงแล้วเป็นของพระองค์เพียงผู้เดียว..   

ดิฉันเชื่อเหลือเกินว่า คำพยานของดิฉันแม้จะเป็นสิ่งเล็กน้อย  แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทราบทุกอย่าง....พระองค์จะทรงให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์
ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานความเชื่อให้แก่ทุกท่านที่ได้มาหาพระองค์อย่างหมดใจ....
และให้ท่านที่จะเป็นดังแสงสว่างส่องไปในทุกที่...  เพื่อให้ผู้คนมากมายได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์
Batholomew
~@
โพสต์: 12725
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร ม.ค. 18, 2005 2:28 pm
ที่อยู่: Thailand

อังคาร มี.ค. 10, 2009 5:03 pm

ขอบพระคุณพระเจ้าครับ ::001::
ภาพประจำตัวสมาชิก
YRNN
โพสต์: 21
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. เม.ย. 16, 2009 2:10 pm
ที่อยู่: ----
ติดต่อ:

พฤหัสฯ. เม.ย. 16, 2009 2:41 pm

ผมเชื่อ เพราะผมเชื่อ....ไม่มีข้อสงสัย ผมเองรู้จักพระองค์มานาน ตั้งแต่รุ่นตา ครับ
ขอบคุณทุกๆคนที่ตอบกระทู้ครับ
ภาพประจำตัวสมาชิก
YRNN
โพสต์: 21
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. เม.ย. 16, 2009 2:10 pm
ที่อยู่: ----
ติดต่อ:

พฤหัสฯ. เม.ย. 16, 2009 2:46 pm

ความรักครับ...ผมชอบอ่ะไม่สงสัยด้วย
ชอร์

เสาร์ พ.ค. 02, 2009 10:05 pm

ผม เชื่อพระเจ้ามีจริง ผมรู้สึกอุ่นใจและหายท้อทุกครั้งที่รับรู้ รู้สึกถึงพระองค์  แต่ผมยังสงสัยว่าพระเจ้าในที่นี้คือใคร พระเยซูหรือพระเจ้าอื่นใด ตอบกลับในเมล์ให้หน่อยนะครับอยากรู้...chor2424@hotmail.com
ภาพประจำตัวสมาชิก
My Hope
โพสต์: 735
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ก.พ. 27, 2009 8:42 am
ติดต่อ:

