พระคำภีร์รายวันประจำเดือน สิงหาคม 2555

รวม ความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับพระคัมภีร์ไบเบิ้ล
เข้าใจ พระคัมภีร์ ชีวิต และคำสั่งสอนของพระเยซูคริสต์ ตามลำดับ อย่างง่ายๆ
ภาพประจำตัวสมาชิก
billa-bong
~@
โพสต์: 668
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ก.ค. 14, 2006 12:16 pm
ที่อยู่: thailand

เสาร์ ส.ค. 11, 2012 6:06 pm

วันพุธที่ 1 สิงหาคม 2012
ระลึกถึง น.อัลฟอนโซ มารีย์ เด ลิกวอรี
พระสังฆราชและนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร


บทอ่านจากหนังสือประกาศกเยเรมีย์ ยรม 15:10,16-21

แม่จ๋า วิบัติจงเกิดแก่ลูก ทำไมแม่จึงคลอดลูกออกมา เป็นเหตุให้ผู้คนทั่วแผ่นดินต้องแตกแยกและทะเลาะวิวาทกัน ลูกไม่ได้ให้ยืม และไม่ได้ยืมใคร แต่ทุกคนสาปแช่งลูก

เมื่อข้าพเจ้าพบพระวาจา ข้าพเจ้าก็ได้กินพระวาจานั้น พระวาจาของพระองค์เป็นความชื่นบาน และเป็นความยินดีของจิตใจข้าพเจ้า ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าจอมจักรวาล เพราะข้าพเจ้าเป็นของพระองค์ ข้าพเจ้าไม่เคยนั่งเพื่อความสนุก ร่วมหมู่กับคนชอบเยาะเย้ยผู้อื่น ข้าพเจ้านั่งอยู่คนเดียวเพราะพระหัตถ์ของพระองค์อยู่เหนือข้าพเจ้า เพราะพระองค์ทรงบันดาลให้ข้าพเจ้าโกรธมาก แล้วทำไมความทุกข์ทรมานของข้าพเจ้าจึงไม่รู้จักจบ ทำไมบาดแผลของข้าพเจ้าจึงรักษาไม่หาย ไม่ยอมหาย สำหรับข้าพเจ้า พระองค์ทรงเป็นเหมือนลำธารที่ทำให้ผิดหวัง เพราะน้ำไม่แน่นอน

องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงตรัสว่า “ถ้าท่านกลับใจ เราจะให้ท่านกลับมา และท่านจะยืนอยู่ต่อหน้าเรา ถ้าท่านรู้จักแยกสิ่งประเสริฐจากสิ่งไร้ค่า ท่านจะเป็นเหมือนปากของเรา เขาทั้งหลายจะกลับมาหาท่าน แต่ท่านต้องไม่กลับไปหาเขา เราจะทำให้ท่านเป็นเหมือนกำแพงทองสัมฤทธิ์ ที่มั่นคงสำหรับประชากรนี้ เขาทั้งหลายจะต่อสู้กับท่าน แต่จะไม่ชนะท่าน เพราะเราอยู่กับท่าน เพื่อช่วยท่านให้รอดพ้นและปลดปล่อยท่าน – องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัส เราจะช่วยท่านให้พ้นจากมือของคนชั่ว จะไถ่ท่านจากมือของผู้ใช้ความรุนแรง”

พระวรสารนักบุญมัทธิว มธ 13:44-46

เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสแก่ประชาชนว่า“อาณาจักรสวรรค์เปรียบได้กับขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในทุ่งนา คนที่พบก็ฝังซ่อนสมบัตินั้น และยินดีกลับไปขายทุกสิ่งที่มี นำเงินมาซื้อนาแปลงนั้น

อาณาจักรสวรรค์ยังเปรียบได้อีกกับพ่อค้าที่แสวงหาไข่มุกเม็ดงาม เมื่อได้พบไข่มุกที่มีค่าสูง เขาจะไปขายทุกสิ่งที่มี นำเงินมาซื้อไข่มุกเม็ดนั้น”

ข้อคิด

นิทานเปรียบเทียบแสดงให้เห็นว่าการพบกับพระเจ้ามีหลายทางด้วยกัน สิ่งที่สำคัญคือให้เรายึดความสัมพันธ์กับพระองค์ไว้ให้แน่น ผู้ที่พบกับพระเจ้าทั้งสองคนขายทุกสิ่งที่เขามีเพื่ออยู่กับพระองค์ เมื่อเราตัดสินใจเลือกพระเจ้า เราก็จะได้พบกับความชื่นชมยินดีในจิตใจของเรา เหตุว่าพระเจ้าคือองค์พระเจ้าแห่งสันติและความปลอบโยน ให้เราพิจารณาว่า เราได้ตัดสินใจเพื่อพระเจ้าอย่างไร พระองค์จึงเป็นแหล่งที่มาแห่งความปิติยินดีในชีวิตของเรา
ภาพประจำตัวสมาชิก
billa-bong
~@
โพสต์: 668
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ก.ค. 14, 2006 12:16 pm
ที่อยู่: thailand

เสาร์ ส.ค. 11, 2012 6:07 pm

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม 2012
น.เอวเซบิโอ แห่งแวร์แชลลี พระสังฆราช

บทอ่านจากหนังสือประกาศกเยเรมีย์ ยรม 18:1-6

องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับเยเรมีย์ดังนี้ “จงรีบไปที่บ้านของช่างปั้นหม้อ แล้วเราจะแจ้งถ้อยคำของเราแก่ท่านที่นั่น”
ข้าพเจ้าจึงลงไปที่บ้านของช่างปั้นหม้อ เห็นเขากำลังทำงานอยู่ที่แป้นหมุน แต่ภาชนะที่เขากำลังใช้ดินเหนียวปั้นอยู่นั้นเสียรูปใช้ไม่ได้ ดังที่อาจเกิดกับดินเหนียวในมือของช่างปั้นหม้อ เขาจึงใช้ดินเหนียวนั้นปั้นภาชนะอีกใบหนึ่งตามที่เขาคิดว่าเหมาะสม
แล้วองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าว่า “พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย เราจะทำกับท่านอย่างที่ช่างปั้นหม้อคนนี้ทำไม่ได้หรือ – องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัส – ดูซิ พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย ดินเหนียวอยู่ในมือของช่างปั้นหม้ออย่างไร ท่านทั้งหลายก็อยู่ในมือของเราอย่างนั้น

พระวรสารนักบุญมัทธิว มธ 13:47-53

เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสแก่ประชาชนว่า“อาณาจักรสวรรค์ยังเปรียบได้อีกกับอวนที่หย่อนลงในทะเล ติดปลาทุกชนิด เมื่ออวนเต็มแล้ว ชาวประมงจะลากขึ้นฝั่ง นั่งลงเลือกปลาดีใส่ตะกร้า ส่วนปลาเลวก็โยนทิ้งไป เมื่อถึงเวลาสิ้นโลกก็จะเป็นเช่นนี้ เมื่อถึงคราวสิ้นโลก ทูตสวรรค์จะมาแยกคนชั่วออกจากคนชอบธรรม ทิ้งคนชั่วลงในขุมไฟ ที่นั่น จะมีแต่การร่ำไห้คร่ำครวญและขบฟันด้วยความขุ่นเคือง”“ท่านทั้งหลายเข้าใจเรื่องทั้งหมดนี้หรือไม่” บรรดาศิษย์ทูลตอบว่า “เข้าใจแล้ว”

พระองค์จึงตรัสว่า “ดังนั้น ธรรมาจารย์ทุกคนที่มาเป็นศิษย์แห่งอาณาจักรสวรรค์ก็เหมือนกับเจ้าบ้านที่นำทั้งของใหม่และของเก่าออกจากคลังของตน” เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสเรื่องอุปมาเหล่านี้จบแล้ว พระองค์เสด็จออกจากที่นั่น

ข้อคิด

นักบุญมัทธิวแม้จะเป็นชาวยิว แต่ท่านก็สามารถเอาสิ่งที่ดีในพันธสัญญาเดิม และคำสอนใหม่ของพระเยซูเจ้ามาผสมผสานกันได้เป็นอย่างดี พันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ มิใช่คำสอนที่นำเอามาแข่งขันกัน เหตุว่าพันธสัญญาทั้งสองเป็นแผนการแห่งความรอดพ้นของพระเจ้า ชีวิตจิตซึ่งมีฐานอยู่ในพระคัมภีร์ มิใช่ได้รับการหล่อเลี้ยงจากพระวรสารเท่านั้น แต่เป็นการผสมผสานอย่างดีระหว่างพันธสัญญาเก่าและใหม่ ทั้งสองรวมเป็นหนึ่งเดียวกันในแผนแห่งความรอดพ้นของพระเจ้า
ภาพประจำตัวสมาชิก
billa-bong
~@
โพสต์: 668
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ก.ค. 14, 2006 12:16 pm
ที่อยู่: thailand

เสาร์ ส.ค. 11, 2012 6:07 pm

วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม 2012
สัปดาห์ที่ 17 เทศกาลธรรมดา


บทอ่านจากหนังสือประกาศกเยเรมีย์ ยรม 26:1-9

เมื่อเริ่มรัชกาลของกษัตริย์เยโฮยาคิม พระโอรสของกษัตริย์โยสิยาห์แห่งยูดาห์ องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับประกาศกเยเรมีย์ “องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสดังนี้ จงไปยืนที่ลานพระวิหารขององค์พระผู้เป็นเจ้า จงพูดกับชาวเมืองทุกเมืองแห่งยูดาห์ที่มานมัสการในพระวิหารขององค์พระผู้เป็นเจ้า จงพูดทุกคำที่เราสั่งให้ท่านพูดกับเขา อย่าละเว้นแม้แต่คำเดียว เขาอาจจะฟัง และแต่ละคนจะกลับใจละทิ้งความประพฤติชั่วของตน แล้วเราจะเปลี่ยนใจไม่ลงโทษดังที่เราได้ตั้งใจจะทำต่อเขาเพราะความชั่วที่เขาได้ทำ”

ท่านจงพูดกับเขาทั้งหลายว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสดังนี้ ถ้าท่านทั้งหลายไม่ยอมฟังเรา ไม่ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติที่เราให้ท่านไว้ ถ้าท่านไม่ยอมฟังถ้อยคำของบรรดาประกาศกผู้รับใช้ของเรา ที่เราส่งไปหาท่านครั้งแล้วครั้งเล่า และท่านไม่ได้ฟังเขา เราจะทำให้เมืองนี้เป็นเหมือนเมืองชิโลห์ เป็นที่สาปแช่งให้ชนทุกชาติในแผ่นดินได้เห็นเป็นตัวอย่าง’”

บรรดาสมณะ ประกาศก และประชากรทั้งหมดได้ยินเยเรมีย์พูดถ้อยคำเหล่านี้ในพระวิหารขององค์พระผู้เป็นเจ้า เมื่อเยเรมีย์กล่าวถ้อยคำที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงบัญชาให้เขาพูดแก่ประชากรทุกคนจบแล้ว บรรดาสมณะ ประกาศก และประชากรทั้งหมดได้จับกุมเขา พูดว่า “ท่านต้องตายแน่ ทำไมท่านจึงกล้าประกาศถ้อยคำนี้ในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่า ‘พระวิหารนี้จะเป็นเหมือนเมืองชิโลห์ และเมืองนี้จะเป็นซากปรักหักพังที่ไม่มีผู้อาศัย’” ประชากรทั้งหมดพากันมาจับกุมเยเรมีย์ในพระวิหารขององค์พระผู้เป็นเจ้า

พระวรสารนักบุญมัทธิว มธ 13:54-58

เวลานั้น พระเยซูเจ้าเสด็จมายังถิ่นกำเนิดของพระองค์ ทรงสั่งสอนในศาลาธรรมของชาวยิว ประชาชนต่างประหลาดใจและพูดว่า “คนนี้เอาปรีชาญาณและอำนาจทำอัศจรรย์มาจากที่ใด เขาเป็นลูกช่างไม้มิใช่หรือ แม่ของเขาชื่อมารีย์ พี่ชายน้องชายของเขามิใช่ยากอบ โยเซฟ ซีโมน และยูดาหรือ พี่สาวน้องสาวทุกคนของเขาก็อยู่กับเรามิใช่หรือ เขาไปได้สิ่งเหล่านี้มาจากที่ใด” คนเหล่านี้รู้สึกสะดุดใจและไม่ยอมรับพระองค์ พระเยซูเจ้าจึงตรัสกับเขาว่า “ประกาศกย่อมไม่ถูกเหยียดหยามนอกจากในถิ่นกำเนิดและในบ้านของตน” พระองค์ทรงทำอัศจรรย์ที่นั่นไม่มากนัก เพราะเขาเหล่านั้นไม่มีความเชื่อ
ข้อคิด

พระเยซูเจ้าทรงเป็นที่รู้จักในที่ที่พระองค์เสด็จไปสอน แม้คำสอนของพระองค์และอัศจรรย์ที่ทรงกระทำเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ยากจนจะเป็นสิ่งที่น่าประทับใจ แต่ชาวยิวกลับหันไปสนใจในความจริงที่ว่า พระองค์เป็นผู้ที่มาจากตระกูลธรรมดาและมาจากเมืองเล็กๆ พวกเขาตัดสินพระองค์และพระธรรมคำสอนของพระองค์จากตระกูลรุนชาติ มิใช่จากเนื้อหาของพระธรรมคำสอน นับเป็นข้อคิดที่ดีสำหรับเราและเป็นการเตือนใจเรา มิให้ตัดสินผู้ใดจากแหล่งที่มาของเขา แต่ให้พิจารณาคำสอนและชีวิตปัจจุบันของเขา
ภาพประจำตัวสมาชิก
billa-bong
~@
โพสต์: 668
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ก.ค. 14, 2006 12:16 pm
ที่อยู่: thailand

เสาร์ ส.ค. 11, 2012 6:08 pm

วันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม 2012
ระลึกถึง น.ยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ พระสงฆ์


บทอ่านจากหนังสือประกาศกเยเรมีย์ ยรม 26:11-16,24

ในครั้งนั้น บรรดาสมณะและประกาศกจึงพูดกับเจ้านายและประชากรทุกคนว่า “ชายคนนี้ควรถูกประหารชีวิต เพราะเขาประกาศพระวาจากล่าวโทษเมืองนี้ ดังที่ท่านทั้งหลายได้ยินกับหูแล้ว” ประกาศกเยเรมีย์จึงตอบเจ้านายทุกคนและประชากรทั้งปวงว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงส่งข้าพเจ้ามาประกาศพระวาจากล่าวโทษพระวิหารและเมืองนี้ตามถ้อยคำทุกคำที่ท่านได้ยิน ดังนั้น บัดนี้ท่านทั้งหลายจงปรับปรุงความประพฤติและการกระทำของท่าน จงฟังพระสุรเสียงขององค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของท่าน และองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงเปลี่ยนพระทัยไม่ลงโทษท่านดังที่เคยตรัสไว้ ส่วนข้าพเจ้า ท่านก็เห็นแล้วว่าข้าพเจ้าอยู่ในมือของท่าน ท่านจงทำกับข้าพเจ้าตามที่ท่านเห็นดีเห็นชอบเถิด แต่จงรู้ไว้เถิดว่าถ้าท่านประหารชีวิตข้าพเจ้า ท่าน เมืองนี้ และชาวเมืองนี้ทุกคนจะต้องรับผิดชอบต่อโลหิตของผู้บริสุทธิ์ เพราะโดยแท้จริงแล้ว องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงส่งข้าพเจ้ามาพูดถ้อยคำเหล่านี้ทั้งหมดให้ท่านฟัง”

บรรดาเจ้านายและประชากรทุกคนจึงพูดกับบรรดาสมณะและประกาศกว่า “ชายผู้นี้ไม่ควรถูกตัดสินประหารชีวิต เพราะเขาได้พูดกับเราในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของเรา”แต่ประกาศกเยเรมีย์ได้รับการปกป้องจากอาหิคัม บุตรของชาฟาน จึงไม่ถูกมอบให้ประชาชนนำไปประหารชีวิต

พระวรสารนักบุญมัทธิว มธ 14:1-12

เวลานั้น กษัตริย์เฮโรดทรงได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับพระเยซูเจ้า จึงตรัสกับข้าราชบริพารว่า “คนนี้คือยอห์นผู้ทำพิธีล้างที่กลับคืนชีพจากบรรดาผู้ตาย เพราะฉะนั้นเขาจึงมีอำนาจทำอัศจรรย์ได้”

กษัตริย์เฮโรดทรงสั่งให้จับกุมยอห์นล่ามโซ่และขังคุกไว้ เพราะเรื่องของนางเฮโรเดียส ภรรยาของฟิลิปพระอนุชา ยอห์นเคยทูลกษัตริย์เฮโรดว่า “ไม่ถูกต้องที่พระองค์ทรงรับนางมาเป็นมเหสี” กษัตริย์เฮโรดต้องการจะฆ่ายอห์น แต่ทรงเกรงประชาชน เพราะประชาชนคิดว่ายอห์นเป็นประกาศก ในวันคล้ายวันประสูติของกษัตริย์เฮโรด บุตรหญิงของนางเฮโรเดียสได้เต้นรำต่อหน้าแขกรับเชิญเป็นที่พอพระทัยกษัตริย์เฮโรดอย่างยิ่ง พระองค์จึงทรงสัญญาและทรงสาบานจะประทานทุกสิ่งที่นางทูลขอ

นางจึงทูลตามคำแนะนำที่ได้รับจากมารดาว่า “โปรดประทานศีรษะของยอห์นผู้ทำพิธีล้างใส่ถาดมาให้หม่อมฉันที่นี่เถิด” กษัตริย์ทรงเป็นทุกข์ แต่เพราะได้ทรงสาบานไว้ และเพราะเห็นแก่ผู้รับเชิญ จึงทรงสั่งให้จัดการตามที่นางขอ กษัตริย์เฮโรดทรงส่งคนไปตัดศีรษะของยอห์นในคุก เขาจึงนำศีรษะของยอห์นใส่ถาดมาส่งให้หญิงสาว หญิงสาวจึงนำไปให้มารดา บรรดาศิษย์ของยอห์นได้มารับศพไปฝัง แล้วแจ้งข่าวให้พระเยซูเจ้าทรงทราบ

