** รับการหนุนใจเพื่อเสริมสร้างกัน **

รวม ความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับพระคัมภีร์ไบเบิ้ล
เข้าใจ พระคัมภีร์ ชีวิต และคำสั่งสอนของพระเยซูคริสต์ ตามลำดับ อย่างง่ายๆ
ตอบกลับโพส
Prod Pran
Defender of lawS
Defender of lawS
โพสต์: 3326
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ม.ค. 17, 2005 9:54 pm
ที่อยู่: Bangkok

อังคาร ก.ย. 07, 2010 10:58 pm

รับการหนุนใจเพื่อเสริมสร้างกัน โปรดปราน (พีพี )

“... พระบิดาแห่งพระเยซูคริสตเจ้าของเรา พระบิดาผู้ทรงเมตตา พระเจ้าแห่งการชูใจทุกอย่าง พระองค์ผู้ทรงชูใจเราในการทุกข์ยากทั้งสิ้นของเรา เพื่อเราจะสามารถชูใจคนเหล่านั้น ที่มีความทุกข์ยากอย่างใด อย่างหนึ่งได้ด้วยความชูใจ ซึ่งตัวเราเองได้รับจากพระเจ้า” (2 โครินธ์ 1.3-4 )

บทนำ

มีชายหนุ่มคนหนึ่ง ป่วยเป็นโรคร้าย แพทย์บอกว่า ถ้าเขามีกำลังใจต่อสู้ผ่านพ้นฤดูใบไม้ร่วงได้ เขาจะหายแน่นอน เขานอนตรมบนเตียงภรรยาเปิดหน้าต่างทุกวัน เพื่อสามีจะเห็นทิวทัศน์ภายนอก พอย่างเข้าฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้เปลี่ยนสี เป็นเหลือง ส้ม แดงและค่อยๆร่วง ชายหนุ่มเริ่มท้อใจมาก เมื่อมองผ่านหน้าต่าง ที่ริมรั้วใกล้กำแพงบ้านมีองุ่นต้นหนึ่ง ใบสีส้มค่อยๆร่วง จนเกือบหมดต้น แต่ขณะที่เขาหลับภรรยาแอบไปวาดใบองุ่นเถาหนึ่งที่ผนังกำแพงไว้แต้มสีส้มอ่อนๆ ทุกครั้งที่สามีของเธอมองไปข้างนอก ก็ยังเห็นใบองุ่นเถานั้นคงอยู่ ในที่สุดฤดูหนาวผ่านไป จนกระทั่งฤดูใบไม้ผลิ ชายคนนี้มองไปนอกหน้าต่างเห็นใบไม้ดอกไม้สดสวยงามมาก จิตใจเขาสดชื่น มีกำลังต่อสู้โรคร้ายเขาแข็งแรงขึ้น วันหนึ่งภรรยาได้ประคองเขามาเดินไปสูดอากาศนอกบ้าน เขายังข้องใจเรื่องใบองุ่นเถานั้นว่าทำไมไม่ร่วง เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆเขาจึงได้คำตอบว่าเป็นใบไม้ที่วาดไว้ ...เขาน้ำตาซึมกอดภรรยาไว้แน่น ด้วยความขอบคุณที่เธอเป็นกำลังใจในการต่อสู้กับโรคร้าย

การหมดกำลังใจ หรือท้อใจคือขโมยตัวฉกาจ ที่มันขโมยพละกำลังของเรา ขโมย ความกระตือรือร้น ขโมยความปีติยินดี ขโมยสันติสุข และขโมยความพอใจของเราไป ถ้าความท้อใจอาศัยอยู่กับเรานานๆ เพื่อนๆของมันจะเข้าร่วมในไม่ช้า เพื่อนๆของมัน คือความเหนื่อยล้า การหมดหวัง การสงสัย ความอคติ ความคิดเชิงลบ การสงสารตัวเอง ความขมขื่น เป็นต้น
เมื่อเราท้อ เราต้องการคำหนุนใจ และเราต้องหนุนใจคนอื่นด้วย แท้จริงแล้วคริสตชนต้องมองไปที่พระเยซูเจ้า เราจะได้รับกำลังใจ ได้รับการช่วยเหลือ พิจารณาดูว่าเราสามารถรับการหนุนใจและสามารถเสริมสร้างกันได้อย่างไรบ้าง


1. รับการหนุนใจเพราะพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าแห่งความเมตตาและการปลอบใจ

“สาธุการแด่พระเจ้า พระบิดาแห่งพระเยซูคริสตเจ้าของเรา พระบิดาผู้ทรงเมตตา
พระเจ้าแห่งการชูใจทุกอย่าง” ( 2 โครินธ์1.3)

พระเจ้าถูกเรียกว่าบิดาของความเมตตาปรานี ในภาษากรีกคำ"ความเมตตา"คือoiktirmos หมายถึงความสงสาร (ดวงวิญญาณที่หลงหาย ) ความน่าเสียดาย ความปรานี เป็นความรู้สึกของหัวใจ และน้ำพระทัยของพระเจ้า ทรงรู้สึกเมตตาไปยังมนุษย์ พระเจ้าทรงเป็นแหล่งของความเมตา ความเมตตาของพระองค์มาถึงพวกเรา นำมาการช่วยเหลือให้รับความรอด ได้รับการยกโทษเพราะความบาปและจากการสาปแช่งชั่วนิรันดร ที่เป็นเช่นนี้เพราะพระเยซูเจ้า เพราะการเสียสละยอมทนทุกข์บนไม้กางเขน เมื่อวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ พระโลหิตของพระองค์จึงชำระการอธรรมทั้งสิ้นของเรา ทำให้เราเป็นผู้ชอบธรรม นำการคืนดีกับพระเจ้า ไม่ต้องถูกพิพากษาลงโทษ นี่คือพระเมตตาขององค์พระผู้เป็นเจ้า