อังคาร พ.ค. 12, 2009 7:01 pm

ทำไมถึงเชื่อพระเจ้า เชื่อพระเจ้าได้อย่างไร
สำหรับผมนั้น ผมพิ่งเชื่อพระเจ้าได้ไม่นานนี้เองครับ เรื่องมันเกิดประมาณปลายเดือนพฤจิกายน 08 พอดีว่าช่วงนั้น ผมคิดว่า ผมนั้นผ่านเรื่องอะไรเลวร้ายมามากมาย ทำให้ผมนึกถึงพระเป็นเจ้า แล้วบังเอิญว่า มีครูต่างชาติที่โรงเรียน เดิมเค้าเคยเป็นคาทอลิกมาก่อน แต่ว่าเค้ามาแต่งงานกับคนไทย เค้าเลยต้องเปลี่ยนเป็นพุทธ ผมถามเค้าก่อนว่า เค้าเป็นคริสตรึป่าว เค้าบอกว่าเคยเป็นแต่ตอนนี้ไม่แล้ว เค้าเลยบอกว่าเดี่ยวเค้าช่วยหาข้อมูลเกี่ยวกับวัดคาทอลิกให้ และยังช่วยหาบทข้าแต่พระบิดาให้ด้วยแต่เป็นภาษาอังกฤษอีกด้วย     หลังจากนั้นไม่กี่วันผมยังจำได้เลยว่าวันนั้นเป็นวันเสาร์         ผมยังผมโทรไปที่โบสถ์ที่คอนเวนต์ เจอพ่อที่เป็นชาวต่างชาติรับสาย แรกๆผมก็งงๆ(แบบทำอะไรไม่ถูก) ยังไม่รู้จะพูดอะไร ผมเลยบอกไปว่า ผมเนี่ยต้องการจะเป็นคริสต พ่อเค้าก็เลยบอกว่า เค้าให้ข้อมูลทางโทรศัพท์ตอนนี้ไม่ได้หรอก แต่เค้าบอกว่า ถ้าอยากจะรู้ ให้มาวันอาทิตย์ วันที่เค้ามีมิสซากัน  แต่บังเอิญช่วงนั้น ผมยังไม่มีเวลาจะไป เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมกำลังจะจบม.3 เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ผมก็เลยไม่ได้ไปตามคำเชิญของพ่อที่วัดจริงๆ   ผมโชคดีหน่อยที่ว่า ทางครอบครัว พ่อ-แม่ อนุญาต                                                                                                                                                และทางบ้านผมไม่บังคับว่าต้องบวชทางพุทธก็ได้  ผมก็ต้องการจะเลือกทางของผมเอง หลังจากที่โทรไปหาพ่อที่วัดคอนเวนต์ ช่วงบ่ายๆ พ่อผมบอกว่า มีโบสถ์คริตสอยู่แถวๆบ้าน(ตอนนั้นก็ยังไม่รู้หรอกว่าวเป็นคริสตจักร) ผมเข้าไปปุป ก็ถามหาคุณพ่อเลยครับ(แบบว่าหน้าแตก อิอิ) เค้าก็อธิบายว่าไม่ใช่ นี้เป็นคริสตจักรของโปรแตสแตนท์
ผมก็ฟัง ที่อาจารย์อธิบายไป เสร็จปุปเค้าก็ชวนรับเชื่อพระเจ้า หลังจากนั้น ก็ไปโรงเรียนตามปกติแหละครับ แต่ผมบอกเพื่อนว่า เนี่ย ไม่สามารถเคารพบูชา รูปเคารพได้อีกแล้วนะ มันก็แบบพูดเหมือนประชดอะครับ  ผมไม่ชอบเลย   ผมก็พยายามทนมานะครับ    หลังจากนั้นผมก็ดูหนังเรื่องหนึ่ง บอกชื่อเรื่องเลยละกัน รักแห่งสยามอะครับ ผมก็ดูๆ ช่วงแรกๆที่มีการแสดง การประสูติของพระเยซูเจ้าอะครับ และยังมีเพลงประกอบการแสดงอะครับ ผมชอบเพลงนั้นมาก เพลงSlient Night อะครับ ฟังแล้วขนลุก ขึ้นมาทันที และหลังจากนั้น มีอยู่วันนึง ผมก็รู้สึกว่าอยากจะไปวัด ผมเลยเลือกไปที่อาสนวิหารอัสสัมชัญ เพราะมันสะดวกที่สุด ผมก็ไปติดต่อศูนย์คำสอนที่อัสสัมชัญ และเริ่มเรียนคำสอน ก็ตอนปิดเทอมนี้แหละครับ เพราะผมไม่ค่อยมีเวลา แต่ยังไม่ได้รับศีลล้างบาปนะครับ พอผมได้อ่านความจากกระทู้นี้แล้ว ทำให้ผมรู้สึกว่า มีความศรัทธาต่อพระเจ้ามากขึ้นครับ   ตอนนี้ผมก็สวดภาวนาทุกวัน รวมถึงการสวดสายประคำทุกวัน ออ อีกอย่างผมพิ่งได้สายประคำอันใหม่ จากชั้นเรียนคำสอนพอดี คือ ผมกำลังอยากจะได้สายประคำเส้นใหม่อยู่พอดีอะครับ เหมือนพระแม่ ประทานให้ผมเลยครับ   

ปล.อาจจะยาวมากๆ แต่ผมอยากแชร์ประสบการณ์อะครับ
ปล.2 อาจจะเหมือนกับการเขียนเรียงความไปนิด นะครับ
แก้ไขล่าสุดโดย Anonymous เมื่อ พุธ พ.ค. 13, 2009 6:53 am, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.
ภาพประจำตัวสมาชิก
ignatius
.
.
โพสต์: 2597
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. ก.พ. 07, 2008 12:48 pm