ข้อคิด

ประชาชนนับถือพระเยซูเจ้าว่าทรงเป็นประกาศกและผู้กระทำอัศจรรย์ แต่สำหรับเฮโรด ซึ่งมโนธรรมกำลังทรมานเขา พระองค์จึงเป็นผู้ที่ทำให้เขาไม่สบายใจ เหตุว่าคนทั่วไปคิดว่าพระองค์คือ ยอห์น บัปติสต์ที่เขาสั่งให้ประหารชีวิตและกลับมาหลอกหลอนเขา เฮโรดจึงพยายามขจัดพระองค์ ให้เราพิจารณาดูซิว่า เรานอนหลับสบาย เพราะมโนธรรมมิได้ติเตียนหรือเปล่า? หรือว่าเราต้องแบกสิ่งที่มโนธรรมติเตียนเรา และเราพยายามทำอะไรเพื่อขจัดการถูกมโนธรรมติเตียน?
ภาพประจำตัวสมาชิก
billa-bong
~@
โพสต์: 668
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ก.ค. 14, 2006 12:16 pm
ที่อยู่: thailand

เสาร์ ส.ค. 11, 2012 6:08 pm

วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม 2012
สัปดาห์ที่ 18 เทศกาลธรรมดา


บทอ่านจากหนังสืออพยพ อพย 16:2-4,12-15

ชุมชนชาวอิสราเอลต่างต่อว่าโมเสสและอาโรนในถิ่นทุรกันดาร ชาวอิสราเอลพูดกับเขาทั้งสองว่า “พระหัตถ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าประหารพวกเราในแผ่นดินอียิปต์เมื่อนั่งอยู่รอบหม้อเนื้อและกินอิ่มยังดีกว่าที่ท่านพาพวกเราออกมาในถิ่นทุรกันดารนี้ เพื่อให้พวกเราทุกคนอดตาย”

องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงตรัสแก่โมเสสว่า “ดูซิ เราจะบันดาลให้มีอาหารตกลงมาจากฟ้าเหมือนฝนให้ท่านทั้งหลายกิน ทุกวันประชากรต้องออกไปเก็บอาหารให้พอกินในวันนั้น เราจะได้ทดลองดูว่าเขาปฏิบัติตามบัญญัติของเราหรือไม่

เราได้ยินคำต่อว่าของชาวอิสราเอลแล้ว จงบอกเขาดังนี้ว่า เวลาพลบค่ำ ท่านทั้งหลายจะมีเนื้อกิน และเวลาเช้า ท่านจะมีอาหารกินจนอิ่ม แล้วท่านทั้งหลายจะรู้ว่า เราคือองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่าน” เย็นวันนั้น ฝูงนกคุ่มบินมาจนเต็มค่าย ในเวลาเช้า มีน้ำค้างแผ่อยู่ทั่วไปรอบค่ายพัก เมื่อน้ำค้างระเหยแล้ว ก็เห็นมีเกล็ดเป็นเม็ดเล็ก ๆ บนผิวดินในถิ่นทุรกันดาร เหมือนน้ำค้างที่จับแข็ง เมื่อชาวอิสราเอลเห็น เขาไม่รู้ว่าเป็นอะไร จึงถามกันว่า “นี่เป็นอะไร” โมเสสบอกเขาว่า “นี่แหละอาหารที่องค์พระผู้เป็นเจ้าประทานให้ท่านกิน”

บทอ่านจากจดหมายนักบุญเปาโลอัครสาวกถึงชาวเอเฟซัส อฟ 4:17,20-24

พี่น้อง ข้าพเจ้าขอกล่าวและย้ำเตือนท่านทั้งหลายในองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า จงอย่าดำเนินชีวิตโดยไร้ความคิดดังที่คนต่างศาสนากระทำกันอีกต่อไป

แต่ท่านมิได้มารู้จักพระคริสตเจ้าเช่นนี้ ท่านได้ฟังเรื่องราวและได้รู้จักองค์พระคริสตเจ้าตามความจริงที่ปรากฏอยู่ในพระเยซูเจ้าแล้ว ท่านจงถอดสภาพมนุษย์เก่า เลิกประพฤติตนเลวทรามตามราคตัณหาที่หลอกให้หลงไป จงมีจิตใจและความรู้สึกนึกคิดอย่างใหม่ จงสวมใส่สภาพมนุษย์ใหม่ซึ่งพระเจ้าได้ทรงเนรมิตให้เหมือนพระองค์ มีความชอบธรรมและความศักดิ์สิทธิ์ที่มาจากความจริง

พระวรสารนักบุญยอห์น ยน 6:24-35

เวลานั้น เมื่อประชาชนเห็นว่าทั้งพระเยซูเจ้า และบรรดาศิษย์ไม่ได้อยู่ที่นั่นอีก ก็พากันลงเรือเหล่านั้น มุ่งไปที่เมืองคาเปอรนาอุมเพื่อตามหาพระเยซูเจ้า เมื่อได้พบพระองค์ที่ฟากโน้นแล้ว จึงทูลถามว่า ‘พระอาจารย์ ท่านมาที่นี่เมื่อไร?’ พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า“เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านแสวงหาเรา มิใช่เพราะได้เห็นเครื่องหมายอัศจรรย์ แต่เพราะได้กินขนมปังจนอิ่ม อย่าขวนขวายหาอาหารที่กินแล้วเสื่อมสลายไป แต่จงหาอาหารที่คงอยู่และนำชีวิตนิรันดรมาให้ อาหารนี้บุตรแห่งมนุษย์จะประทานให้แก่ท่าน เพราะพระเจ้าพระบิดาทรงประทับตรารับรองบุตรแห่งมนุษย์ไว้แล้ว”

เขาเหล่านั้นจึงทูลว่า ‘พวกเราจะต้องทำอะไรเพื่อให้กิจการของพระเจ้าสำเร็จ?’ พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า ‘กิจการของพระเจ้าก็คือให้ท่านทั้งหลายเชื่อในผู้ที่พระองค์ทรงส่งมา’ ประชาชนจึงทูลถามว่า ‘ท่านกระทำเครื่องหมายอัศจรรย์อันใดเพื่อพวกเราจะได้เห็น และจะได้เชื่อในท่าน? ท่านทำอะไรเล่า? บรรพบุรุษของเราได้กินมานนาในถิ่นทุรกันดาร ดังที่มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า พระองค์ประทานขนมปังจากสวรรค์ให้เขากิน’

พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า มิใช่โมเสสที่ให้ขนมปังจากสวรรค์แก่ท่าน แต่เป็นพระบิดาของเราที่ประทานขนมปังแท้จากสวรรค์ให้ท่าน เพราะว่าขนมปังของพระเจ้า คือขนมปังซึ่งลงมาจากสวรรค์ และประทานชีวิตให้แก่โลก”ประชาชนจึงทูลว่า ‘นายขอรับ โปรดให้ขนมปังนี้แก่พวกเราเสมอเถิด’ พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า “เราเป็นปังแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว และผู้ที่เชื่อในเราจะไม่กระหายอีกเลย



บทเทศน์จากพระวาจาของพระเจ้า
สัปดาห์ที่ 18 เทศกาลธรรมดา
วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม 2012
วันสื่อมวลชนสากล

ในโอกาสวันสื่อมวลชนสากลที่พระศาสนจักรให้เราทำการฉลองกันในอาทิตย์นี้ ความเข้าใจลำดับแรกๆที่พี่น้องพึงต้อง ใส่ใจรับรู้ก็คือ เราคริสตชนทั้งหลายล้วนมีชีวิตอยู่ร่วมและแวดล้อม เคลื่อนไหวไปด้วยกันกับผู้คนในสังคม ชีวิตที่อยู่ร่วมกันนี้หนี ไม่พ้นที่จะต้องสื่อสารส่งข้อมูลข่าวสารให้แก่กันและกัน ในจังหวะของการสื่อสารต่อกันดังกล่าว “สื่อสารมวลชน” ก็เข้ามามีบทบาท ในฐานะที่เป็นเครื่องมือเครื่องช่วยถ่ายทอดข่าวสารข้อมูลของเราให้แก่กันและกันในสังคม การที่เราให้ความสำคัญกับสื่อสารมวลชนเป็นพิเศษก็เพราะว่า สื่อสารมวลชนในยุคปัจจุบันที่เรียกว่า “สื่อดิจิตอล” มีคุณสมบัติพิเศษ ที่สามารถถ่ายเทข้อมูลจำนวนมากๆ ต่อกันได้อย่าง กว้างไกล รวดเร็ว

พระวาจาของพระเจ้าจากพระวรสารโดยท่านนักบุญมาระโกที่เราอ่านในพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณอาทิตย์นี้ เป็นข้อมูลสำคัญที่เราคริสตชนจะต้องสื่อผ่านเครื่องมือสื่อมวลชนแขนงต่างๆไปสู่ผู้คนในสังคมที่เราร่วมชีวิตด้วยเสมอ โดยเฉพาะที่จะต้องเชื่อมต่อกับ “สื่อดิจิตอล” ดังกล่าว เราคริสตชนพึงต้องรวบรวมผลงานจากชีวิตของเราที่ยืนยันว่า การรักพระเจ้าสุดชีวิต และรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง เป็น”หลักแห่งชีวิต” ที่จะนำพาให้การร่วมชีวิตในสังคมเต็มไปด้วย “มิตรภาพ” ได้ เราคริสตชนพึงต้องพยายามรวบรวมผลงานชีวิตที่ยืนยันว่า การรักพระเจ้าสุดชีวิตและรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเองตามพระวรสาร เป็น “หลักแห่งชีวิต” ที่จะนำพาให้การร่วมชีวิตในสังคมเต็มไปด้วย “มิตรภาพ” ต่อกัน ทำให้สังคมเต็มไปด้วย “การเสวนาที่ให้ความเคารพ” ต่อกันได้อย่างแท้จริง

คนในสมัยปัจจุบันให้ความสนใจในประจักษ์พยานชีวิต มากกว่าการอ้างถึง “ข้อคำสอน” หรือ “กฎเกณฑ์” ต่างๆ รวมทั้งต้องการรับรู้ประจักษ์พยานอย่างครบถ้วนรวดเร็วในทันทีทันใด ด้วยสภาพชีวิตเช่นนี้ “สื่อดิจิตอล” ต้องถือเป็นพระพรที่พระเจ้าทรงประทานให้กับเรามนุษย์ในยุคของเราเพื่อการนี้อย่างได้ผลจริงๆ ตามที่สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ทรงกล่าวถึงในสมณสาส์นของพระองค์ โอกาสวันสื่อมวลชนสากลอาทิตย์นี้ เพราะสื่อชนิดนี้สามารถถ่ายทอดข้อมูลได้ครั้งละมากๆ ด้วยความรวดเร็ว ตอบสนองผู้คนในสมัยปัจจุบันนี้ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม แม้เครื่องมือดังกล่าวจะดีมีคุณภาพสูงส่งขนาดไหน หากชีวิตของเราไม่มีผลงานแห่งความรักพระเจ้าและเพื่อนพี่น้องเป็นข้อมูลตั้งต้นไว้แล้วไซร้ เราก็ไม่สามารถหยิบผลงานแห่งความรักนี้ไปสื่อให้ใครเห็นได้ เพราะไม่ว่าสื่อจะดีวิเศษขนาดไหน ก็ไม่สามารถปั้น “ความว่างเปล่า” ให้เป็น “ตัวตน” ขึ้นมาปรากฏต่อสายตาของผู้คนได้

พี่น้องที่เคารพ ชีวิตของผู้คนทุกวันนี้ล้วนตกทุกข์ได้ยาก หลายคนไปหยิบคว้าเอาวัตถุสิ่งของบนโลกนี้ นำมาเป็นเครื่องจรรโลงชีวิต โดยหวังว่าจะช่วยให้ชีวิตพ้นทุกข์ยากได้ ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่า วัตถุสิ่งของต่างๆดังกล่าว ต่อให้ใครนำไปประดิฐก่อสร้างให้ดูยิ่งใหญ่สักเพียงใด ก็ยังคงเป็นวัตถุสิ่งของบนโลกนี้อยู่ดี ไหนเลยจะมีอานุภาพช่วยเหลือชีวิตให้พ้นทุกข์ยากได้ พี่น้องพึงต้องสื่อผลงานชีวิตของพี่น้องเองปฏิบัติตนดังประชาชนชาวอิสราเอลในบทอ่านจากหนังสืออพยพ เมื่อชีวิตยากลำบากก็ร้อง เรียกหาพระเจ้า จนได้รับพระเมตตาจากพระองค์ นำประสบการณ์เช่นนี้ถ่ายทอดให้ผู้คนได้มีตัวอย่าง เพื่อนำไปปฏิบัติในชีวิตของพวกเขาบ้าง ผ่านสื่อทั้งหลาย เช่นเดียวกัน ให้พี่น้องนำผลงานการแสดงความรักต่อเพื่อนพี่น้องในชีวิตของตน สื่อให้ผู้คนได้รับรู้ จะได้มีตัวอย่างให้ปฏิบัติตามแบบอย่างได้ จนบังเกิดผลดีกับชีวิต เมื่อมีข้อมูลประสบการณ์ชีวิตเช่นนี้แล้ว สื่อสมัยใหม่ที่ เรียกว่า “ดิจิตอล” ก็สามารถนำไปปรุงแต่งต่อยอดให้ผู้คนสนใจได้ไม่ยาก
ภาพประจำตัวสมาชิก
billa-bong
~@
โพสต์: 668
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ก.ค. 14, 2006 12:16 pm
ที่อยู่: thailand

เสาร์ ส.ค. 11, 2012 6:09 pm

วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม 2012
ฉลองพระเยซูเจ้าทรงประจักษ์พระวรกายต่อหน้าอัครสาวก


บทอ่านจากหนังสือประกาศกดาเนียล ดนล 7:9-10,13-14

ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังมองดูอยู่นั้น ข้าพเจ้าเห็นบัลลังก์หลายองค์ถูกนำมาตั้งไว้ และผู้อาวุโสท่านหนึ่งมานั่งบนบัลลังก์ สวมอาภรณ์ขาวอย่างหิมะ ผมบนศีรษะขาวเหมือนขนแกะ บัลลังก์ของเขาเหมือนเปลวเพลิง มีล้อเหมือนไฟลุกโพลง เบื้องหน้าเขามีธารไฟไหลออกมา ผู้รับใช้จำนวนมาก นับล้านนับโกฎิอสงไขย คอยเฝ้ารับใช้เขา การพิจารณาคดีเริ่มขึ้น และบรรดาหนังสือก็เปิดออก

ข้าพเจ้ายังเห็นนิมิตเวลากลางคืนต่อไป ข้าพเจ้าเห็นท่านผู้หนึ่งเหมือนบุตรแห่งมนุษย์ มาพร้อมกับหมู่ก้อนเมฆในท้องฟ้า เขามาพบผู้อาวุโส และมีผู้แนะนำเขาแก่ผู้อาวุโส เขาได้รับมอบอำนาจปกครอง สิริรุ่งโรจน์ และอาณาจักร ประชาชนทุกชาติทุกภาษารับใช้เขา อำนาจปกครองของเขาเป็นอำนาจที่คงอยู่ตลอดไปไม่มีวันสิ้นสุด และอาณาจักรของเขาจะไม่มีวันถูกทำลายเลย

บทอ่านจากจดหมายนักบุญเปโตรอัครสาวก ฉบับที่สอง 2 ปต 1:16-19

เมื่อเราประกาศให้ท่านรู้ถึงพระฤทธานุภาพและการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรานั้น เรามิได้พูดตามนิยายงมงายที่สร้างขึ้น แต่เราประจักษ์ด้วยตาตนเองถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ พระองค์ทรงรับพระเกียรติและพระสิริรุ่งโรจน์จากพระเจ้าพระบิดาเมื่อมีเสียงตรัสจากพระสิริรุ่งโรจน์ที่ยิ่งใหญ่มาสู่พระองค์ว่า “ผู้นี้เป็นบุตรสุดที่รักของเรา ซึ่งเราพอใจ” เราได้ยินเสียงนี้มาจากสวรรค์ขณะที่เราอยู่กับพระองค์บนภูเขาศักดิ์สิทธิ์นั้น

เรายังมีถ้อยคำที่น่าเชื่อถือยิ่งกว่านั้นของบรรดาประกาศก และจะเป็นการดีถ้าท่านสนใจถ้อยคำเหล่านี้ รับถ้อยคำดังกล่าวเป็นเสมือนแสงประทีปส่องสว่างในที่มืด จนกว่าอรุณจะทอแสง และดาวประจำรุ่งจะปรากฏขึ้นในจิตใจของท่าน

พระวรสารนักบุญมาระโกมก 9:2-10

ต่อมาอีกหกวัน พระเยซูเจ้าทรงพาเปโตร ยากอบ และยอห์นขึ้นไปบนภูเขาสูงตามลำพัง แล้วพระวรกายของพระองค์ก็เปลี่ยนไปต่อหน้าเขา ฉลองพระองค์กลับมีสีขาวเจิดจ้า ขาวผ่องอย่างที่ไม่มีช่างซักฟอกคนใดในโลกทำให้ขาวเช่นนั้นได้ แล้วประกาศกเอลียาห์กับโมเสสแสดงตนสนทนาอยู่กับพระเยซูเจ้า

เปโตรจึงทูลพระเยซูเจ้าว่า “พระอาจารย์เจ้าข้า ที่นี่สบายน่าอยู่จริง ๆ เราจงสร้างเพิงขึ้นสามหลังเถิด หลังหนึ่งสำหรับพระองค์ หลังหนึ่งสำหรับโมเสส อีกหลังหนึ่งสำหรับประกาศกเอลียาห์” เขาไม่รู้ว่ากำลังพูดอะไรเพราะศิษย์ทั้งสามคนต่างตกใจกลัว ครั้นแล้วเมฆก้อนหนึ่งลอยมาปกคลุมเขาไว้ มีเสียงหนึ่งออกมาจากเมฆก้อนนั้นว่า “ผู้นี้เป็นบุตรสุดที่รักของเรา จงฟังท่านเถิด” ทันใดนั้น ศิษย์ทั้งสามคนเหลียวมองรอบ ๆ ไม่เห็นผู้ใดอยู่กับตนนอกจากพระเยซูเจ้าเท่านั้น