องค์พระผู้เป็นเจ้าคือพระเจ้าของความเมตตา ยืนยันในบทเพลงสุดดี 86:5 “ข้าแด่พระเจ้า เพราะพระองค์ประเสริฐและทรงพร้อมที่จะประทานอภัย อุดมด้วยความรักมั่นคงต่อบรรดาผู้ร้องทูลพระองค์” มี คำในกรีกสำหรับ"ช่วยเหลือ/ปลอบใจ"คือparaklesis คือทำให้ การทำให้เบิกบานใจ ได้รับความหนุนใจ ตามความเป็นจริง รูปแบบหนึ่งรูปแบบของคำนี้ parakletos ถูกใช้สำหรับพระจิต หรือพระจิต เป็นผู้ปลอบโยน ในพระวรสาร น.ยอห์น 14.26 "แต่พระผู้ช่วยคือพระจิตเจ้าที่พระบิดาจะทรงส่งมาในนามของเรานั้น จะทรงสอนท่านทุกสิ่ง และจะทรงให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราเคยบอกท่าน” แท้จริงแล้วการปลอบใจ การช่วยเหลือทั้งหมดทั้งหมดมาจากองค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยเหลือทุกอย่าง เพราะพระลักษณะของพระเจ้าที่เราเชื่อและวางใจคือทรงเปี่ยมด้วยความเมตตา และความรักจนถึงที่สุด พิสูจน์ด้วยการวายพระชนม์บนไม้กางเขนของพระเยซูเจ้านั่นคือความรักจนถึงที่สุด
ตัวอย่าง ณ ที่ประชุมใหญ่ในประเทศบราซิลฉันได้ฟังคำพยานจากสาวสวยชาวโบลิเวียคนหนึ่ง ซึ่งมีผู้ฟังเกือบหมื่นคน สตรีรายนี้เล่าว่า ตอนที่เธออายุ 25 ปี (ตอนพูดอายุ 32 ปี) ขณะเดินทางกลับบ้านจากที่ทำงาน เธอถูกชายหนุ่ม 3 คนฉุดไปข่มขืน ผลจากการถูกกระทำจากสามชายชั่วครั้งนั้น เธอติดเชื้อ HIV เอดส์ ดังนั้นเธอจึงโกรธทุกคน และเธอได้ฆ่าตัวตายแต่มีการช่วยไว้ได้ เธอสงสัยว่าพระเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ไหม พระเยซูเจ้าอยู่ที่ไหนทำไมไม่ช่วยเธอเลย ดังนั้นเธอนำเรื่องนี้ไปปรึกษาพระสงฆ์ แต่คุณพ่อก็ไม่สามารถให้คำตอบที่ดี ในที่สุดพระสงฆ์แนะนำว่า “ให้ลูกไปถามพระเยซูเจ้าเอง” ดังนั้นเธอจึงเข้าเฝ้าพระเยซูเจ้าที่หน้าพระแท่น เงยหน้ามอง ที่รูปพระเยซูเจ้า บนไม้กางเขน เธอร้องไห้คร่ำครวญ และต่อว่าพระองค์อย่างขมขื่น เหตุที่พระองค์ได้ทอดทิ้งเธอ พระเยซูเจ้าไม่ได้ตรัสอะไรเลย แต่ดวงตาเธอที่เพ่งไปที่พระพักตร์ พระเยซูเจ้าบนไม้กางเขน ได้เห็นพระเยซูเจ้าทรงร้องไห้กับความทุกข์ของเธอ ดังนั้นเธอจึงได้รับคำตอบ ได้รับการหนุนใจ ว่าพระองค์ทรงรักเธอมาก ทรงอยู่กับเธอทุกสถานการณ์ ทรงเจ็บปวดร่วมกับเธอ ...ในที่สุด หญิงสาวสามารถยกโทษให้อภัยต่อผู้กระทำผิดต่อเธอ และยอมรับน้ำพระทัยพระได้ บัดนี้เธอได้อุทิศตัว กับการรับใช้พระเจ้า โดยเป็นวิทยากร สอน พูด รณรงค์ เรื่องเอดส์ ทั่วประเทศ โบลิเวีย วันที่เธอเป็นพยานในที่ประชุมวันนั้น เชื่อว่าทุกคนได้รับการหนุนใจ
Prod Pran
Defender of lawS
Defender of lawS
โพสต์: 3326
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ม.ค. 17, 2005 9:54 pm
ที่อยู่: Bangkok

อังคาร ก.ย. 07, 2010 11:00 pm

2. พระเจ้าทรงชูใจในยามทุกข์ยากของเรา

“พระองค์ผู้ทรงชูใจเราในการทุกข์ยากทั้งสิ้นของเรา เพื่อเราจะสามารถชูใจคนเหล่านั้น ที่มีความทุกข์ยากอย่างใด อย่างหนึ่งได้ด้วยความชูใจ ซึ่งตัวเราเองได้รับจากพระเจ้า” (2 โครินธ์ 1.4 )