อังคาร พ.ค. 12, 2009 7:31 pm

เด็กสร้างบ้าน เขียน:ทำไมถึงเชื่อพระเจ้า เชื่อพระเจ้าได้อย่างไร
สำหรับผมนั้น ผมพิ่งเชื่อพระเจ้าได้ไม่นานนี้เองครับ เรื่องมันเกิดประมาณปลายเดือนพฤจิกายน 08 พอดีว่าช่วงนั้น ผมคิดว่า ผมนั้นผ่านเรื่องอะไรเลวร้ายมามากมาย ทำให้ผมนึกถึงพระเป็นเจ้า แล้วบังเอิญว่า มีครูต่างชาติที่โรงเรียน เดิมเค้าเคยเป็นคาทอลิกมาก่อน แต่ว่าเค้ามาแต่งงานกับคนไทย เค้าเลยต้องเปลี่ยนเป็นพุทธ ผมถามเค้าก่อนว่า เค้าเป็นคริสตรึป่าว เค้าบอกว่าเคยเป็นแต่ตอนนี้ไม่แล้ว เค้าเลยบอกว่าเดี่ยวเค้าช่วยหาข้อมูลเกี่ยวกับวัดคาทอลิกให้ และยังช่วยหาบทข้าแต่พระบิดาให้ด้วยแต่เป็นภาษาอังกฤษอีกด้วย     หลังจากนั้นไม่กี่วันผมยังจำได้เลยว่าวันนั้นเป็นวันเสาร์         ผมยังผมโทรไปที่โบสถ์ที่คอนเวนต์ เจอพ่อที่เป็นชาวต่างชาติรับสาย แรกๆผมก็งงๆ(แบบทำอะไรไม่ถูก) ยังไม่รู้จะพูดอะไร ผมเลยบอกไปว่า ผมเนี่ยต้องการจะเป็นคริสต พ่อเค้าก็เลยบอกว่า เค้าให้ข้อมูลทางโทรศัพท์ตอนนี้ไม่ได้หรอก แต่เค้าบอกว่า ถ้าอยากจะรู้ ให้มาวันอาทิตย์ วันที่เค้ามีมิสซากัน  แต่บังเอิญช่วงนั้น ผมยังไม่มีเวลาจะไป เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมกำลังจะจบม.3 เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ผมก็เลยไม่ได้ไปตามคำเชิญของพ่อที่วัดจริงๆ   ผมโชคดีหน่อยที่ว่า ทางครอบครัว พ่อ-แม่ อนุญาต                                                                                                                                                และทางบ้านผมไม่บังคับว่าต้องบวชทางพุทธก็ได้  ผมก็ต้องการจะเลือกทางของผมเอง หลังจากที่โทรไปหาพ่อที่วัดคอนเวนต์ ช่วงบ่ายๆ พ่อผมบอกว่า มีโบสถ์คริตสอยู่แถวๆบ้าน(ตอนนั้นก็ยังไม่รู้หรอกว่าวเป็นคริสตจักร) ผมเข้าไปปุป ก็ถามหาคุณพ่อเลยครับ(แบบว่าหน้าแตก อิอิ) เค้าก็อธิบายว่าไม่ใช่ นี้เป็นคริสตจักรของโปรแตสแตนท์
ผมก็ฟัง ที่อาจารย์อธิบายไป เสร็จปุปเค้าก็ชวนรับเชื่อพระเจ้า หลังจากนั้น ก็ไปโรงเรียนตามปกติแหละครับ แต่ผมบอกเพื่อนว่า เนี่ย ไม่สามารถเคารพบูชา รูปเคารพได้อีกแล้วนะ มันก็แบบพูดเหมือนประชดอะครับ  ผมไม่ชอบเลย   ผมก็พยายามทนมานะครับ    หลังจากนั้นผมก็ดูหนังเรื่องหนึ่ง บอกชื่อเรื่องเลยละกัน รักแห่งสยามอะครับ ผมก็ดูๆ ช่วงแรกๆที่มีการแสดง การประสูติของพระเยซูเจ้าอะครับ และยังมีเพลงประกอบการแสดงอะครับ ผมชอบเพลงนั้นมาก เพลงSlient Night อะครับ ฟังแล้วขนลุก ขึ้นมาทันที และหลังจากนั้น มีอยู่วันนึง ผมก็รู้สึกว่าอยากจะไปวัด ผมเลยเลือกไปที่อาสนวิหารอัสสัมชัญ เพราะมันสะดวกที่สุด ผมก็ไปติดต่อศูนย์คำสอนที่อัสสัมชัญ และเริ่มเรียนคำสอน ก็ตอนปิดเทอมนี้แหละครับ เพราะผมไม่ค่อยมีเวลา แต่ยังไม่ได้รับศีลล้างบาปนะครับ พอผมได้อ่านความจากกระทู้นี้แล้ว ทำให้ผมรู้สึกว่า มีความศรัทธาต่อพระเจ้ามากขึ้นครับ   ตอนนี้ผมก็สวดภาวนาทุกวัน รวมถึงการสวดสายประคำทุกวัน ออ อีกอย่างผมพิ่งได้สายประคำอันใหม่ จากชั้นเรียนคำสอนพอดี คือ ผมกำลังอยากจะได้สายประคำเส้นใหม่อยู่พอดีอะครับ เหมือนพระแม่ ประทานให้ผมเลยครับ   