ขณะที่กำลังลงจากภูเขา พระองค์ตรัสสั่งเขามิให้เล่าเหตุการณ์ที่เห็นให้ผู้ใดฟัง จนกว่าบุตรแห่งมนุษย์จะกลับคืนชีพจากบรรดาผู้ตาย ศิษย์ทั้งสามคนเก็บเรื่องนี้ไว้ไม่บอกใครแต่ยังปรึกษากันว่า “จนกว่าจะกลับคืนชีพจากบรรดาผู้ตาย” นี้ หมายความว่าอย่างไร

ข้อคิด

การฉลองพระเยซูเจ้าทรงประจักษ์พระวรกาย เป็นการเตือนเราให้หาโอกาสอยู่เงียบๆ กับพระเยซูเจ้า พระเจ้าทรงรับว่าพระคริสตเจ้าคือพระบุตรสุดที่รักของพระบิดา หากเรามอบตัวเราเองแด่พระเจ้า พระองค์ก็จะทรงบันดาลให้เราได้ใกล้ชิดกับพระองค์ ให้เราหาเวลาอยู่เงียบๆกับพระเจ้าท่ามกลางภารกิจต่างๆ ของเรา เพื่อสนทนาและอยู่ใกล้ชิดกับพระเจ้าทุกๆวัน นี่คือหนทางที่จะช่วยให้จิตวิญญาณของเราได้รับการเปลี่ยนแปลงและเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์
ภาพประจำตัวสมาชิก
billa-bong
~@
โพสต์: 668
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ก.ค. 14, 2006 12:16 pm
ที่อยู่: thailand

เสาร์ ส.ค. 11, 2012 6:10 pm

วันอังคารที่ 7 สิงหาคม 2012
น.ซิกส์โต ที่ 2 พระสันตะปาปาและเพื่อนมรณสักขี น.กาเยตาน พระสงฆ์



บทอ่านจากหนังสือประกาศกเยเรมีย์ ยรม 30:1-2,12-15,18-22

องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับเยเรมีย์ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าแห่งอิสราเอล ตรัสดังนี้ จงเขียนถ้อยคำทุกคำที่เราได้บอกท่านไว้ในหนังสือเพื่อจะอ่านในภายหลัง

องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสดังนี้ บาดแผลของท่านรักษาไม่หาย รอยฟกช้ำของท่านก็สาหัสไม่มีผู้ใดช่วยแก้คดีของท่าน ไม่มียารักษาบาดแผลของท่าน ท่านจะไม่มีวันหายเจ็บ คนรักทุกคนของท่านได้ลืมท่าน เขาไม่แสวงหาท่านอีกแล้ว เพราะเราเฆี่ยนตีท่านเหมือนศัตรูโบยตี เป็นการลงโทษอย่างที่คนโหดร้ายทำ เพราะความผิดของท่านใหญ่หลวง บาปของท่านมากมาย ทำไมท่านจึงร้องเพราะบาดแผล รอยฟกช้ำของท่านรักษาไม่ได้ เพราะความชั่วร้ายของท่านใหญ่หลวง บาปของท่านมากมาย เราได้ทำสิ่งเหล่านี้แก่ท่าน

องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสดังนี้ ดูซิ เราจะตั้งกระโจมของยาโคบให้กลับดีเหมือนเดิมเราจะสงสารที่อาศัยของเขา เมืองจะถูกสร้างขึ้นอีกบนกองซากปรักหักพัง พระราชวังจะถูกตั้งขึ้นอีกในที่เดิม เพลงขอบพระคุณและเสียงของผู้ฉลองยินดีจะออกมาจากที่เหล่านั้น เราจะทวีจำนวนของเขา เขาจะไม่ลดจำนวนลง เราจะให้เกียรติเขา เขาจะไม่ถูกเหยียดหยาม ลูกหลานของเขาจะเป็นเหมือนเดิม ชุมชนของเขาจะมั่นคงอยู่ต่อหน้าเรา เราจะลงโทษทุกคนที่เบียดเบียนเขา เจ้านายของเขาจะเป็นคนหนึ่งจากหมู่ของเขา ผู้ปกครองเขาจะมาจากหมู่ของเขา เราจะทำให้ผู้นั้นเข้ามาใกล้ และเขาจะเข้ามาใกล้เรา เพราะผู้ใดเล่าจะกล้าเสี่ยงชีวิตเข้ามาใกล้เรา - องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัส –ท่านทั้งหลายจะเป็นประชากรของเรา และเราจะเป็นพระเจ้าของท่าน

พระวรสารนักบุญมัทธิว มธ 14:22-36

ทันทีหลังจากนั้น พระเยซูเจ้าทรงสั่งให้บรรดาศิษย์ลงเรือข้ามทะเลสาบล่วงหน้าพระองค์ไปในขณะที่พระองค์ทรงจัดให้ประชาชนกลับ เมื่อทรงลาประชาชนแล้ว พระองค์ก็เสด็จขึ้นไปบนภูเขาเพื่อทรงอธิษฐานภาวนาตามลำพัง ครั้นเวลาค่ำ พระองค์ทรงอยู่ที่นั่นเพียงพระองค์เดียว ส่วนเรืออยู่ห่างจากฝั่งหลายร้อยเมตร กำลังแล่นโต้คลื่นอย่างหนักเพราะทวนลม เมื่อถึงยามที่สี่ พระองค์ทรงดำเนินบนทะเลไปหาบรรดาศิษย์ เมื่อบรรดาศิษย์เห็นพระองค์ทรงดำเนินอยู่บนทะเลดังนั้น ต่างตกใจมากกล่าวว่า “ผีมา” และส่งเสียงอื้ออึงด้วยความกลัว

ทันใดนั้นพระเยซูเจ้าตรัสแก่เขาว่า “ทำใจให้ดี เราเอง อย่ากลัวเลย” เปโตรทูลตอบว่า “พระเจ้าข้า ถ้าเป็นพระองค์ ก็จงสั่งให้ข้าพเจ้าเดินบนน้ำไปหาพระองค์เถิด” พระองค์ตรัสว่า “มาเถิด” เปโตรจึงลงจากเรือ เดินบนน้ำไปหาพระเยซูเจ้า แต่เมื่อเห็นว่าลมแรง เขาก็กลัวและเริ่มจมลง แล้วร้องว่า “พระเจ้าข้า ช่วยข้าพเจ้าด้วย” ทันใดนั้นพระเยซูเจ้าทรงยื่นพระหัตถ์จับเขา ตรัสว่า “ท่านช่างมีความเชื่อน้อยจริง สงสัยทำไมเล่า” เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นมาประทับในเรือพร้อมกับเปโตรแล้ว ลมก็สงบ คนที่อยู่ในเรือจึงเข้ามากราบนมัสการพระองค์ ทูลว่า “พระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้าอย่างแท้จริง”

พระเยซูเจ้าทรงข้ามฟากพร้อมกับบรรดาศิษย์มาขึ้นฝั่งที่เมืองเยนเนซาเรท ผู้คนที่นั่นจำพระองค์ได้ จึงส่งข่าวต่อ ๆ กันไปทั่วบริเวณนั้น เขานำผู้เจ็บป่วยทุกคนมาเฝ้าพระองค์ ทูลขอสัมผัสเพียงฉลองพระองค์เท่านั้น และทุกคนที่สัมผัสแล้ว ก็หายจากโรค

ข้อคิด

การที่พระเยซูเจ้าทรงดำเนินเหนือคลื่นทะเลสาบกาลิลี แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงมีส่วนในพระอานุภาพของพระเจ้า เราแต่ละคนต่างก็ปรารถนาให้การดำเนินชีวิตของเราเป็นการดำเนินตามพระเยซูเจ้า แต่อุปสรรคของเราคือความหวาดกลัว เปโตรเดินเหนือน้ำได้จนกระทั่งท่านเริ่มรู้สึกหวาดกลัว นี่คือเหตุผลที่หลายครั้งพระเยซูเจ้าตรัสกับสาวกของพระองค์ว่า “อย่ากลัวเลย” พระจิตของพระเจ้าคือความสงบและสันติ สันติภาพย่อมขจัดความหวาดกลัวให้พ้นไปจากชีวิตของเรา
ภาพประจำตัวสมาชิก
billa-bong
~@
โพสต์: 668
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ก.ค. 14, 2006 12:16 pm
ที่อยู่: thailand

เสาร์ ส.ค. 11, 2012 6:10 pm

วันพุธที่8 สิงหาคม 2012
ระลึกถึง น.โดมินิก พระสงฆ์


บทอ่านจากหนังสือประกาศกเยเรมีย์ ยรม 31:1-7

วันนั้น – องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัส – เราจะเป็นพระเจ้าของทุกเผ่าแห่งอิสราเอล และเขาจะเป็นประชากรของเรา
องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสดังนี้ “ประชากรที่รอดชีวิตจากดาบ ได้พบพระกรุณาในถิ่นทุรกันดาร ขณะที่อิสราเอลเดินไปหาที่พักผ่อน องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสำแดงพระองค์แก่เขาจากที่ไกล ตรัสว่า เรารักท่านด้วยความรักนิรันดร ดังนั้นเราจึงมีความรักมั่นคงต่อท่านตลอดไป อิสราเอลพรหมจารีเอ๋ย เราจะสร้างท่านอีก และท่านจะถูกสร้างขึ้นใหม่ ท่านจะแต่งตัวงดงามถือรำมะนาอีก ออกไปเต้นรำกับผู้ที่ฉลองยินดี ท่านจะปลูกสวนองุ่นบนภูเขาของสะมาเรียอีก ผู้ปลูกจะปลูก และเก็บผลผลิต วันนั้นจะมาถึง เมื่อคนยามจะร้องเรียกบนภูเขาแห่งเอฟราอิมว่า ‘จงลุกขึ้นเถิด เราจงไปยังศิโยนกันเถิด ไปเฝ้าองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของเรา’”

องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสดังนี้ “จงร้องเพลงด้วยความยินดีสำหรับยาโคบ และโห่ร้องต้อนรับผู้นำของนานาชาติ จงประกาศสรรเสริญร้องว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงช่วยประชากรของพระองค์ให้รอดพ้น คือผู้ที่รอดชีวิตของอิสราเอล’

พระวรสารนักบุญมัทธิว มธ 15:21-28

เวลานั้น พระเยซูเจ้าเสด็จจากที่นั่น มุ่งไปเขตเมืองไทระและเมืองไซดอน ทันใดนั้น หญิงชาวคานาอันคนหนึ่งจากเขตแดนนี้ ร้องว่า “โอรสกษัตริย์ดาวิดเจ้าข้า โปรดเมตตาข้าพเจ้าด้วยเถิด บุตรสาวของข้าพเจ้าถูกปีศาจสิงต้องทรมานมาก”

แต่พระองค์มิได้ตรัสตอบประการใด บรรดาศิษย์จึงเข้ามาทูลพระองค์ว่า “โปรดประทานตามที่นางทูลขอเถิดเพราะนางร้องตะโกนตามหลังพวกเรามา”

พระองค์ทรงตอบว่า “เราถูกส่งมาเพื่อแกะที่พลัดหลงของวงศ์วานอิสราเอลเท่านั้น” แต่นางเข้ามากราบพระองค์ทูลว่า “พระเจ้าข้า โปรดช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด”

พระองค์ทรงตอบว่า “ไม่สมควรที่จะเอาอาหารของลูก มาโยนให้ลูกสุนัขกิน” นางทูลว่า “ถูกแล้วพระเจ้าข้า แต่แม้แต่ลูกสุนัขก็ยังได้กินเศษอาหารที่ตกจากโต๊ะของนาย”

พระเยซูเจ้าจึงตรัสกับนางว่า “หญิงเอ๋ย ความเชื่อของเจ้ายิ่งใหญ่ จงเป็นไปตามที่เจ้าปรารถนาเถิด” และบุตรหญิงของนางก็หายเป็นปรกติตั้งแต่บัดนั้น

ข้อคิด

คำตอบที่พระเยซูเจ้าตรัสกับหญิงชาวคานาอัน เมื่อนางวอนขอพระองค์ให้ทรงรักษาบุตรสาวของนาง เป็นสิ่งที่ชาวยิวกระทำกัน กล่าวคือไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับชาวคานาอัน แต่พระดำรัสของพระองค์มิได้ทำให้นางหยุดยั้ง และตอบพระองค์ด้วยความถ่อมตน ความเชื่อและความถ่อมตนของนาง เป็นเหตุให้พระองค์ตรัสชมความเชื่ออันยิ่งใหญ่ของนาง โดยทรงประทานตามที่นางวอนขอ และบุตรสาวของนางก็หายจากการถูกปีศาจรบกวน ให้เราวอนขอความเชื่อดังเช่นหญิงชาวคานาอันจากพระเยซูเจ้าอย่างสม่ำเสมอ
ภาพประจำตัวสมาชิก
billa-bong
~@
โพสต์: 668
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ก.ค. 14, 2006 12:16 pm
ที่อยู่: thailand

เสาร์ ส.ค. 11, 2012 6:11 pm

วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม 2012
น.เทเรซา เบเนดิกตา แห่งไม้กางเขน พรหมจารีและมรณสักขี


บทอ่านจากหนังสือประกาศกเยเรมีย์ ยรม 31:31-34

องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “ดูซิ วันเวลาจะมาถึง เมื่อเราจะทำพันธสัญญาใหม่กับพงศ์พันธุ์อิสราเอลและพงศ์พันธุ์ยูดาห์ จะไม่เหมือนกับพันธสัญญาที่เราทำไว้กับบรรพบุรุษของเขา เมื่อเราจูงมือเขาให้ออกมาจากแผ่นดินอียิปต์ เขาได้ละเมิดพันธสัญญานั้น แม้ว่าเราเป็นเจ้านายของเขา” – องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัส –

นี่จะเป็นพันธสัญญาที่เราจะทำกับพงศ์พันธุ์อิสราเอลเมื่อเวลานั้นมาถึง” - องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัส - “เราจะใส่ธรรมบัญญัติของเราไว้ภายในเขา เราจะเขียนธรรมบัญญัติไว้ในใจของเขา เราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นประชากรของเรา ไม่มีผู้ใดจะต้องสอนเพื่อนบ้านของตน หรือบอกพี่น้องของตนอีกต่อไปว่า ‘จงรู้จักองค์พระผู้เป็นเจ้าเถิด’ เพราะทุกคนจะรู้จักเรา ตั้งแต่คนเล็กน้อยที่สุดจนถึงคนใหญ่โตที่สุด” – องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัส - “เราจะให้อภัยความผิดของเขา และจะไม่ระลึกถึงบาปของเขาอีกต่อไป”

พระวรสารนักบุญมัทธิว มธ 16:13-23

เวลานั้น พระเยซูเจ้าเสด็จมาถึงเขตเมืองซีซารียาแห่งฟิลิปและตรัสถามบรรดาศิษย์ว่า “คนทั้งหลายกล่าวว่าบุตรแห่งมนุษย์เป็นใคร” เขาทูลตอบว่า “บ้างกล่าวว่าเป็นยอห์นผู้ทำพิธีล้าง บ้างกล่าวว่าเป็นประกาศกเอลียาห์ บ้างกล่าวว่าเป็นประกาศกเยเรมีย์หรือประกาศกองค์ใดองค์หนึ่ง”

พระองค์ตรัสกับเขาว่า “ท่านล่ะคิดว่าเราเป็นใคร” ซีโมน เปโตรทูลตอบว่า “พระองค์คือพระคริสตเจ้า พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต” พระเยซูเจ้าตรัสตอบเขาว่า “ซีโมน บุตรของยอห์น ท่านเป็นสุขเพราะไม่ใช่มนุษย์ที่เปิดเผยให้ท่านรู้ แต่พระบิดาเจ้าของเราผู้สถิตในสวรรค์ทรงเปิดเผย เราบอกท่านว่า ท่านคือศิลา และบนศิลานี้ เราจะตั้งพระศาสนจักรของเรา ประตูนรกจะไม่มีวันชนะพระศาสนจักรได้เราจะมอบกุญแจอาณาจักรสวรรค์ให้ ทุกสิ่งที่ท่านจะผูกบนแผ่นดินนี้ จะผูกไว้ในสวรรค์ด้วย ทุกสิ่งที่ท่านจะแก้ในแผ่นดินนี้ ก็จะแก้ในสวรรค์ด้วย” แล้วพระองค์ทรงกำชับบรรดาศิษย์มิให้บอกใครว่าพระองค์คือพระคริสตเจ้า

ตั้งแต่นั้นมาพระเยซูเจ้าทรงเริ่มแจ้งแก่บรรดาศิษย์ว่า พระองค์จะต้องเสด็จไปกรุงเยรูซาเล็มเพื่อรับการทรมานอย่างมากจากบรรดาผู้อาวุโส หัวหน้าสมณะและธรรมาจารย์ จะถูกประหารชีวิต แต่จะทรงกลับคืนพระชนมชีพในวันที่สาม

เปโตรนำพระองค์แยกออกไป ทูลทัดทานว่า “ขอเถิด พระเจ้าข้า เหตุการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้นกับพระองค์อย่างแน่นอน” แต่พระองค์ทรงหันมาตรัสแก่เปโตรว่า “เจ้าซาตาน ถอยไปข้างหลัง เจ้าเป็นเครื่องกีดขวางเรา เจ้าไม่คิดอย่างพระเจ้า แต่คิดอย่างมนุษย์”

ข้อคิด

พระเยซูเจ้าทรงทดลองใจสานุศิษย์ของพระองค์ หลังจากที่ทรงถามพวกเขาว่า ชาวบ้านเขาพูดว่าพระองค์เป็นใคร แต่ทรงปรารถนาจะถามว่าพวกเขาคิดว่าพระองค์คือใคร และเปโตรตอบพระองค์แทนสานุศิษย์ทุกคนว่า พระองค์คือ “พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต” พระเยซูเจ้าทรงถือโอกาสนี้ตั้งให้เปโตรเป็นศิลาหลักแห่งพระศาสนจักรของพระองค์ ให้เรายึดมั่นในพระคริสตเจ้าผ่านทางผู้สืบตำแหน่งของเปโตร กล่าวคือสมเด็จพระสันตะปาปา และยึดมั่นในความเชื่อของเราเสมอไป
ภาพประจำตัวสมาชิก
billa-bong
~@
โพสต์: 668
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ก.ค. 14, 2006 12:16 pm
ที่อยู่: thailand