เชื่อว่าเราทุกคนไม่อยากให้ชีวิตเกิดความทุกข์ยากลำบากและเจ็บปวดในภาษากรีกคือคำthlipsis หมายถึงความยากลำบาก อาการเจ็บปวด ถูกการก่อกวน ถูกปั่นป่วน หรือภาระหนัก ความทุกข์ยากของแต่ละคนแตกต่างกัน บางคนเป็นทุกข์เพราะโรคภัยไข้เจ็บ (คนพุทธจึงมีพุทธภาษิตว่า การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ) บางคนมีความทุกข์เพราะการเงิน (เช่นมีมากก็ทุกข์ มีน้อย หรือไม่มีก็ทุกข์ ) บางคนทุกข์เพราะสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก บางคนมีทุกข์กับความไม่แน่นอนของอนาคต หรือความทุกข์เพราะอุบัติเหตุ หรือภัยพิบัติ เช่นขณะนี้เราชาวไทยมีความทุกข์เพราะความขัดแย้งทางการเมือง จนส่อไปถึงทำลายความมั่นคงของประเทศเป็นต้น
ทำไมเรามี ความทุกข์ยาก เพราะว่าเราอาศัยอยู่ในโลกที่ล้มในความบาป คริสตชนยังเชื่อว่า ความทุกข์ยาก ลำบากมีไว้เพื่อฝึกฝนชีวิต ชีวิตของลูกพระองค์มีการเรียกร้องสูงเพราะเป็นการทดสอบความเชื่อและจิตวิญญาณของเราซึ่งเป็นพระฉายาของพระเจ้าและเป็นการเดินตามชีวิตของพระเยซูเจ้า นักบุญยากอบ กล่าวว่า“เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่า การทดลองความเชื่อของท่านนั้นทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง และจงให้ความมั่นคงนั้นบรรลุผลอันสมบูรณ์ เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นคนดีพร้อม มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย” (น.ยากอบ 1.2-4)
ภาพที่เห็นคือ ความทุกข์ คือหนทางหนึ่งทางของการกระทำที่มีคุณค่ากว่า คริสตชนจำนวนมาก ได้ประสบการณ์ที่ดีว่า ชีวิตได้ผ่านการทดสอบและการทำให้แข็งแรงแกร่งเพราะความวางใจในพระเยซูเจ้าซึ่งได้รับการช่วยเหลือและความเมตตาปรานีของพระเยซูคริสต์

3. เราต้องได้รับการหนุนใจเพื่อจะได้เป็นเครื่องมือช่วยเหลือคนอื่นๆ
....เพื่อเราจะสามารถชูใจคนเหล่านั้น ที่มีความทุกข์ยากอย่างใด อย่างหนึ่งได้ด้วยความชูใจ ซึ่งตัวเราเองได้รับจากพระเจ้า เพราะว่าเรามีส่วนทนทุกข์กับพระคริสต์มากฉันใด ความชูใจของเราเนื่องจากพระคริสต์ก็มากฉันนั้น” (2โครินธ์ 1.4 -5)
เมื่อได้รับการหนุนใจ การชูใจผ่านพ้นนาทีวิกฤติของชีวิตแล้ว เราจะใช้ประสบการณ์นั้นเพื่อหนุนใจผู้อื่น พระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเราเพื่อให้เราสามารถช่วยเหลือคนอื่นๆได้ ในชีวิตของชาวคริสต์เองที่ผ่านช่วงเวลาทุกข์ยาก เราได้รับการช่วยเหลือจากพระเจ้า และต่อมาเราได้ช่วยคนอื่นๆได้เพราะประสบการณ์ของตัวเองที่สามารถผ่านพ้นนาทีวิกฤต หรือช่วงของความทุกข์ยากลำบากมากมาย
ตัวอย่าง ดร.เบน คาร์สัน (เขาเป็นคนต้นแบบของเด็กอเมริกัน) “ศัลยแพทย์มหัศจรรย์” ผู้ผ่าตัดแยกแฝดสยามที่มีกะโหลกติดกันได้สำเร็จ หมอเบนเกิดในครอบครัวผิวดำ ยากจนมากในแหล่งสลัมของดีทร้อย์ เป็นลูกของหญิงม่าย แม่แต่งงานตอนอายุ 13 จบชั้น ป.3 พ่อ- แม่หย่าร้างกันตอนเขาอายุ 8 ขวบ และเขาได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ด้วยคำเทศนาของศาสนาจารย์เล่าเรื่องหมออาสาที่ไปทำงานที่อัฟริกา เพื่อช่วยเยียวยารักษาคนที่โน่น เมื่อออกมาจากโบสถ์เด็กชายถาม แม่ว่า “ลูกจะเป็นหมอได้ไหม” มารดาตอบลูกว่า “หากลูกขอบางสิ่งจากองค์พระผู้เป็นเจ้า และเชื่อว่าพระองค์จะทรงทำสิ่งนั้น แล้วมันจะเกิดขึ้นจริง” แล้วแม่ได้นำลูกอธิษฐานทันที เบนนี่ตอบแม่ว่า “ผมเชื่อว่าผมจะเป็นหมอได้” ชีวิตของเบนนี่ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ต้องเผชิญกับความขัดสนอย่างแสนสาหัส เขาและแม่ต้องทำงานหนักมาก วัยเด็กเขาเคยเรียนได้ที่โล่จนเพื่อนๆเรียกไอ้ทึ่ม แต่เขามีมารดาที่ประเสริฐ ที่ได้เอาใจใส่ทุ่มเท กดดัน เข้มงวด เตือนสติ อธิษฐานภาวนา บังคับให้เขาอ่านหนังสือเพราะเป็นประตูแห่งความรู้ แม่ ให้กำลังใจ และหนุนใจว่า “ลูกทำได้เสมอ” เบนนี่จึงสามารถฟันฝ่าอุปสรรคเหล่านั้น จนได้เป็นนักเรียนทุนที่มหาวิทยาลัยเยล ได้ทุนจบแพทย์ที่มหาวิทยาลัย มิชิแกน เขาสามารถฟันฝ่า เรื่องการเหยียดสีผิวอย่างรุนแรงในเวลานั้น ในที่สุดเขาเป็นผู้อำนวยการ ด้านศัลยศาสตร์ทางสมองที่โรงพยาบาลจอห์น ฮอบกิ้น ตอนอายุ 33 ปี ทุกๆครั้งที่มีอุปสรรค อยู่ในภาวะความยากจน แร้นแค้น ตกเป็นทาสของอารมณ์ เบนนี่ได้อธิษฐานขอการช่วยเหลือจากพระเจ้าเป็นระยะๆ และองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานให้ตามคำวิงวอนของเขา เสมอ พระสัญญาใน เยเรมีย์ ๓๓.๓ “จงทูลเรา และเราจะตอบเจ้า และจะบอกสิ่งที่ใหญ่ยิ่งและที่ซ่อนอยู่ ซึ่งเจ้าไม่รู้นั้นให้แก่เจ้า” ดังนั้นชีวิตของ นายแพทย์ เบนจามิน โซโลมอน คาร์สันได้ท้าทายชีวิตของนักเรียนมัธยมและคนจำนวนมาก เพราะเขาได้รับการหนุนใจเพื่อจะได้เป็นเครื่องมือที่ช่วยเหลือคนอื่นๆ