ปล.อาจจะยาวมากๆ แต่ผมอยากแชร์ประสบการณ์อะครับ
ปล.2 อาจจะเหมือนกับการเขียนเรียงความไปนิด นะครับ


ดีใจมากเลยที่ได้อ่าน และทราบว่าได้เข้าเรียนคำสอนบ้างแล้ว..
ยินดีต้อนรับนะคะ ขอพระจิตเจ้านำทางนะคะ
ถ้ามีอะไรอยากถามก็ถามเลย.. ::042::
เหอ เหอ ในบอร์ดนี้มาสมาชิกอาสนวิหารอัสสัมชัญอยู่หลายคน  ::050::
Viridian
โพสต์: 2762
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ ก.ค. 30, 2008 11:40 pm

อังคาร พ.ค. 12, 2009 8:41 pm

ignatius เขียน:
เด็กสร้างบ้าน เขียน:ทำไมถึงเชื่อพระเจ้า เชื่อพระเจ้าได้อย่างไร
สำหรับผมนั้น ผมพิ่งเชื่อพระเจ้าได้ไม่นานนี้เองครับ เรื่องมันเกิดประมาณปลายเดือนพฤจิกายน 08 พอดีว่าช่วงนั้น ผมคิดว่า ผมนั้นผ่านเรื่องอะไรเลวร้ายมามากมาย ทำให้ผมนึกถึงพระเป็นเจ้า แล้วบังเอิญว่า มีครูต่างชาติที่โรงเรียน เดิมเค้าเคยเป็นคาทอลิกมาก่อน แต่ว่าเค้ามาแต่งงานกับคนไทย เค้าเลยต้องเปลี่ยนเป็นพุทธ ผมถามเค้าก่อนว่า เค้าเป็นคริสตรึป่าว เค้าบอกว่าเคยเป็นแต่ตอนนี้ไม่แล้ว เค้าเลยบอกว่าเดี่ยวเค้าช่วยหาข้อมูลเกี่ยวกับวัดคาทอลิกให้ และยังช่วยหาบทข้าแต่พระบิดาให้ด้วยแต่เป็นภาษาอังกฤษอีกด้วย     หลังจากนั้นไม่กี่วันผมยังจำได้เลยว่าวันนั้นเป็นวันเสาร์         ผมยังผมโทรไปที่โบสถ์ที่คอนเวนต์ เจอพ่อที่เป็นชาวต่างชาติรับสาย แรกๆผมก็งงๆ(แบบทำอะไรไม่ถูก) ยังไม่รู้จะพูดอะไร ผมเลยบอกไปว่า ผมเนี่ยต้องการจะเป็นคริสต พ่อเค้าก็เลยบอกว่า เค้าให้ข้อมูลทางโทรศัพท์ตอนนี้ไม่ได้หรอก แต่เค้าบอกว่า ถ้าอยากจะรู้ ให้มาวันอาทิตย์ วันที่เค้ามีมิสซากัน  แต่บังเอิญช่วงนั้น ผมยังไม่มีเวลาจะไป เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมกำลังจะจบม.3 เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ผมก็เลยไม่ได้ไปตามคำเชิญของพ่อที่วัดจริงๆ   ผมโชคดีหน่อยที่ว่า ทางครอบครัว พ่อ-แม่ อนุญาต                                                                                                                                                