เสาร์ ส.ค. 11, 2012 6:11 pm

วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม 2012
ฉลองนักบุญลอเรนซ์ สังฆานุกรและมรณสักขี


บทอ่านจากจดหมายนักบุญเปาโลอัครสาวกถึงชาวโครินธ์ ฉบับที่สอง 2 คร 9:6-10

พี่น้อง ผู้ที่หว่านเมล็ดพืชเพียงเล็กน้อย ก็จะเก็บเกี่ยวได้เพียงเล็กน้อย ผู้ที่หว่านเมล็ดพืชมากก็จะเก็บเกี่ยวได้มาก แต่ละคนจงให้ตามที่ตั้งใจไว้ มิใช่ให้โดยนึกเสียดาย มิใช่ให้โดยฝืนใจ เพราะว่าพระเจ้าทรงรักผู้ที่ให้ด้วยใจยินดี พระเจ้าประทานพระหรรษทานทุกประการแก่ท่านได้อย่างอุดม เพื่อให้ท่านมีทุกสิ่งเพียงพอ และยังมีเหลือเฟือสำหรับกิจการดีทุกประการอีกด้วย ดังที่มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า “เขาเอื้อเฟื้อแจกจ่าย เขาให้แก่คนยากจน ความชอบธรรมของเขาดำรงอยู่ตลอดนิรันดร”
พระองค์ผู้ประทานเมล็ดพืชแก่ผู้หว่านและประทานอาหารเลี้ยงชีวิตจะทรงจัดหาและทรงทวีเมล็ดพืชที่ท่านหว่าน และจะทรงเพิ่มพูนผลแห่งความชอบธรรมของท่านด้วย

พระวรสารนักบุญยอห์น ยน 12:24-26

เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสกับบรรดาอัครสาวกว่า“เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าเมล็ดข้าวไม่ได้ตกลงในดิน และตายไป มันก็จะเป็นเพียงเมล็ดเดียวเท่านั้น แต่ถ้ามันตาย มันก็จะบังเกิดผลมากมาย ผู้ที่รักชีวิตของตนย่อมจะเสียชีวิตนั้น ส่วนผู้ที่พร้อมจะสละชีวิตของตนในโลกนี้ ก็ย่อมจะรักษาชีวิตนั้นไว้สำหรับชีวิตนิรันดร ผู้ใดรับใช้เรา ผู้นั้นจงตามเรามา เราอยู่ที่ใด ผู้รับใช้ของเราก็จะอยู่ที่นั่นด้วย ผู้ใดรับใช้เรา พระบิดาจะประทานเกียรติแก่เขา”

ข้อคิด

คำสอนของพระเยซูเจ้าเรื่องเมล็ดข้าวที่ตกลงในดินนั้นจะต้องตายก่อนที่จะบังเกิดผลมากมาย พระคริสตเจ้าทรงสละชีวิตของพระองค์เพื่อมวลมนุษย์จะได้รับความรอดพ้น อันสืบเนื่องมาจากการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างให้เราตายต่อความเห็นแก่ตัวในรูปแบบต่างๆ เพื่อจะได้รับใช้พระองค์ในบรรดาพี่น้องของพระองค์ ซึ่งก็คือผู้ที่ขัดสนยากจน และตกขอบสังคม ให้เราวอนขอพระองค์ให้เรายึดพระองค์เป็นแบบอย่างในการมีเมตตาจิตต่อผู้ที่ขัดสนยากจน ซึ่งมีอยู่มากมายในสังคมของเรา
ภาพประจำตัวสมาชิก
billa-bong
~@
โพสต์: 668
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ก.ค. 14, 2006 12:16 pm
ที่อยู่: thailand

เสาร์ ส.ค. 11, 2012 6:11 pm

วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม 2012
ระลึกถึง น.กลารา พรหมจารี

บทอ่านจากหนังสือประกาศกฮาบากุก ฮบก 1:12-2:4

ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของข้าพเจ้า พระผู้ศักดิ์สิทธิ์ของข้าพเจ้า พระองค์ทรงดำรงอยู่ตั้งแต่นิรันดรมิใช่หรือ ข้าพเจ้าทั้งหลายจะไม่ตาย ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงตั้งเขาไว้เพื่อตัดสินลงโทษ ข้าแต่พระศิลา พระองค์ทรงตั้งเขาไว้อย่างมั่นคงเพื่อทรงลงโทษ

พระเนตรของพระองค์บริสุทธิ์เกินกว่าจะทอดพระเนตรเห็นความชั่ว หรือทรงทนมองดูการกดขี่ข่มเหงได้ แล้วทำไมพระองค์จึงทอดพระเนตรเห็นคนทรยศ และทรงนิ่งอยู่เมื่อคนอธรรมกลืนผู้ชอบธรรมกว่าตน พระองค์ทรงทำกับมนุษย์เหมือนทำกับปลาในทะเล เหมือนทำกับสัตว์เลื้อยคลานที่ไม่มีผู้ปกครอง ชาวเคลเดียใช้เบ็ดจับทุกคนขึ้นมา ใช้แหลากขึ้นมา ใช้อวนรวบรวมไว้ด้วยกัน แล้วยินดีและปรีดิ์เปรม

เขาจึงถวายบูชาแก่แหของเขา เผาเครื่องหอมแก่อวนของเขา เพราะอาศัยสิ่งเหล่านี้ เขาจึงมีความเป็นอยู่อย่างฟุ่มเฟือย อาหารการกินก็อุดมบริบูรณ์ แล้วเขาจะต้องเทเหยื่อออกจากแหครั้งแล้วครั้งเล่า และฆ่าชนชาติต่าง ๆ โดยไร้เมตตาหรือ

ข้าพเจ้าจะยืนรักษาการณ์อยู่ จะยืนบนหอคอย เฝ้ามองเพื่อจะเห็นว่า พระองค์จะตรัสอะไรแก่ข้าพเจ้า จะทรงตอบการร้องทุกข์ของข้าพเจ้าอย่างไร องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสตอบข้าพเจ้าว่า “จงเขียนนิมิต และสลักไว้ให้ชัดเจนบนแผ่นกระดาน เพื่อให้อ่านได้ง่าย ยังไม่ถึงเวลาที่นิมิตนี้จะเป็นจริง แต่จะเป็นจริงในไม่ช้าตามที่กำหนดไว้อย่างแน่นอน แม้นิมิตนี้จะล่าช้าไปบ้าง ก็จงคอยสักระยะหนึ่ง นิมิตนี้จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนโดยไม่ชักช้า ดูซิ ผู้มีจิตใจไม่ซื่อตรงก็จะล้มลง แต่ผู้ชอบธรรมจะมีชีวิตเพราะความซื่อสัตย์”

พระวรสารนักบุญมัทธิว มธ 17:14-20

เวลานั้น เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จพร้อมกับศิษย์ทั้งสามคนมาพบประชาชน ชายผู้หนึ่งเข้ามาเฝ้าพระองค์ คุกเข่าลงทูลว่า “พระเจ้าข้า โปรดสงสารลูกชายของข้าพเจ้าเถิด เขาเป็นโรคลมชัก ทนทรมานมาก เคยตกไฟตกน้ำหลายครั้ง ข้าพเจ้าพาเขามาหาศิษย์ของพระองค์ แต่เขารักษาให้หายไม่ได้” พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “คนหัวดื้อ เชื่อยาก และชั่วร้าย เราจะต้องอยู่กับพวกท่านอีกนานเท่าใด จะต้องทนพวกท่านอีกนานเท่าใด พาเด็กมาพบเราที่นี่เถิด” พระเยซูเจ้าทรงขู่ปีศาจ มันจึงออกไปจากเด็ก เด็กก็หายเป็นปกติตั้งแต่นั้น

บรรดาศิษย์จึงเข้าเฝ้าพระเยซูเจ้าเป็นการส่วนตัว ทูลถามว่า “ทำไมพวกเราจึงขับไล่มันไม่ได้” พระองค์ตรัสว่า “เพราะท่านมีความเชื่อน้อย เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านมีความเชื่อสักเท่าเมล็ดมัสตาร์ด แล้วพูดกับภูเขานี้ว่า ‘จงย้ายจากที่นี่ ไปที่โน่น’ มันก็จะย้ายไป และไม่มีอะไรที่ท่านจะทำไม่ได้”

ข้อคิด

ความเชื่อของเรานั้น ต้องมีอะไรมากไปกว่าการเชื่อในความจริงที่พระคริสตเจ้าทรงพร่ำสอนเรา ตลอดจนคำสอนต่างๆ ของพระศาสนจักร ก่อนอื่นความเชื่อหมายถึงการไว้วางใจในพระเจ้า และในพระเยซูเจ้า ให้เราถามตัวเราเองดูซิว่า ความไว้วางใจในพระเจ้านั้น ช่วยให้เราสามารถเผชิญหน้ากับความยากลำบากและวิกฤติต่างๆ ในชีวิตของเราได้หรือเปล่า? ใครคือผู้ที่เราเชื่อถือมากที่สุด? ให้เราวอนขอความเชื่อมั่นในพระเจ้าทุกวันตลอดชีวิตของเรา
ภาพประจำตัวสมาชิก
billa-bong
~@
โพสต์: 668
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ก.ค. 14, 2006 12:16 pm
ที่อยู่: thailand

เสาร์ ส.ค. 11, 2012 6:12 pm

วันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม 2012
สัปดาห์ที่ 19 เทศกาลธรรมดา

บทอ่านจากหนังสือพงษ์กษัตริย์ ฉบับที่หนึ่ง 1 พกษ 19:4-8

ส่วนเอลียาห์เดินทางเข้าไปในถิ่นทุรกันดารเป็นระยะทางเดินหนึ่งวัน เขาไปนั่งใต้พุ่มไม้ คิดอยากตาย อธิษฐานว่า “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว โปรดเอาชีวิตของข้าพเจ้าไปเถิด ข้าพเจ้าไม่ดีกว่าบรรพบุรุษของข้าพเจ้าเลย” เขานอนแล้วหลับไปใต้พุ่มไม้ ทันใดนั้น ทูตสวรรค์มาแตะตัวเขาและพูดว่า “จงลุกขึ้นและกินเถิด” เขามองเห็นขนมปังปิ้งบนก้อนหินร้อนและเหยือกน้ำอยู่ใกล้ศีรษะ มีเขาก็กินและดื่ม แล้วนอนต่อไป ทูตสวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้ากลับมาแตะตัวเขาอีก พูดว่า “จงลุกขึ้นและกินเถิด เพราะท่านยังต้องเดินทางอีกไกลมาก” เอลียาห์จึงลุกขึ้นกินและดื่ม อาหารนี้ทำให้เขามีกำลังเดินได้สี่สิบวันสี่สิบคืนจนถึงโฮเรบ ภูเขาของพระเจ้า

บทอ่านจากจดหมายนักบุญเปาโลอัครสาวกถึงชาวเอเฟซัส อฟ 4:30-5:2

พี่น้อง จงอย่าทำให้พระจิตเจ้าต้องเศร้าหมอง พระเจ้าได้ประทานพระองค์เป็นตราประทับให้ท่านแล้วสำหรับวันแห่งการไถ่กู้ ท่านทั้งหลายจงอยู่ห่างไกลจากความขมขื่น ความขัดข้อง ความโกรธ การขู่ตะคอกและการด่าแช่งกัน ตลอดจนความไม่ดีไม่งามทั้งหลาย แต่งจงมีใจโอบอ้อมอารี มีเมตตาต่อกัน ให้อภัยกันดังที่พระเจ้าทรงให้อภัยแก่ท่านในองค์พระคริสตเจ้าเถิด

ท่านทั้งหลายจงทำตามแบบฉบับของพระเจ้า ประดุจบุตรสุดที่รักของพระองค์ จงดำเนินชีวิตในความรักดังที่พระคริสตเจ้าทรงรักเราและทรงมอบพระองค์เพื่อเรา เป็นเครื่องบูชาอันหอมฟุ้งถวายแด่พระเจ้า

พระวรสารนักบุญยอห์น ยน 6:41-51

เวลานั้น ชาวยิววิจารณ์ไม่เห็นด้วยกับพระเยซูเจ้า ที่ได้ตรัสว่า ‘เราเป็นปังซึ่งลงมาจากสวรรค์’ เขาพูดกันว่า ‘คนคนนี้ไม่ใช่ เยซู บุตรของโยเซฟหรือ เรารู้จักทั้งบิดาและมารดาของเขาดี แล้วเขาพูดได้อย่างไรว่า “เราลงมาจากสวรรค์?”’ พระเยซูเจ้าตรัสตอบเขาว่า ‘เลิกวิจารณ์กันเสียทีเถิด ไม่มีใครมาหาเราได้ นอกจากพระบิดาผู้ทรงส่งเรามาจะทรงชักนำเขา และเราจะทำให้เขากลับคืนชีพในวันสุดท้าย มีเขียนไว้ในหนังสือของบรรดาประกาศกว่า ทุกคนจะได้รับคำสอนจากพระเจ้า ทุกคนที่ได้ฟังพระบิดา และเรียนรู้จากพระองค์ ก็มาหาเรา ไม่มีใครได้เห็นพระบิดา นอกจากผู้ที่มาจากพระเจ้า

เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่าผู้ที่เชื่อในเรา ก็มีชีวิตนิรันดร เราเป็นปังแห่งชีวิต บรรพบุรุษของท่านทั้งหลายได้กินมานนาในถิ่นทุรกันดาร แล้วยังตาย แต่ปังที่ลงมาจากสวรรค์เป็นอย่างนี้ คือผู้ที่กินปังนี้แล้วจะไม่ตาย เราเป็นปังทรงชีวิต ที่ลงมาจากสวรรค์ ใครที่กินปังนี้จะมีชีวิตอยู่ตลอดไป และปังที่เราจะให้นี้ คือเนื้อของเราเพื่อให้โลกมีชีวิต’”




บทเทศน์จากพระวาจาของพระเจ้า
อาทิตย์ที่ 19 เทศกาลธรรมดา
วันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม 2012

เราคริสตชนคาทอลิก เราเชื่อในองค์พระจิตเจ้า เชื่อว่าพระองค์คือพระบุคคลที่สามในพระตรีเอกภาพ แม้พระองค์จะทรงเป็นพระบุคคลพระเจ้าที่แตกต่างจากพระบิดาและพระบุตร แต่ก็ทรงเป็นพระเจ้าหนึ่งเดียวในพระตรีเอกภาพนั้น ความจริง เกี่ยวกับพระบุคลทั้งสามในพระตรีเอกภาพ เป็นความจริงที่เป็น “ข้อธรรมล้ำลึก” หมายความว่าเป็นความจริงที่แม้เราจะพอ เข้าถึงเข้าใจได้บ้าง แต่ก็ไม่สามารถเข้าถึงเข้าใจได้จนครบถ้วน ด้วยเหตุนี้เราคริสตชนจึงไม่ตั้งเป้าหมายชีวิตที่จะมองเห็นเข้าถึงเข้าใจในข้อธรรมล้ำลึกเกี่ยวกับพระจิตเจ้าให้ได้อย่างสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ตั้งใจที่จะรู้จักพระองค์ท่านเพียงในบางมุมบางด้านที่พอจะเข้าใจถึงพระองค์ได้ เพื่อเป็นหนทางก้าวเข้าไปหาคำตอบให้กับชีวิต สำหรับเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตประจำวันของเราให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า

ก่อนที่พระเยซูเจ้าจะเสด็จขึ้นสวรรค์ พระองค์ทรงสัญญาที่จะส่งพระจิตเจ้าให้เสด็จลงมาดำเนินชีวิตอยู่กับเรามนุษย์บน โลกนี้ พระองค์ตรัสว่า “เมื่อพระจิตเจ้าแห่งความจริงเสด็จมา พระองค์จะทรงนำท่านไปสู่ความจริงทั้งมวล ... จะทรงแจ้งให้ท่านรู้คำสอนที่ทรงได้รับจากเรา” พ่อเริ่มบทเทศน์ประจำอาทิตย์นี้ด้วยการกล่าวถึงองค์พระจิตเจ้าก็เพราะว่า เป็นองค์พระจิตเจ้าที่พระเยซูเจ้าทรงส่งให้มาประทับร่วมชีวิตอยู่กับเราบนโลกนี้เท่านั้น ที่จะทรงทำให้เราสามารถเข้าถึง เข้าใจพระวาจาของพระ เจ้าในพระคัมภีร์ที่เราฟังจากบทอ่านประจำอาทิตย์นี้ได้อย่างถูกต้อง หากพระจิตเจ้าไม่ทรงช่วยเราแล้ว เราก็คงจะติดขัด ติดใจสงสัยเหมือนกับชาวยิวในสมัยของพระเยซูเจ้า ที่ไม่สามารถมองผ่าน มองทะลุ สิ่งที่สายตามองเห็นอยู่ต่อหน้า เพื่อก้าวเข้าถึงความจริงเกี่ยวกับชีวิตและพระธรรมคำสอนของพระเยซูเจ้าได้ พวกเขาติดอยู่ในธรรมชาติมนุษย์แท้ของพระเยซูเจ้าจนไม่สามรถก้าวข้ามไปถึงพระธรรมชาติพระเจ้าที่เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติมนุษย์ของพระองค์ ได้