บทสรุป
ชีวิตคริสตชน คือชีวิตที่ได้รับการหนุนใจ ได้รับการชูใจ แหล่งแห่งการหนุนใจและชูใจนั้นมาจากพระเยซูเจ้า พระจิตเจ้าทรง อยู่กับเรา ดังนั้นในการดำเนินชีวิตคริสตชนเราต้อง กล้าหาญ อย่าขลาดกลัว พระเจ้าทรงสัญญาว่าทรงอยู่ด้วยเสมอ พระเจ้าทรงรักมนุษย์ทุกคน การวายพระชนม์บนไม้กางเขนของพระบุตร คือการพิสูจน์รักแท้ และเมื่อพระองค์เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ พระองค์ทรงส่งพระจิต เป็นพระผู้ช่วยปลอบประโลมใจเรา ยิ่งกว่านั้นเรายังพบพระองค์ได้ตลอดเวลาโดยเฉพาะช่วงเวลาของการอธิษฐานภาวนา ทุกครั้งที่ท้อใจ ผิดหวัง จงวิงวอนอย่างไม่หยุดหย่อน...อาแมน

พระเยซูเจ้าตรัสว่า “บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลาย หายเหนื่อยเป็นสุข” (มัทธิว 11.28)

หมายเหตุ ตีพิมพ์ อิสระ เดือน มิถุนายน 2010 หน้า 8-11
Jeab Agape
~@
โพสต์: 8260
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ม.ค. 17, 2005 9:56 pm
ที่อยู่: Bangkok

พฤหัสฯ. ก.ย. 09, 2010 12:22 pm

พี่โฮลี่ หารูปใส่ให้ เจ๊พีพีหน่อยสิครับ จะได้วยๆ
ตอบกลับโพส