และทางบ้านผมไม่บังคับว่าต้องบวชทางพุทธก็ได้  ผมก็ต้องการจะเลือกทางของผมเอง หลังจากที่โทรไปหาพ่อที่วัดคอนเวนต์ ช่วงบ่ายๆ พ่อผมบอกว่า มีโบสถ์คริตสอยู่แถวๆบ้าน(ตอนนั้นก็ยังไม่รู้หรอกว่าวเป็นคริสตจักร) ผมเข้าไปปุป ก็ถามหาคุณพ่อเลยครับ(แบบว่าหน้าแตก อิอิ) เค้าก็อธิบายว่าไม่ใช่ นี้เป็นคริสตจักรของโปรแตสแตนท์
ผมก็ฟัง ที่อาจารย์อธิบายไป เสร็จปุปเค้าก็ชวนรับเชื่อพระเจ้า หลังจากนั้น ก็ไปโรงเรียนตามปกติแหละครับ แต่ผมบอกเพื่อนว่า เนี่ย ไม่สามารถเคารพบูชา รูปเคารพได้อีกแล้วนะ มันก็แบบพูดเหมือนประชดอะครับ  ผมไม่ชอบเลย   ผมก็พยายามทนมานะครับ    หลังจากนั้นผมก็ดูหนังเรื่องหนึ่ง บอกชื่อเรื่องเลยละกัน รักแห่งสยามอะครับ ผมก็ดูๆ ช่วงแรกๆที่มีการแสดง การประสูติของพระเยซูเจ้าอะครับ และยังมีเพลงประกอบการแสดงอะครับ ผมชอบเพลงนั้นมาก เพลงSlient Night อะครับ ฟังแล้วขนลุก ขึ้นมาทันที และหลังจากนั้น มีอยู่วันนึง ผมก็รู้สึกว่าอยากจะไปวัด ผมเลยเลือกไปที่อาสนวิหารอัสสัมชัญ เพราะมันสะดวกที่สุด ผมก็ไปติดต่อศูนย์คำสอนที่อัสสัมชัญ และเริ่มเรียนคำสอน ก็ตอนปิดเทอมนี้แหละครับ เพราะผมไม่ค่อยมีเวลา แต่ยังไม่ได้รับศีลล้างบาปนะครับ พอผมได้อ่านความจากกระทู้นี้แล้ว ทำให้ผมรู้สึกว่า มีความศรัทธาต่อพระเจ้ามากขึ้นครับ   ตอนนี้ผมก็สวดภาวนาทุกวัน รวมถึงการสวดสายประคำทุกวัน ออ อีกอย่างผมพิ่งได้สายประคำอันใหม่ จากชั้นเรียนคำสอนพอดี คือ ผมกำลังอยากจะได้สายประคำเส้นใหม่อยู่พอดีอะครับ เหมือนพระแม่ ประทานให้ผมเลยครับ   

ปล.อาจจะยาวมากๆ แต่ผมอยากแชร์ประสบการณ์อะครับ
ปล.2 อาจจะเหมือนกับการเขียนเรียงความไปนิด นะครับ


ดีใจมากเลยที่ได้อ่าน และทราบว่าได้เข้าเรียนคำสอนบ้างแล้ว..
ยินดีต้อนรับนะคะ ขอพระจิตเจ้านำทางนะคะ
ถ้ามีอะไรอยากถามก็ถามเลย.. ::042::
เหอ เหอ ในบอร์ดนี้มาสมาชิกอาสนวิหารอัสสัมชัญอยู่หลายคน  ::050::




แวะมาแสดงตัวค่ะ ::050::

ยินดีต้อนรับนะคะ มีอะไรสงสัยก็ถามได้เลยนะคะ ::031::
ตอบกลับโพส