เพื่อเปิดชีวิตของเราให้พระจิตเจ้าเข้ามาทำงานให้บังเกิดผลได้ในชีวิตของเราพี่น้องจงนำเอาคำแนะนำของท่านนักบุญ เปาโลในจดหมายที่ท่านเขียนถึงชาวเอเฟซัสมาไตร่ตรองใช้ปฏิบัติกับชีวิต เริ่มต้นด้วยการไม่ทำให้พระจิตเจ้าทรงเศร้าหมอง โดย “อยู่ห่างไกลจากความขมขื่น ความขัดข้อง ความโกรธ การขู่ตะคอกและการด่าแช่งกัน ตลอดจนความไม่ดีไม่งามทั้งหลาย” และ “จงมีใจโอบอ้อมอารี มีเมตตาต่อกัน ให้อภัยกันดังที่พระเจ้าทรงให้อภัยแก่ท่านในองค์พระคริสตเจ้า” ความจริง แล้วเราไม่รู้ว่าองค์พระจิตเจ้าจะเสด็จมาทำงานในชีวิตของเราตอนไหนเวลาได รู้แต่ว่าในขณะที่เราไม่ทำให้พระจิตเจ้าทรง เศร้าหมองตามที่ท่านนักบุญเปาโลสอน ในจังหวะชีวิตแบบนี้นี่แหละที่จะพบผลงานของพระจิตเจ้าในชีวิตของเรา

พี่น้องที่เคารพ อาทิตย์นี้พ่ออยากให้พี่น้องให้ความสำคัญกับการจัดชีวิตของพี่น้องให้อยู่ในโอกาสที่พระจิตเจ้าจะสามารถ เข้ามาร่วมงานในชีวิตของพี่น้องเสมอ แล้วพี่น้องก็จะเข้าถึงความจริงและเข้าใจในสิ่งที่พระเยซูเจ้าตรัสในพระวรสารโดยท่านนักบุญยอห์นประจำอาทิตย์ที่ว่า “ผู้ที่เชื่อในเรา ก็มีชีวิตนิรันดร”นั้นเป็นเช่นไร และที่ตรัสว่า “เราเป็นปังทรงชีวิต ที่ลงมาจากสวรรค์ ใครที่กินปังนี้จะมีชีวิตอยู่ตลอดไป” พระวาจาที่ตรัสเช่นนี้จะทำให้ชีวิตของพี่น้องมีชีวิตดังที่พระองค์ตรัสนั้นเป็นอย่างไร เมื่อพี่น้องเข้าไปรับศีลมหาสนิท
ภาพประจำตัวสมาชิก
sunofgod
โพสต์: 2481
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ ก.ย. 18, 2011 8:17 pm

เสาร์ ส.ค. 11, 2012 7:14 pm

:s002:
ภาพประจำตัวสมาชิก
billa-bong
~@
โพสต์: 668
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ก.ค. 14, 2006 12:16 pm
ที่อยู่: thailand

พุธ ส.ค. 15, 2012 1:18 pm

วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม 2012
น.ปอนซีอาโน พระสันตะปาปา น.ฮิปโปลิต พระสงฆ์ มรณสักขี


บทอ่านจากหนังสือประกาศกเอเสเคียล อสค 1:2-5,24-28ค

วันที่ห้าของเดือน - คือในปีที่ห้าที่กษัตริย์เยโฮยาคีนทรงถูกกวาดต้อนเป็นเชลย – องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับสมณะเอเสเคียล บุตรของบุซีในแผ่นดินของชาวเคลเดีย ริมแม่น้ำเคบาร์ พระหัตถ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาอยู่เหนือเขาที่นั่น
ข้าพเจ้ามองดู ก็เห็นลมพายุพัดมาจากทิศเหนือ เห็นเมฆก้อนใหญ่ที่มีไฟล้อมอยู่ มีความสุกใสลุกอยู่โดยรอบ ตรงใจกลางกองไฟมีแสงที่มีสีเหมือนอำพันแวบวาบออกมาเหมือนไฟ

จากกลางกองไฟนี้มีร่างสิ่งมีชีวิตสี่ตนปรากฏออกมา รูปร่างมีสัณฐานเหมือนมนุษย์
เมื่อสิ่งมีชีวิตเหล่านี้เคลื่อนไหว ข้าพเจ้าได้ยินเสียงของปีกเหมือนเสียงน้ำมากมาย เหมือนเสียงฟ้าร้องของพระผู้ทรงสรรพานุภาพ เหมือนเสียงพายุ เหมือนเสียงโกลาหลวุ่นวายในค่าย เมื่อสิ่งมีชีวิตเหล่านี้หยุด ก็หุบปีกลง มีเสียงมาจากแผ่นฟ้าเบื้องบนเหนือศีรษะของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้

เหนือแผ่นฟ้าเหนือศีรษะของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้มีสิ่งหนึ่งคล้ายอัญมณีสีน้ำเงิน มีลักษณะเหมือนบัลลังก์ และเหนือบัลลังก์ที่อยู่เบื้องบนนี้มีผู้หนึ่งลักษณะเหมือนมนุษย์

แล้วข้าพเจ้าก็เห็นแสงที่มีสีเหมือนอำพันจากเหนือบั้นเอวขึ้นไป และเห็นแสงเหมือนไฟจากใต้บั้นเอวลงมา เห็นความสุกใสอยู่รอบท่านผู้นั้น ท่านผู้นั้นมีความสุกใสเหมือนสายรุ้งบนเมฆในวันที่ฝนตกอยู่โดยรอบ ข้าพเจ้าเห็นรูปทรงของพระสิริรุ่งโรจน์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าเช่นนี้ เมื่อเห็นแล้ว ข้าพเจ้าก็ซบหน้าลงจรดพื้น

พระวรสารนักบุญมัทธิว มธ 17:22-27

เวลานั้น เมื่อบรรดาศิษย์ชุมนุมอยู่กับพระเยซูเจ้าในแคว้นกาลิลี พระองค์ตรัสแก่เขาว่า “บุตรแห่งมนุษย์จะถูกมอบในเงื้อมมือของคนทั้งหลาย และถูกประหารชีวิต แต่ในวันที่สาม บุตรแห่งมนุษย์จะกลับคืนชีพ” บรรดาศิษย์รู้สึกเป็นทุกข์ยิ่งนัก
เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จมาถึงเมืองคาเปอรนาอุมพร้อมกับบรรดาศิษย์ ผู้เก็บภาษีบำรุงพระวิหาร เข้ามาหาเปโตร ถามว่า “อาจารย์ของท่านไม่เสียเงินบำรุงพระวิหารหรือ”เปโตรตอบว่า “เสียซิ” เมื่อเปโตรเข้าไปในบ้าน พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาก่อนว่า “ซีโมน ท่านมีความเห็นอย่างไร กษัตริย์ในโลกนี้ทรงเก็บภาษีจากใคร จากโอรสธิดาหรือจากคนอื่น” เปโตรทูลตอบว่า “จากคนอื่น” พระเยซูเจ้าจึงตรัสว่า “ถ้าเช่นนั้นโอรสธิดาย่อมได้รับการยกเว้น แต่เพื่อมิให้ใครตำหนิเรา ท่านจงไปที่ทะเล หย่อนเบ็ดลงไป จับปลาตัวแรกที่ตกได้ เปิดปากปลา ท่านจะพบเงินหนึ่งเหรียญ จงนำเงินนั้นไปเสียภาษีเพื่อเราและท่านเถิด”

ข้อคิด

การเสียภาษีบำรุงพระวิหารเป็นหน้าที่ของชาวยิวทุกคน พระเยซูเจ้าแม้พระองค์ไม่ต้องเสียภาษีนี้ในฐานะพระโอรสของพระบิดา แต่พระองค์ก็ทรงกระทำอัศจรรย์และทรงมอบให้เปโตรเป็นผู้ไปเสียภาษี เราคริสตชนเป็นบุตรของพระเจ้า แต่เราทุกคนมีหน้าที่ต่อสังคมเหมือนกับมนุษย์ทุกคน เราอย่าได้อ้างสิทธิของการเป็นคริสตชนกระทำสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควร ให้เรากระทำหน้าที่พลเมืองที่ดีในฐานะที่เราเป็นบุตรธิดาของพระบิดาเจ้า เพื่อคนทั้งหลายจะได้รู้จักพระเจ้าและนมัสการพระเจ้าของเรา
ภาพประจำตัวสมาชิก
billa-bong
~@
โพสต์: 668
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ก.ค. 14, 2006 12:16 pm
ที่อยู่: thailand

พุธ ส.ค. 15, 2012 1:19 pm

วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม 2012
น.ปอนซีอาโน พระสันตะปาปา น.ฮิปโปลิต พระสงฆ์ มรณสักขี


บทอ่านจากหนังสือประกาศกเอเสเคียล อสค 1:2-5,24-28ค

วันที่ห้าของเดือน - คือในปีที่ห้าที่กษัตริย์เยโฮยาคีนทรงถูกกวาดต้อนเป็นเชลย – องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับสมณะเอเสเคียล บุตรของบุซีในแผ่นดินของชาวเคลเดีย ริมแม่น้ำเคบาร์ พระหัตถ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาอยู่เหนือเขาที่นั่น
ข้าพเจ้ามองดู ก็เห็นลมพายุพัดมาจากทิศเหนือ เห็นเมฆก้อนใหญ่ที่มีไฟล้อมอยู่ มีความสุกใสลุกอยู่โดยรอบ ตรงใจกลางกองไฟมีแสงที่มีสีเหมือนอำพันแวบวาบออกมาเหมือนไฟ

จากกลางกองไฟนี้มีร่างสิ่งมีชีวิตสี่ตนปรากฏออกมา รูปร่างมีสัณฐานเหมือนมนุษย์
เมื่อสิ่งมีชีวิตเหล่านี้เคลื่อนไหว ข้าพเจ้าได้ยินเสียงของปีกเหมือนเสียงน้ำมากมาย เหมือนเสียงฟ้าร้องของพระผู้ทรงสรรพานุภาพ เหมือนเสียงพายุ เหมือนเสียงโกลาหลวุ่นวายในค่าย เมื่อสิ่งมีชีวิตเหล่านี้หยุด ก็หุบปีกลง มีเสียงมาจากแผ่นฟ้าเบื้องบนเหนือศีรษะของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้

เหนือแผ่นฟ้าเหนือศีรษะของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้มีสิ่งหนึ่งคล้ายอัญมณีสีน้ำเงิน มีลักษณะเหมือนบัลลังก์ และเหนือบัลลังก์ที่อยู่เบื้องบนนี้มีผู้หนึ่งลักษณะเหมือนมนุษย์

แล้วข้าพเจ้าก็เห็นแสงที่มีสีเหมือนอำพันจากเหนือบั้นเอวขึ้นไป และเห็นแสงเหมือนไฟจากใต้บั้นเอวลงมา เห็นความสุกใสอยู่รอบท่านผู้นั้น ท่านผู้นั้นมีความสุกใสเหมือนสายรุ้งบนเมฆในวันที่ฝนตกอยู่โดยรอบ ข้าพเจ้าเห็นรูปทรงของพระสิริรุ่งโรจน์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าเช่นนี้ เมื่อเห็นแล้ว ข้าพเจ้าก็ซบหน้าลงจรดพื้น

พระวรสารนักบุญมัทธิว มธ 17:22-27

เวลานั้น เมื่อบรรดาศิษย์ชุมนุมอยู่กับพระเยซูเจ้าในแคว้นกาลิลี พระองค์ตรัสแก่เขาว่า “บุตรแห่งมนุษย์จะถูกมอบในเงื้อมมือของคนทั้งหลาย และถูกประหารชีวิต แต่ในวันที่สาม บุตรแห่งมนุษย์จะกลับคืนชีพ” บรรดาศิษย์รู้สึกเป็นทุกข์ยิ่งนัก
เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จมาถึงเมืองคาเปอรนาอุมพร้อมกับบรรดาศิษย์ ผู้เก็บภาษีบำรุงพระวิหาร เข้ามาหาเปโตร ถามว่า “อาจารย์ของท่านไม่เสียเงินบำรุงพระวิหารหรือ”เปโตรตอบว่า “เสียซิ” เมื่อเปโตรเข้าไปในบ้าน พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาก่อนว่า “ซีโมน ท่านมีความเห็นอย่างไร กษัตริย์ในโลกนี้ทรงเก็บภาษีจากใคร จากโอรสธิดาหรือจากคนอื่น” เปโตรทูลตอบว่า “จากคนอื่น” พระเยซูเจ้าจึงตรัสว่า “ถ้าเช่นนั้นโอรสธิดาย่อมได้รับการยกเว้น แต่เพื่อมิให้ใครตำหนิเรา ท่านจงไปที่ทะเล หย่อนเบ็ดลงไป จับปลาตัวแรกที่ตกได้ เปิดปากปลา ท่านจะพบเงินหนึ่งเหรียญ จงนำเงินนั้นไปเสียภาษีเพื่อเราและท่านเถิด”

ข้อคิด

การเสียภาษีบำรุงพระวิหารเป็นหน้าที่ของชาวยิวทุกคน พระเยซูเจ้าแม้พระองค์ไม่ต้องเสียภาษีนี้ในฐานะพระโอรสของพระบิดา แต่พระองค์ก็ทรงกระทำอัศจรรย์และทรงมอบให้เปโตรเป็นผู้ไปเสียภาษี เราคริสตชนเป็นบุตรของพระเจ้า แต่เราทุกคนมีหน้าที่ต่อสังคมเหมือนกับมนุษย์ทุกคน เราอย่าได้อ้างสิทธิของการเป็นคริสตชนกระทำสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควร ให้เรากระทำหน้าที่พลเมืองที่ดีในฐานะที่เราเป็นบุตรธิดาของพระบิดาเจ้า เพื่อคนทั้งหลายจะได้รู้จักพระเจ้าและนมัสการพระเจ้าของเรา
ภาพประจำตัวสมาชิก
billa-bong
~@
โพสต์: 668
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ก.ค. 14, 2006 12:16 pm
ที่อยู่: thailand

พุธ ส.ค. 15, 2012 1:19 pm

วันพุธที่ 15 สิงหาคม 2012
สัปดาห์ที่ 19 เทศกาลธรรมดา


บทอ่านจากหนังสือประกาศกเอเสเคียล อสค 9:1-7 และ 10:18-22

พระเจ้าทรงเปล่งพระสุรเสียงดังให้ข้าพเจ้าได้ยินว่า “ท่านทั้งหลายผู้มีหน้าที่ลงโทษเมืองนี้ จงเข้ามาใกล้ แต่ละคนจงถือเครื่องมือทำลายมาด้วย” ข้าพเจ้าเห็นชายหกคนเข้ามาจากทางประตูชั้นบน ซึ่งหันไปทางทิศเหนือ แต่ละคนถือเครื่องมือทำลายมาด้วย ในหมู่เขามีชายคนหนึ่งสวมผ้าป่าน เหน็บกล่องเครื่องเขียนไว้ที่สะเอว เมื่อเขาเหล่านั้นมาถึงก็เข้าไปยืนอยู่ข้างพระแท่นทองสัมฤทธิ์

พระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าแห่งอิสราเอลขึ้นมาจากเครูบซึ่งเป็นที่ประทับ ไปยังธรณีประตูของพระวิหาร พระองค์ทรงเรียกชายที่สวมผ้าป่านและเหน็บกล่องเครื่องเขียนไว้ที่สะเอว องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสสั่งเขาว่า “จงไปทั่วเมือง คือทั่วกรุงเยรูซาเล็ม และเขียนอักษร ‘เตา’ ไว้ที่หน้าผากของบรรดาชายซึ่งถอนใจและคร่ำครวญที่เห็นการกระทำน่าสะอิดสะเอียนทั้งหลายที่ทำกันภายในเมือง”

พระองค์ยังตรัสกับผู้อื่นให้ข้าพเจ้าได้ยินว่า “ท่านทั้งหลายจงตามเขาไปทั่วเมืองและฆ่าให้หมด ดวงตาของท่านอย่าได้สงสาร และท่านอย่าได้ไว้ชีวิตเลย จงฆ่าให้หมด ทั้งคนชรา ชายหนุ่ม หญิงสาว เด็กและผู้หญิง แต่อย่าแตะต้องผู้ที่มีอักษร ‘เตา’ เขียนอยู่ที่หน้าผาก จงเริ่มต้นจากสักการสถานของเรา” เขาเหล่านั้นจึงเริ่มฆ่าคนชราที่อยู่หน้าพระวิหาร พระองค์ตรัสกับเขาว่า “จงทำให้พระวิหารเป็นมลทินเถิด จงทำให้ลานพระวิหารเต็มไปด้วยศพ จงออกไปเถิด” เขาทั้งหลายก็ออกไปและฆ่าผู้คนในเมือง

พระสิริรุ่งโรจน์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าออกจากธรณีประตูพระวิหาร มาประทับเหนือเหล่าเครูบ ข้าพเจ้าเห็นเหล่าเครูบกางปีกออกเหาะขึ้นไปจากพื้นดิน วงล้อก็เหาะขึ้นตามไปข้าง ๆ ด้วย และมาหยุดอยู่ที่ทางเข้าประตูด้านตะวันออกของพระวิหารขององค์พระผู้เป็นเจ้า พระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าแห่งอิสราเอลอยู่เหนือเครูบเหล่านั้น สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นเป็นสิ่งเดียวกันกับสิ่งที่ข้าพเจ้าเคยเห็นภายใต้พระเจ้าแห่งอิสราเอลที่ริมแม่น้ำเคบาร์ ข้าพเจ้าก็รู้ว่าเป็นเครูบ เครูบแต่ละตนมีสี่หน้า สี่ปีก และมีสิ่งที่เหมือนมือมนุษย์อยู่ใต้ปีก ใบหน้าของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นมีลักษณะเหมือนกับที่ข้าพเจ้าเคยเห็นที่ริมแม่น้ำเคบาร์ เครูบแต่ละตนเคลื่อนตรงไปข้างหน้า

พระวรสารนักบุญมัทธิว มธ 18:15-20

เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสแก่บรรดาศิษย์ว่า“ถ้าพี่น้องของท่านทำผิด จงไปตักเตือนเขาตามลำพัง ถ้าเขาเชื่อฟัง ท่านจะได้พี่น้องกลับคืนมา ถ้าเขาไม่เชื่อฟัง จงพาอีกคนหนึ่งหรือสองคนไปด้วย คำพูดของพยานสองคนหรือสามคนจะได้จัดเรื่องราวให้เรียบร้อย ถ้าเขาไม่ยอมฟังพยาน จงแจ้งให้หมู่คณะทราบ ถ้าเขาไม่ยอมฟังหมู่คณะอีก จงปฏิบัติต่อเขาเหมือนเขาเป็นคนต่างศาสนา หรือคนเก็บภาษีเถิด

“เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ทุกสิ่งที่ท่านจะผูกในโลก จะผูกไว้ในสวรรค์ และทุกสิ่งที่ท่านจะแก้ในโลก ก็จะแก้ในสวรรค์ด้วย”

“เราบอกความจริงแก่ท่านอีกว่า ถ้าท่านสองคนในโลกนี้พร้อมใจกันอ้อนวอนขอสิ่งหนึ่งสิ่งใด พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์จะประทานให้ เพราะว่า ที่ใดมีสองหรือสามคนชุมนุมกันในนามของเรา เราอยู่ที่นั่นท่ามกลางพวกเขา”

ข้อคิด

ความแตกแยกในระหว่างคริสต์ศาสนิกชน ย่อมเป็นที่สะดุดแก่บุคคลภายนอก ผู้ที่มิได้เชื่อในพระเยซูเจ้าคงไม่สนใจในพระวรสาร ในเมื่อผู้ที่ดำเนินชีวิตตามแนวพระวรสารอยู่ร่วมกันไม่ได้ การเป็นที่สะดุดแก่ผู้อื่นนั้นอาจจะหลีกเลี่ยงได้ หากเราถือตามพระวรสารของวันนี้ การประกาศพระวรสารแก่ทุกคนในโลกมีความสำคัญมากกว่าการโต้เถียงกัน หรือการแตกแยกแทนที่จะเป็นหนึ่งเดียวกันในความรักของพระคริสตเจ้า
ภาพประจำตัวสมาชิก
billa-bong
~@
โพสต์: 668
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ก.ค. 14, 2006 12:16 pm
ที่อยู่: thailand

พุธ ส.ค. 15, 2012 1:20 pm

วันพุธที่ 15 สิงหาคม 2012
สัปดาห์ที่ 19 เทศกาลธรรมดา


บทอ่านจากหนังสือประกาศกเอเสเคียล อสค 9:1-7 และ 10:18-22

พระเจ้าทรงเปล่งพระสุรเสียงดังให้ข้าพเจ้าได้ยินว่า “ท่านทั้งหลายผู้มีหน้าที่ลงโทษเมืองนี้ จงเข้ามาใกล้ แต่ละคนจงถือเครื่องมือทำลายมาด้วย” ข้าพเจ้าเห็นชายหกคนเข้ามาจากทางประตูชั้นบน ซึ่งหันไปทางทิศเหนือ แต่ละคนถือเครื่องมือทำลายมาด้วย ในหมู่เขามีชายคนหนึ่งสวมผ้าป่าน เหน็บกล่องเครื่องเขียนไว้ที่สะเอว เมื่อเขาเหล่านั้นมาถึงก็เข้าไปยืนอยู่ข้างพระแท่นทองสัมฤทธิ์

พระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าแห่งอิสราเอลขึ้นมาจากเครูบซึ่งเป็นที่ประทับ ไปยังธรณีประตูของพระวิหาร พระองค์ทรงเรียกชายที่สวมผ้าป่านและเหน็บกล่องเครื่องเขียนไว้ที่สะเอว องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสสั่งเขาว่า “จงไปทั่วเมือง คือทั่วกรุงเยรูซาเล็ม และเขียนอักษร ‘เตา’ ไว้ที่หน้าผากของบรรดาชายซึ่งถอนใจและคร่ำครวญที่เห็นการกระทำน่าสะอิดสะเอียนทั้งหลายที่ทำกันภายในเมือง”

พระองค์ยังตรัสกับผู้อื่นให้ข้าพเจ้าได้ยินว่า “ท่านทั้งหลายจงตามเขาไปทั่วเมืองและฆ่าให้หมด ดวงตาของท่านอย่าได้สงสาร และท่านอย่าได้ไว้ชีวิตเลย จงฆ่าให้หมด ทั้งคนชรา ชายหนุ่ม หญิงสาว เด็กและผู้หญิง แต่อย่าแตะต้องผู้ที่มีอักษร ‘เตา’ เขียนอยู่ที่หน้าผาก จงเริ่มต้นจากสักการสถานของเรา” เขาเหล่านั้นจึงเริ่มฆ่าคนชราที่อยู่หน้าพระวิหาร พระองค์ตรัสกับเขาว่า “จงทำให้พระวิหารเป็นมลทินเถิด จงทำให้ลานพระวิหารเต็มไปด้วยศพ จงออกไปเถิด” เขาทั้งหลายก็ออกไปและฆ่าผู้คนในเมือง

พระสิริรุ่งโรจน์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าออกจากธรณีประตูพระวิหาร มาประทับเหนือเหล่าเครูบ ข้าพเจ้าเห็นเหล่าเครูบกางปีกออกเหาะขึ้นไปจากพื้นดิน วงล้อก็เหาะขึ้นตามไปข้าง ๆ ด้วย และมาหยุดอยู่ที่ทางเข้าประตูด้านตะวันออกของพระวิหารขององค์พระผู้เป็นเจ้า พระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าแห่งอิสราเอลอยู่เหนือเครูบเหล่านั้น สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นเป็นสิ่งเดียวกันกับสิ่งที่ข้าพเจ้าเคยเห็นภายใต้พระเจ้าแห่งอิสราเอลที่ริมแม่น้ำเคบาร์ ข้าพเจ้าก็รู้ว่าเป็นเครูบ เครูบแต่ละตนมีสี่หน้า สี่ปีก และมีสิ่งที่เหมือนมือมนุษย์อยู่ใต้ปีก ใบหน้าของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นมีลักษณะเหมือนกับที่ข้าพเจ้าเคยเห็นที่ริมแม่น้ำเคบาร์ เครูบแต่ละตนเคลื่อนตรงไปข้างหน้า

พระวรสารนักบุญมัทธิว มธ 18:15-20

เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสแก่บรรดาศิษย์ว่า“ถ้าพี่น้องของท่านทำผิด จงไปตักเตือนเขาตามลำพัง ถ้าเขาเชื่อฟัง ท่านจะได้พี่น้องกลับคืนมา ถ้าเขาไม่เชื่อฟัง จงพาอีกคนหนึ่งหรือสองคนไปด้วย คำพูดของพยานสองคนหรือสามคนจะได้จัดเรื่องราวให้เรียบร้อย ถ้าเขาไม่ยอมฟังพยาน จงแจ้งให้หมู่คณะทราบ ถ้าเขาไม่ยอมฟังหมู่คณะอีก จงปฏิบัติต่อเขาเหมือนเขาเป็นคนต่างศาสนา หรือคนเก็บภาษีเถิด

“เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ทุกสิ่งที่ท่านจะผูกในโลก จะผูกไว้ในสวรรค์ และทุกสิ่งที่ท่านจะแก้ในโลก ก็จะแก้ในสวรรค์ด้วย”

“เราบอกความจริงแก่ท่านอีกว่า ถ้าท่านสองคนในโลกนี้พร้อมใจกันอ้อนวอนขอสิ่งหนึ่งสิ่งใด พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์จะประทานให้ เพราะว่า ที่ใดมีสองหรือสามคนชุมนุมกันในนามของเรา เราอยู่ที่นั่นท่ามกลางพวกเขา”

ข้อคิด

ความแตกแยกในระหว่างคริสต์ศาสนิกชน ย่อมเป็นที่สะดุดแก่บุคคลภายนอก ผู้ที่มิได้เชื่อในพระเยซูเจ้าคงไม่สนใจในพระวรสาร ในเมื่อผู้ที่ดำเนินชีวิตตามแนวพระวรสารอยู่ร่วมกันไม่ได้ การเป็นที่สะดุดแก่ผู้อื่นนั้นอาจจะหลีกเลี่ยงได้ หากเราถือตามพระวรสารของวันนี้ การประกาศพระวรสารแก่ทุกคนในโลกมีความสำคัญมากกว่าการโต้เถียงกัน หรือการแตกแยกแทนที่จะเป็นหนึ่งเดียวกันในความรักของพระคริสตเจ้า
ภาพประจำตัวสมาชิก
billa-bong
~@
โพสต์: 668
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ก.ค. 14, 2006 12:16 pm
ที่อยู่: thailand

พุธ ส.ค. 15, 2012 1:20 pm

วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม 2012
สัปดาห์ที่ 19 เทศกาลธรรมดา


บทอ่านจากหนังสือประกาศกเอเสเคียล อสค 16:59-63

องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัส – เราจะทำกับเจ้าอย่างที่เจ้าได้ทำ เจ้าได้ดูหมิ่นคำสาบานและละเมิดพันธสัญญา แต่เรายังระลึกถึงพันธสัญญาของเรากับเจ้าเมื่อเจ้ายังเป็นสาว เราจะทำพันธสัญญากับเจ้าซึ่งจะคงอยู่ตลอดไป แล้วเจ้าจะระลึกถึงความประพฤติของเจ้าและจะอับอาย เมื่อเจ้าจะรับทั้งพี่และน้องสาวของเจ้า เราจะมอบเขาให้เป็นบุตรหญิงของเจ้า แม้ไม่เป็นเงื่อนไขของพันธสัญญาที่เราทำกับเจ้า เราจะรื้อฟื้นพันธสัญญาของเรากับเจ้า เจ้าจะรู้ว่าเราเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อเจ้าจะได้จดจำและมีความละอาย และจะไม่อ้าปากพูดอีกเพราะความอับอาย เมื่อเราจะให้อภัยทุกสิ่งที่เจ้าได้ทำ” - องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัส

พระวรสารนักบุญมัทธิว มธ 19:3-12

เวลานั้น ชาวฟาริสีบางคนเข้ามาเพื่อจับผิดพระองค์ ทูลถามว่า “เป็นการถูกต้องหรือไม่ ที่ชายจะหย่าร้างกับภรรยาเนื่องด้วยเหตุใดก็ตาม”

พระองค์ทรงตอบว่า “ท่านไม่ได้อ่านพระคัมภีร์หรือว่าเมื่อแรกนั้นพระผู้สร้างทรงสร้างมนุษย์ให้เป็นชายและหญิง และตรัสว่าดังนี้ ชายจะละบิดามารดาไปสนิทอยู่กับภรรยาของตนและชายหญิงจะเป็นเนื้อเดียวกัน
ดังนี้ เขาจึงไม่เป็นสองอีกต่อไป แต่เป็นเนื้อเดียวกัน ฉะนั้น สิ่งที่พระเจ้าทรงรวมกันไว้ มนุษย์อย่าได้แยกเลย”
ชาวฟาริสีจึงทูลถามว่า “แล้วทำไมโมเสสจึงสั่งให้ชายทำหนังสือหย่าร้างแล้วหย่าร้างได้เล่า” พระองค์ตรัสว่า “เพราะใจดื้อหยาบกระด้างของท่านโมเสสจึงยอมอนุญาตให้หย่าร้างได้ แต่เมื่อแรกเริ่มนั้น หาเป็นเช่นนี้ไม่

“เราบอกท่านทั้งหลายว่า ผู้ใดหย่าร้างภรรยาและแต่งงานกับอีกคนหนึ่ง เขาก็ทำผิดประเวณี เว้นแต่ในกรณีแต่งงานไม่ถูกต้อง”

บรรดาศิษย์ทูลพระองค์ว่า “ถ้าสภาพของสามีกับภรรยาเป็นเช่นนี้ ก็ไม่ควรจะแต่งงานเลย” พระองค์ตรัสว่า “ไม่ใช่ทุกคนเข้าใจคำสอนนี้ คนที่เข้าใจคือคนที่พระเจ้าประทานให้ เพราะว่า บางคนเป็นขันทีตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา บางคนถูกมนุษย์ทำให้เป็นขันที และบางคนทำตนเป็นขันทีเพราะเห็นแก่อาณาจักรสวรรค์ ผู้ที่เข้าใจได้ ก็จงเข้าใจเถิด”

ข้อคิด

ในสมณลิขิต “พระวาจาขององค์พระผู้เป็นเจ้า”พระสันตะปาปาตรัสว่า พระวาจา พระเจ้าอยู่ที่จุดเริ่มต้นของการแต่งงาน (เทียบ ปฐก 2:24) สามีภรรยาจึงเป็นคนแรก ที่ต้องประกาศพระวาจาของพระเจ้าแก่บุตรของตน ทุกบ้านต้องมีพระคัมภีร์เพื่ออ่านและใช้ใน การภาวนาและรำพึงร่วมกัน (Verbum Domini ข้อ 85) แต่อย่างไรก็ตามยังมีพระพรพิเศษ สำหรับผู้ที่ถือพรหมจรรย์เพราะเห็นแก่พระอาณาจักรสวรรค์ด้วยเช่นกัน ทุกคนต้องเจริญชีวิต ตามกระแสเรียกของตน
ภาพประจำตัวสมาชิก
billa-bong
~@
โพสต์: 668
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ก.ค. 14, 2006 12:16 pm
ที่อยู่: thailand

พฤหัสฯ. ส.ค. 16, 2012 10:28 pm

วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2012
สัปดาห์ที่ 19 เทศกาลธรรมดา


บทอ่านจากหนังสือประกาศกเอเสเคียล อสค 18:1-10,13ข,30-32

องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าอีกว่า “ทำไมท่านทั้งหลายจึงกล่าวคำพังเพยนี้ซ้ำซากในแผ่นดินอิสราเอลว่า ‘พ่อกินผลองุ่นเปรี้ยว แต่ลูกเข็ดฟัน’

เรามีชีวิตอยู่แน่ฉันใด –องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัส - ท่านทั้งหลายจะต้องไม่ใช้คำพังเพยนี้อีกต่อไปในอิสราเอล ดูซิ ชีวิตทั้งหลายเป็นของเรา ชีวิตของพ่อเป็นของเราฉันใด ชีวิตของลูกก็เป็นของเราฉันนั้น ผู้ใดทำบาป ผู้นั้นจะต้องตาย”

“ถ้าคนหนึ่งเป็นผู้ชอบธรรม ปฏิบัติความถูกต้องและความยุติธรรม ถ้าเขาไม่กินของถวายตามสักการสถานบนที่สูง ไม่เงยหน้าขึ้นคารวะรูปเคารพของพงศ์พันธุ์อิสราเอล ไม่ล่วงเกินภรรยาของเพื่อนบ้าน ไม่เข้าหาหญิงที่มีประจำเดือน ไม่ข่มเหงผู้อื่น แต่คืนของประกันแก่ลูกหนี้ ไม่ลักทรัพย์ แต่ให้อาหารแก่ผู้หิวโหยและให้เสื้อผ้าแก่ผู้ไม่มีเสื้อผ้าคลุมกาย ไม่ให้ผู้อื่นยืมเงินเพื่อเรียกดอกเบี้ยหรือหากำไร ยั้งมือไว้ไม่ทำความชั่ว ตัดสินคู่ความอย่างยุติธรรม ดำเนินชีวิตตามข้อกำหนดและปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของเราอย่างซื่อสัตย์ คนนั้นก็เป็นผู้ชอบธรรม เขาจะมีชีวิต” – องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัส

“แต่ถ้าคนหนึ่งมีบุตรเป็นโจร เป็นฆาตกร และกระทำความชั่วเหล่านี้ เขาจะไม่มีชีวิตอย่างแน่นอน เขาจะต้องตายแน่ ๆ เพราะเขาได้กระทำสิ่งน่าสะอิดสะเอียน และจะต้องรับผิดชอบความตายของตน”

ดังนั้น พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย เราจะพิพากษาแต่ละคนตามความประพฤติของเขา – องค์พระผู้เป็นเจ้าเจ้าตรัส – จงกลับใจและเลิกการล่วงละเมิดทั้งหมดของท่าน แล้วความผิดของท่านจะไม่เป็นเหตุให้ท่านพินาศ จงละทิ้งการล่วงละเมิดทั้งหมดที่ท่านได้ทำ จงทำตนให้มีใจใหม่และจิตใหม่ พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย ทำไมท่านจะต้องตายเล่า เราไม่พอใจในความตายของผู้ใด – องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัส – จงกลับใจเถิด แล้วท่านจะมีชีวิต”

พระวรสารนักบุญมัทธิว มธ 19:13-15

ขณะนั้น มีผู้นำเด็กเล็ก ๆ มาให้พระองค์ทรงปกพระหัตถ์อวยพร แต่บรรดาศิษย์กลับดุว่าคนเหล่านั้น พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า “ปล่อยให้เด็กเล็ก ๆ มาหาเราเถิด อย่าห้ามเลย เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของคนที่เหมือนเด็กเหล่านี้” พระองค์ทรงปกพระหัตถ์ให้เด็กเหล่านั้น แล้วจึงเสด็จไปจากที่นั่น

ข้อคิด

ชาวอิสราแอลเชื่อว่าพวกเขาถูกลงโทษเพราะบาปของบรรพบุรุษแต่ประกาศกเอเสเคียลให้ทางออกใหม่แก่ชาวอิสราแอลว่า พวกเขาต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตของตนเอง เพราะเขาจะ ถูกพิพากษาตามการปฏิบัติของเขาเอง เขาต้องกลับมาเดินในหนทางของพระเจ้าด้วย ความเชื่อและความวางใจอย่างแท้จริง ซึ่งสอดคล้องกับการที่พระเยซูเจ้าทรงต้อนรับเด็กเล็กๆ เพราะท่าทีของเด็ก คือ จิตใจที่พร้อมเปิดรับพร้อมจะเชื่อและวางใจในพระเจ้าอย่างสิ้นสุดจิตใจ ด้วยท่าทีแบบนี้ที่เราคริสตชนจะได้เป็นเจ้าของอาณาจักรสวรรค์
ภาพประจำตัวสมาชิก
billa-bong
~@
โพสต์: 668
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ก.ค. 14, 2006 12:16 pm
ที่อยู่: thailand

พฤหัสฯ. ส.ค. 16, 2012 10:30 pm

วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม 2012
สมโภชพระนางมารีย์รับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ทั้งกายและวิญญาณ


บทอ่านจากหนังสือวิวรณ์ วว 11:19ก;12:1-6ก,10ก

พระวิหารของพระเจ้าในสวรรค์เปิดออก มองเห็นหีบพันธสัญญาในพระวิหารเครื่องหมายยิ่งใหญ่ปรากฏในสวรรค์ คือสตรีผู้หนึ่งมีดวงอาทิตย์เป็นอาภรณ์ มีดวงจันทร์อยู่ใต้เท้า มีมงกุฎดาวสิบสองดวงประดับศีรษะ นางมีครรภ์แก่ กำลังร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดจะคลอดบุตร เครื่องหมายอีกประการหนึ่งปรากฏในสวรรค์ คือมังกรใหญ่สีแดง มีเจ็ดหัวและสิบเขา แต่ละหัวสวมมงกุฎ หางของมันตวัดดวงดาวหนึ่งในสามบนท้องฟ้าให้ตกลงมาบนแผ่นดิน มังกรยืนอยู่ตรงหน้าสตรีที่กำลังจะคลอดบุตรเพื่อจะกินบุตรของนางทันทีที่คลอด นางคลอดบุตรเป็นชาย ซึ่งจะต้องปกครองชาติทั้งหลายด้วยคทาเหล็ก แต่บุตรของนางถูกคว้าตัวขึ้นไปเฝ้าพระเจ้ายังพระบัลลังก์ของพระองค์ ส่วนสตรีนั้นหลบหนีไปในถิ่นทุรกันดาร ที่นั่นนางมีที่พำนักซึ่งพระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้

ข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังจากสวรรค์ว่า “บัดนี้ ความรอดพ้น พระอานุภาพและพระราชอาณาจักรเป็นของพระเจ้าของเราแล้ว และอำนาจเป็นของพระคริสต์ของพระองค์

บทอ่านจากจดหมายนักบุญเปาโลอัครสาวกถึงชาวโครินธ์ ฉบับที่หนึ่ง 1 คร 15:20-26,

พี่น้อง ความจริง พระคริสตเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตาย เป็นผลแรกของบรรดาผู้ล่วงหลับไปแล้ว ความตายมาจากมนุษย์คนหนึ่งฉันใด การกลับคืนชีพของบรรดาผู้ตายก็มาจากมนุษย์คนหนึ่งฉันนั้น มนุษย์ทุกคนตายเพราะ อาดัมฉันใด มนุษย์ทุกคนก็จะกลับมีชีวิตเพราะพระคริสตเจ้าฉันนั้น แต่จะเป็นไปตามลำดับของแต่ละคน พระคริสตเจ้าทรงเป็นผลแรก ต่อไปก็คือผู้ที่เป็นของพระ คริสตเจ้า เมื่อพระองค์จะเสด็จมา แล้วจะถึงวาระสุดท้าย เวลานั้นพระองค์จะทรงมอบพระอาณาจักรให้แก่พระเจ้าพระบิดา หลังจากทรงทำลายการปกครอง อำนาจและอานุภาพทั้งหลาย เพราะพระคริสตเจ้าจะต้องทรงครองราชย์จนกว่าพระเจ้าจะทรงปราบศัตรูทั้งมวลให้อยู่ใต้พระบาทของพระองค์ ศัตรูสุดท้ายที่จะถูกทำลายคือความตาย เพราะพระเจ้าทรงปราบทุกสิ่งให้อยู่ใต้พระบาทของพระองค์

พระวรสารนักบุญลูกา ลก 1:39-56

หลังจากนั้นไม่นาน พระนางมารีย์ทรงรีบออกเดินทางไปยังเมืองหนึ่งในแถบภูเขาแคว้นยูเดีย พระนางเสด็จเข้าไปในบ้านของเศคาริยาห์และทรงทักทายนางเอลีซาเบธ เมื่อนางเอลีซาเบธได้ยินคำทักทายของพระนางมารีย์ บุตรในครรภ์ก็ดิ้น นางเอลีซาเบธได้รับพระจิตเจ้าเต็มเปี่ยม ร้องเสียงดังว่า “เธอได้รับพระพรยิ่งกว่าหญิงใด ๆ และลูกของเธอก็ได้รับพระพรด้วย ทำไมหนอพระมารดาขององค์พระผู้เป็นเจ้า จึงเสด็จมาเยี่ยมข้าพเจ้า เมื่อฉันได้ยินคำทักทายของเธอ ลูกในครรภ์ของฉันก็ดิ้นด้วยความยินดี เธอเป็นสุขที่เชื่อว่า พระวาจาที่พระเจ้าตรัสแก่เธอไว้จะเป็นจริง”

พระนางมารีย์ ตรัสว่า “วิญญาณข้าพเจ้าประกาศความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า จิตใจของข้าพเจ้าชื่นชมยินดีในพระเจ้า พระผู้กอบกู้ข้าพเจ้า เพราะพระองค์ทอดพระเนตรผู้รับใช้ต่ำต้อยของพระองค์ ตั้งแต่นี้ไป ชนทุกสมัยจะกล่าวว่าข้าพเจ้าเป็นสุข พระผู้ทรงสรรพานุภาพทรงกระทำกิจการยิ่งใหญ่สำหรับข้าพเจ้า พระนามของพระองค์ศักดิ์สิทธิ์ พระกรุณาต่อผู้ยำเกรงพระองค์แผ่ไปตลอดทุกยุคทุกสมัย พระองค์ทรงยกพระกรแสดงพระอานุภาพ ทรงขับไล่ผู้มีใจมักใหญ่ใฝ่สูงให้กระจัดกระจายไป ทรงคว่ำผู้ทรงอำนาจจากบัลลังก์ และทรงยกย่องผู้ต่ำต้อยให้สูงขึ้น พระองค์ประทานสิ่งดีทั้งหลายแก่ผู้อดอยาก ทรงส่งเศรษฐีให้กลับไปมือเปล่า พระองค์ทรงช่วยเหลืออิสราเอล ผู้รับใช้พระองค์ โดยทรงระลึกถึงพระกรุณา ดังที่ทรงสัญญาไว้แก่บรรพบุรุษของเรา แก่อับราฮัมและบุตรหลานตลอดไป”

พระนางมารีย์ประทับอยู่กับนางเอลีซาเบธประมาณสามเดือนจึงเสด็จกลับ

ข้อคิด

พระสันตะปาปา เบเนดิกต์ที่ 16 ทรงยกย่องพระนางมารีย์ว่าพระนางเป็นจุดที่ พระวาจาของพระเจ้าและความเชื่อพบกันอย่างสมบูรณ์ ภาพวิญญาณของพระนางปรากฏชัดเจนในบทมักญีฟีกัตซึ่งเป็นถ้อยคำจากพระคัมภีร์ พระวาจาของพระเจ้า กลายเป็นคำพูดของพระนางและถ้อยคำของพระนางเกิดมาจากพระวาจาของพระเจ้า (เทียบ Verbum Domini ข้อ 27-28)
ขอพระนางมารีย์เป็นแบบอย่างของเราในการรับฟังพระวาจา และขอพระนาง มารีย์เสนอวิงวอนสำหรับเรา เพื่อให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพระนางได้เกิดขึ้นกับเรา แต่ละคนทุกวันเมื่อเราฟังพระวาจา
ภาพประจำตัวสมาชิก
billa-bong
~@
โพสต์: 668
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ก.ค. 14, 2006 12:16 pm
ที่อยู่: thailand

พฤหัสฯ. ส.ค. 16, 2012 10:32 pm

วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม 2012
ระลึกถึง น.เบอร์นาร์ด เจ้าอธิการและนักปราชญ์


บทอ่านจากหนังสือประกาศกเอเสเคียล อสค 24:15-24

องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าว่า “บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย ดูซิ เราจะพรากผู้เป็นแก้วตาของท่านไปจากท่านโดยกะทันหัน แต่ท่านอย่าคร่ำครวญ อย่าร้องไห้หรือหลั่งน้ำตาเลย จงร่ำไห้คร่ำครวญอย่างเงียบ ๆ อย่าทำพิธีไว้ทุกข์ให้ผู้ตาย จงสวมผ้าโพกศีรษะ จงสวมรองเท้า อย่าเอาผ้าปกปิดหนวด อย่ากินอาหารไว้ทุกข์” ข้าพเจ้าจึงบอกเรื่องนี้แก่ประชาชนในเวลาเช้า ในเวลาเย็นภรรยาของข้าพเจ้าก็ถึงแก่กรรม เช้าวันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าทำตามที่ได้รับพระบัญชา ประชาชนบอกข้าพเจ้าว่า “จงอธิบายความหมายการกระทำของท่านให้เรารู้เถิด” ข้าพเจ้าจึงตอบว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าว่า ‘จงบอกพงศ์พันธุ์อิสราเอลว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสดังนี้ ดูซิ เราจะทำให้สักการสถานของเราเป็นมลทิน สักการสถานที่ท่านภาคภูมิใจว่าจะได้รับพลังความช่วยเหลือ เป็นเหมือนแก้วตาของท่าน และเป็นความยินดีในจิตใจของท่าน บุตรชายหญิงที่ท่านทิ้งไว้เบื้องหลังจะถูกฆ่าด้วยดาบ ท่านทั้งหลายจะทำเหมือนกับที่ข้าพเจ้าได้ทำ ท่านจะไม่เอาผ้าปกปิดหนวด จะไม่กินอาหารไว้ทุกข์ จะสวมผ้าโพกศีรษะและจะสวมรองเท้า ท่านจะไม่คร่ำครวญหรือร้องไห้ แต่จะหมดเรี่ยวแรงเพราะความผิดของท่าน และจะร่ำไห้คร่ำครวญปรับทุกข์กัน เอเสเคียลจะเป็นเครื่องหมายสำหรับท่าน เมื่อเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น ท่านจะทำอย่างที่เขาทำ แล้วท่านจะรู้ว่าเราเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า’

พระวรสารนักบุญมัทธิว มธ 19:16-22

เวลานั้น ชายคนหนึ่งมาเฝ้าพระองค์ทูลถามว่า “พระอาจารย์ ข้าพเจ้าต้องทำความดีอะไรเพื่อจะมีชีวิตนิรันดร”
พระองค์ตรัสกับเขาว่า “เหตุใดจึงถามเราถึงความดี ผู้ทรงความดีมีแต่ผู้เดียวเท่านั้น ถ้าท่านอยากเข้าสู่ชีวิตนิรันดร ก็จงปฏิบัติตามบทบัญญัติเถิด”

เขาทูลถามว่า “บทบัญญัติข้อใด” พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “อย่าฆ่าคน อย่าล่วงประเวณี อย่าลักขโมย อย่าเป็นพยานเท็จ จงนับถือบิดามารดา จงรักผู้อื่นเหมือนรักตนเอง”

ชายหนุ่มผู้นั้นทูลถามว่า “ข้าพเจ้าปฏิบัติตามบทบัญญัติเหล่านี้ทุกข้อแล้วยังขาดอะไรอีกหรือ”
พระเยซูเจ้าตรัสตอบเขาว่า “ถ้าท่านอยากเป็นคนดีอย่างสมบูรณ์ จงไปขายทุกสิ่งที่มี มอบเงินให้คนยากจน และท่านจะมีขุมทรัพย์ในสวรรค์ แล้วจงติดตามเรามาเถิด” เมื่อได้ยินพระวาจานี้ ชายหนุ่มผู้นั้นจากไปด้วยความทุกข์ เพราะเขามีทรัพย์สมบัติมากมาย

ข้อคิด

ชายหนุ่มคนนี้ต้องการชีวิตนิรันดรจากความมั่นใจของเขาที่คิดว่าตนได้ ปฏิบัติตามบทบัญญัติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนอื่น ส่วนตัวเขาเองขาดพื้นฐานที่สำคัญ คือ การรักและรับใช้พระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว เขายังรับใช้ความมั่งมีและเงินตรา
พระเยซูเจ้าทรงให้หนทางที่เขาต้องเริ่มต้นใหม่สู่หนทางแห่งชีวิตนิรันดร คือ การ ไปขายทุกสิ่ง ออกจากทรัพย์สมบัติ มอบให้ด้วยการช่วยเหลือผู้อื่น มาเข้าสู่เส้นทาง พระวาจาและติดตามพระเยซูเจ้าด้วยการทำตามพระประสงค์ของพระบิดาน่าเสียดายที่เขาไม่ยอมเลือก
ภาพประจำตัวสมาชิก
sunofgod
โพสต์: 2481
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ ก.ย. 18, 2011 8:17 pm

เสาร์ ส.ค. 18, 2012 12:34 pm

:s002:
ภาพประจำตัวสมาชิก
billa-bong
~@
โพสต์: 668
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ก.ค. 14, 2006 12:16 pm
ที่อยู่: thailand

ศุกร์ ส.ค. 24, 2012 10:02 pm

วันจันทรที่ 20 สิงหาคม 2012 ระลึกถึง น.เบอรนารด เจาอธิการและนักปราชญ

บทอานจากหนังสือประกาศกเอเสเคียล อสค 24:15-24 องคพระผูเป็นเจาตรัสกับขาพเจาวา “บุตรแหงมนุษยเอย ดูซิ เราจะพรากผูเป็นแกวตาของทานไปจากทานโดยกะทันหัน แตทานอยา ครําครวญ อยารองไหหรือหลั่งนําตาเลย จงรําไหครําครวญอยางเงียบ ๆ อยาทําพิธีไวทุกขใหผูตาย จงสวมผาโพกศีรษะ จงสวมรองเทา อยาเอาผา ปกปิดหนวด อยากินอาหารไวทุกข” ขาพเจาจึงบอกเรื่องนี้แกประชาชนในเวลาเชา ในเวลาเย็นภรรยาของขาพเจาก็ถึงแกกรรม เชาวันรุงขึ้น ขาพเจา ทําตามที่ไดรับพระบัญชา ประชาชนบอกขาพเจาวา “จงอธิบายความหมายการกระทําของทานใหเรารูเถิด” ขาพเจาจึงตอบวา “องคพระผูเป็นเจาตรัส กับขาพเจาวา ‘จงบอกพงศพันธุอิสราเอลวา องคพระผูเป็นเจาตรัสดังนี้ ดูซิ เราจะทําใหสักการสถานของเราเป็นมลทิน สักการสถานที่ทานภาคภูมิใจ วาจะไดรับพลังความชวยเหลือ เป็นเหมือนแกวตาของทาน และเป็นความยินดีในจิตใจของทาน บุตรชายหญิงที่ทานทิ้งไวเบื้องหลังจะถูกฆาดวยดาบ ทานทั้งหลายจะทําเหมือนกับที่ขาพเจาไดทํา ทานจะไมเอาผาปกปิดหนวด จะไมกินอาหารไวทุกข จะสวมผาโพกศีรษะและจะสวมรองเทา ทานจะไม ครําครวญหรือรองไห แตจะหมดเรี่ยวแรงเพราะความผิดของทาน และจะรําไหครําครวญปรับทุกขกัน เอเสเคียลจะเป็นเครื่องหมายสําหรับทาน เมื่อ เหตุการณเหลานี้เกิดขึ้น ทานจะทําอยางที่เขาทํา แลวทานจะรูวาเราเป็นองคพระผูเป็นเจา’ พระวรสารนักบุญมัทธิว มธ 19:16-22 เวลานั้น ชายคนหนึ่งมาเฝาพระองคทูลถามวา “พระอาจารย ขาพเจาตองทําความดีอะไรเพื่อจะมีชีวิตนิรันดร” พระองคตรัสกับเขาวา “เหตุใดจึงถามเราถึงความดี ผูทรงความดีมีแตผูเดียวเทานั้น ถาทานอยากเขาสูชีวิตนิรันดร ก็จงปฏิบัติตามบทบัญญัติเถิด” เขาทูลถามวา “บทบัญญัติขอใด” พระเยซูเจาตรัสตอบวา “อยาฆาคน อยาลวงประเวณี อยาลักขโมย อยาเป็นพยานเท็จ จงนับถือบิดามารดา จงรักผูอื่นเหมือนรักตนเอง” ชายหนุมผูนั้นทูลถามวา “ขาพเจาปฏิบัติตามบทบัญญัติเหลานี้ทุกขอแลวยังขาดอะไรอีกหรือ” พระเยซูเจาตรัสตอบเขาวา “ถาทานอยากเป็นคนดีอยางสมบูรณ จงไปขายทุกสิ่งที่มี มอบเงินใหคนยากจน และทานจะมีขุมทรัพยในสวรรค แลวจง ติดตามเรามาเถิด” เมื่อไดยินพระวาจานี้ ชายหนุมผูนั้นจากไปดวยความทุกข เพราะเขามีทรัพยสมบัติมากมาย ขอคิด ชายหนุมคนนี้ตองการชีวิตนิรันดรจากความมั่นใจของเขาที่คิดวาตนได ปฏิบัติตามบทบัญญัติตาง ๆ ที่เกี่ยวของกับคนอื่น สวนตัวเขาเอง ขาดพื้นฐานที่สําคัญ คือ การรักและรับใชพระเจาแตเพียงผูเดียว เขายังรับใชความมั่งมีและเงินตรา พระเยซูเจาทรงใหหนทางที่เขาตองเริ่มตนใหมสูหนทางแหงชีวิตนิรันดร คือ การ ไปขายทุกสิ่ง ออกจากทรัพยสมบัติ มอบใหดวยการชวยเหลือผูอื่น มาเขาสูเสนทาง พระวาจาและติดตามพระเยซูเจาดวยการทําตามพระประสงคของพระบิดานาเสียดายที่เขาไมยอมเลือก
ภาพประจำตัวสมาชิก
sunofgod
โพสต์: 2481
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ ก.ย. 18, 2011 8:17 pm

ศุกร์ ส.ค. 24, 2012 10:05 pm

:s002:
ภาพประจำตัวสมาชิก
billa-bong
~@
โพสต์: 668
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ก.ค. 14, 2006 12:16 pm
ที่อยู่: thailand

ศุกร์ ส.ค. 24, 2012 10:11 pm

วันอังคารที่ 21 สิงหาคม 2012 ระลึกถึง น.ปีโอที่ 10 พระสันตะปาปา

องคพระผูเป็นเจาตรัสกับขาพเจาวา “บุตรแหงมนุษยเอย จงบอกเจาเมืองไทระวา องคพระผูเป็นเจาองคพระผูเป็นเจาตรัสดังนี้ ‘ใจของทาน ผยองขึ้น และคิดวา “ขาเป็นพระเจา ขานั่งบนที่นั่งของพระเจา อยูกลางทะเล” แมทานคิดวาตนฉลาดเหมือนพระเจา แตทานก็เป็นเพียงมนุษย ไมใช พระเจา ดูซิ ทานมีปรีชามากกวาดาเนียล ไมมีความลับใดซอนไวจากทาน ทานใชปรีชาญาณและความเขาใจ สรางความรํารวย สะสมทองคําและเงิน มาไวในคลังสมบัติของทานทานใชสติปัญญามากมายในการคา ทวีทรัพยสมบัติของทาน ใจของทานก็ผยองขึ้น เพราะทรัพยสมบัติของทาน’ องคพระผูเป็นเจาจึงตรัสดังนี้ ‘เพราะทานคิดวาตนฉลาดเหมือนพระเจา ดีแลว เราจะนําคนตางดาวที่โหดรายกวาชนชาติใด ๆ มาตอสูกับทาน

ตอสูกับปรีชาญาณที่งดงามของทาน

ทานจะตายในทองทะเลเหมือนคนที่ถูกฆา แลวทานยังจะพูดอีกหรือวา “ขาเป็นพระเจา” ตอหนาคนที่ฆาทาน ทานเป็นเพียงมนุษย ไมใชพระเจา อยูใน มือของผูที่ฆาทาน ทานจะตายอยางไรเกียรติ โดยมือของคนตางดาว เพราะเราไดพูดไวแลว’ - องคพระผูเป็นเจาตรัส”

เวลานั้น พระเยซูเจาตรัสแกบรรดาศิษยวา“เราบอกความจริงแกทานทั้งหลายวา คนมั่งมีจะเขาสูอาณาจักรสวรรคไดยาก เราบอกทานอีกวา อูฐจะลอดรูเข็ม ยังงายกวาคนมั่งมีเขาสูอาณาจักรสวรรค” เมื่อบรรดาศิษยไดยินเชนนี้ ตางรูสึกประหลาดใจมาก จึงทูลถามวา “แลวดังนี้ ใครเลาจะ รอดพนได” พระเยซูเจาทอดพระเนตรบรรดาศิษย แลวตรัสวา “สําหรับมนุษยเป็นไปไมได แตสําหรับพระเจา ทุกอยางเป็นไปได” เปโตรจึงทูลถามวา “ขาพเจาทั้งหลายสละทุกสิ่งและติดตามพระองคแลว จะไดอะไรบาง” พระเยซูเจาตรัสตอบวา “เราบอกความจริงแกทาน ทั้งหลายวา ในโลกใหมเมื่อบุตรแหงมนุษยจะประทับเหนือพระที่นั่งอันรุงโรจน ทานทั้งหลายที่ติดตามเรา ก็จะนั่งบนบัลลังกทั้งสิบสองบัลลังก เพื่อ พิพากษาตระกูลอิสราเอลทั้งสิบสองตระกูลดวย และผูใดที่สละบานเรือน

ตอบแทนรอยเทา และจะไดรับชีวิตนิรันดรเป็นมรดกดวย “หลายคนที่เป็นกลุมแรกจะกลับกลายเป็นกลุมสุดทาย และกลุมสุดทายจะกลับกลายเป็นกลุมแรก”

นักบุญเปโตรถามคําถามที่เราคริสชนหลายคนคงเคยถามในใจบอย ๆ “ขาพเจา สละทุกสิ่งและติดตามพระองคแลวจะไดอะไรบาง?” คําตอบ ของพระเยซูเจาพรอมกับ คําสัญญา คือ “รางวัลตอบแทนรอยเทาและชีวิตนิรันดร” แตปัญหาอาจอยูที่ประโยค สุดทาย “หลายคนที่เป็นกลุมแรกจะ กลับกลายเป็นกลุมสุดทาย และกลุมสุดทายจะ กลับกลายเป็นกลุมแรก” คุณสมบัติของบุคคลในกลุมแรกไมใชเรื่องของเวลากอน – หลัง แตคุณสมบัติ ของบุคคลในกลุมแรก(มารดาและพี่นอง)ที่พระเยซูเจาหมายถึง คือผู ที่ฟังพระวาจาของ พระเจาและปฏิบัติตาม
ภาพประจำตัวสมาชิก
billa-bong
~@
โพสต์: 668
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ก.ค. 14, 2006 12:16 pm
ที่อยู่: thailand

ศุกร์ ส.ค. 24, 2012 10:26 pm

วันพุธที่22 สิงหาคม 2012 ระลึกถึงพระนางมารียราชินีแหงสากลโลก

บทอานจากหนังสือประกาศกเอเสเคียล อสค 34:1-11 องคพระผูเป็นเจาตรัสกับขาพเจาวา “บุตรแหงมนุษยเอย จงประกาศพระวาจากลาวโทษบรรดาผูเลี้ยงแกะแหงอิสราเอล จง ประกาศพระวาจาบอกบรรดาผูเลี้ยงแกะวา องคพระผูเป็นเจาตรัสดังนี้ ‘วิบัติจงเกิดแกผูเลี้ยงแกะแหงอิสราเอลซึ่งเลี้ยงตนเอง ผูเลี้ยงแกะ ยอมตองเลี้ยงฝูงแกะมิใชหรือ แตทานกินนํานม ใชขนแกะคลุมกาย ฆาแกะตัวอวน ๆ แตไมเลี้ยงฝูงแกะ แกะที่ออนแอ ทานไมไดเสริม กําลัง แกะที่เจ็บปวย ทานก็ไมรักษา แกะที่บาดเจ็บ ทานก็ไมไดพันแผลให และแกะที่พลัดหลง ทานก็ไมไดไปตามกลับมา แกะที่หายไป ทานก็ไมไดแสวงหา แตทานไดปกครองบรรดาแกะโดยใชกําลังอยางโหดราย บรรดาแกะจึงกระจัดกระจายไป เพราะไมมีผูเลี้ยง กลาย เป็นเหยื่อของสัตวปา และกระจัดกระจายไป ฝูงแกะของเราระเหเรรอนไปทั่วทุกภูเขาและตามเนินเขาสูงทุกลูก ฝูงแกะของเรา กระจัดกระจายไปทั่วแผนดิน ไมมีผูใดตามหา ไมมีผูใดแสวงหา’” “เพราะฉะนั้น ทานผูเลี้ยงแกะทั้งหลาย จงฟังพระวาจาขององคพระผูเป็นเจาเถิด เรามีชีวิตอยูแนฉันใด – องคพระผูเป็นเจาตรัส – ฝูงแกะของเราตกเป็นเหยื่อ และแกะของเรากลายเป็นอาหารของสัตวปาทั้งหลาย เพราะไมมีผูเลี้ยง และเพราะผูเลี้ยงแกะของเราไมไป ตามหาแกะของเรา แตผูเลี้ยงแกะกลับเลี้ยงตนเอง ไมไดเลี้ยงแกะของเรา เพราะเหตุนี้ ผูเลี้ยงแกะทั้งหลาย จงฟังพระวาจาขององคพระผู เป็นเจาเถิด องคพระผูเป็นเจาตรัสดังนี้ ‘ดูซิ เราเป็นอริกับผูเลี้ยงแกะเหลานั้น เราจะเรียกรองเอาแกะของเราคืนมาจากมือของเขา จะใหเขา เลิกเลี้ยงแกะ ผูเลี้ยงแกะจะไดเลิกเลี้ยงตนเอง เราจะชวยแกะของเราใหรอดพนจากปากของเขา แกะจะไดไมเป็นอาหารของเขาอีกตอ ไป’”“เพราะองคพระผูเป็นเจาตรัสดังนี้ ‘ดูซิ เราจะตามหาและจะแสวงหาฝูงแกะของเราเอง

พระวรสารนักบุญมัทธิว มธ 20:1-16ก เวลานั้น พระเยซูเจาตรัสแกบรรดาศิษยเป็นคําอุปมาดังนี้ “อาณาจักรสวรรคเปรียบเหมือนพอบานผูหนึ่งซึ่งออกไปตั้งแตเชาตรู เพื่อจางคนงานมาทํางานในสวนองุน ครั้นไดตกลงคาจางวันละหนึ่งเหรียญกับคนงานแลว ก็สงไปทํางานในสวนองุน ประมาณสามโมง เชา พอบานออกมาก็เห็นคนอื่น ๆ ยืนอยูที่ลานสาธารณะโดยไมทํางาน จึงพูดกับคนเหลานี้วา ‘จงไปทํางานในสวนองุนของฉันเถิด ฉัน จะใหคาจางตามสมควร’ คนเหลานี้ก็ไป พอบานออกไปอีกประมาณเที่ยงวันและบายสามโมง กระทําเชนเดียวกัน ประมาณหาโมงเย็น พอบานออกไปอีก พบคนอื่น ๆ ยืนอยู จึงถามเขาวา ‘ทําไมทานยืนอยูที่นี่ทั้งวันโดยไมทําอะไร’ เขาตอบวา ‘เพราะไมมีใครมาจาง’ พอบาน จึงพูดวา ‘จงไปทํางานในสวนองุนของฉันเถิด’ “ครั้นถึงเวลาคํา เจาของสวนบอกผูจัดการวา ‘ไปเรียกคนงานมา จายคาจางใหเขาโดยเริ่มตั้งแตคนสุดทายจนถึงคนแรก’ เมื่อ พวกที่เริ่มงานเวลาหาโมงเย็นมาถึง เขาไดรับคนละหนึ่งเหรียญ เมื่อคนงานพวกแรกมาถึง เขาคิดวาตนจะไดรับมากกวานั้น แตก็ไดรับ คนละหนึ่งเหรียญเชนกัน ขณะรับคาจางเขาก็บนถึงเจาของสวนวา ‘พวกที่มาสุดทายนี้ทํางานเพียงชั่วโมงเดียว ทานก็ใหคาจางแกเขา เทากับเรา ซึ่งตองตรากตรําอยูกลางแดดตลอดวัน’ เจาของสวนจึงพูดกับคนหนึ่งในพวกนี้วา ‘เพื่อนเอย ฉันไมไดโกงทานเลย ทานไมได ตกลงกับฉันคนละหนึ่งเหรียญหรือ จงเอาคาจางของทานไปเถิด ฉันอยากจะใหคนที่มาสุดทายนี้เทากับใหทาน ฉันไมมีสิทธิ์ใชเงินของ ฉันตามที่ฉันพอใจหรือ ทานอิจฉาริษยาเพราะฉันใจดีหรือ’ “ดังนี้แหละ คนกลุมสุดทายจะกลับกลายเป็นคนกลุมแรก และคนกลุมแรกจะ กลับกลายเป็นคนกลุมสุดทาย” ขอคิด พอบานในเรื่องอาณาจักรสวรรควันนี้อาจทําใหเราแปลกใจในความยุติธรรมขององคพระเป็นเจา แตพระองคมีคําตอบ “ทาน อิจฉาริษยาเพราะเราใจดีหรือ?” การเขาสู อาณาจักรสวรรคเป็นเรื่องความรักและพระเมตตาจากพระทัยดีหาที่สุดมิไดของพระองคเทานั้น พระเป็นเจาทรงเห็นเจตนาและความพยายามมากกวาบาปและความผิดของเรา เราแตละคนเป็นคนงานที่เริ่มทํางาน 3 โมงเชา เที่ยงวัน บายสามโมง หรือ หาโมงเย็น ไมวาเวลาใดที่พระองคตรัสเรียก ถาเราพรอมติดตามพระองคไปทํางานตามพระ ประสงค นั่นคือ พระองคจะจายคาจางตอบแทนเรา
แก้ไขล่าสุดโดย billa-bong เมื่อ ศุกร์ ส.ค. 24, 2012 10:40 pm, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.
ภาพประจำตัวสมาชิก
billa-bong
~@
โพสต์: 668
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ก.ค. 14, 2006 12:16 pm
ที่อยู่: thailand

ศุกร์ ส.ค. 24, 2012 10:31 pm

พระคัมภีรและบทเทศนเดือน สิงหาคม

บทอานจากหนังสือวิวรณ วว 21:9ข-14

ทูตสวรรคองคหนึ่งกลาวกับขาพเจาวา “มา เถิด ขาพเจาจะใหดูสตรีที่เป็นเจาสาวของ ลูกแกะของพระเจา” ทูตสวรรคนํา ขาพเจาเดชะพระจิตเจาไปบนภูเขาสูง ใหญลูกหนึ่ง และชี้ใหขาพเจาเห็นนคร เยรูซาเล็ม นครศักดิ์สิทธิ์ซึ่งกําลังลงมา จากสวรรค มาจากพระเจา นครนี้มีพระสิริ รุงโรจนของพระเจา มีความสุกใสเหมือน เพชรพลอยลําคา คลายแกวมณีโชติชวง เป็นผลึกสดใส มีกําแพงสูงใหญ ประตูสิบ สองประตู แตละประตูมีทูตสวรรคประจํา อยูและมีชื่อจารึกไว คือชื่อตระกูล อิสราเอลสิบสองตระกูล ทางทิศตะวัน ออกมีสามประตู ทางทิศเหนือมีสามประตู ทางทิศใตมีสามประตูและทางทิศตะวันตก มีสามประตู กําแพงเมืองตั้งอยูบนฐานศิลา สิบสองฐาน บนฐานศิลานั้นมีชื่อของ บรรดาอัครสาวกทั้งสิบสององคของลูก แกะของพระเจา

พระวรสารนักบุญยอหน ยน 1:45-51

เวลานั้น ฟิลิปไดพบนาธานาเอล และบอก เขาวา "เราไดพบผูที่โมเสส และบรรดา ประกาศกไดเขียนกลาวถึงไวในพระคัมภีร แลว ผูนั้นคือพระเยซู บุตรของโยเซฟ ชาว นาซาเร็ธ” นาธานาเอลจึงกลาวแกฟิลิป วา ‘จะมีอะไรดีมาจากนาซาเร็ธไดรึ?’ ฟิลิป ตอบวา ‘มาดูเถิด’ พระเยซูเจาทอด พระเนตรเห็นนาธานาเอลเขามาเฝา จึง ตรัสถึงเขาวา ‘นี่คือชาวอิสราเอลแท เป็น คนไมมีมารยา’ นาธานาเอลทูลถามวา ‘พระองคทรงรูจักขาพเจาไดอยางไร?’

พระเยซูเจาตรัสตอบเขาวา ‘กอนที่ฟิลิปจะ เรียกทาน เราไดเห็นทานอยูใตตนมะเดื่อ’ นาธานาเอลทูลตอบวา ‘รับบี พระองค ทรงเป็นพระบุตรของพระเจา พระองคทรง เป็นกษัตริยของชนชาติอิสราเอล’ พระ เยซูเจาตรัสวา ‘ทานเชื่อเพราะเราไดกลาว วา เราเห็นทานอยูใตตนมะเดื่อหรือ? ทาน จะเห็นเหตุการณที่ยิ่งใหญกวานั้นอีก’ แลวพระองคตรัสเสริมวา “เราบอกความ จริง แกทานทั้งหลายวา ทานจะเห็น ทองฟาเปิดออก และจะเห็นบรรดาทูต สวรรคของพระเจาขึ้นลงอยูเหนือบุตรแหง มนุษย”

ขอคิด

“นาซาเร็ธ”ในสมัยนั้นเป็นถิ่นที่ชาวยิว รังเกียจเพราะกองทัพโรมันตั้งฐานอยูที่นี่ คําพูดรุนแรงของนาธานาเอลสะทอน ความคิดเห็นของชาวยิวทั่วไป “จะมีอะไรดี จาก นาซาเรธได” แตเมื่อฟิลิปเชื้อเชิญ “มาดูซิ” นาธานาเอลยอมเขามา เมื่อทาน ได สัมผัสกับพระเยซูเจา ทานละทิฐิ ยอมรับ เชื่อ และกลับกลายเป็นสานุศิษย ของ พระองค เราก็เชนกันยิ่งเราเปิดใจ ยอมรับฟังพระวาจาตามแบบอยางของนา ธานาเอล เราก็จะสามารถทูลพระเยซูเจา วา “พระองคเป็นพระบุตรของพระเจา”
ภาพประจำตัวสมาชิก
billa-bong
~@
โพสต์: 668
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ก.ค. 14, 2006 12:16 pm
ที่อยู่: thailand

ศุกร์ ส.ค. 24, 2012 10:35 pm

พระคัมภีรและบทเทศนเดือน สิงหาคม

บทอานจากหนังสือประกาศกเอเสเคียล

อสค 43:1-7ก

เขานําขาพเจาไปยังประตูซึ่งหันไปทางทิศ ตะวันออก ขาพเจาเห็นพระสิริรุงโรจนของ พระเจาแหงอิสราเอลมาจากทิศตะวันออก มีเสียงดังมากับพระองคเหมือนเสียงนํา มาก และแผนดินก็สองแสงสะทอนพระสิริ รุงโรจนของพระองค นิมิตที่ขาพเจาเห็นนี้ เหมือนกับนิมิตที่ขาพเจาเคยเห็นเมื่อ ขาพเจามาดูเมืองนี้ถูกทําลาย และเหมือน นิมิตที่ขาพเจาไดเห็นที่ริมแมนําเคบาร ขาพเจาจึงกราบลงหนาจรดพื้น

พระสิริรุงโรจนขององคพระผูเป็นเจา เขาไปในพระวิหารทางประตูที่หันไปทาง ทิศตะวันออก พระจิตยกขาพเจาขึ้น นํา ขาพเจาเขาไปในลานชั้นใน ขาพเจาเห็น พระสิริรุงโรจนขององคพระผูเป็นเจาเต็ม พระวิหาร ขณะที่ชายคนนั้นยังยืนอยูขาง ขาพเจา ขาพเจาก็ไดยินเสียงอีกคนหนึ่ง ดังออกมาจากพระวิหาร พูดกับขาพเจา เสียงนั้นเป็นเสียงขององคพระผูเป็นเจา ตรัสวา “บุตรแหงมนุษยเอย สถานที่นี้เป็น บัลลังกของเรา เป็นที่วางเทาของเรา เรา พํานักอยูที่นี่ในหมูชาวอิสราเอลตลอดไป

พระวรสารนักบุญมัทธิว มธ 23:1-12

ครั้งนั้น พระเยซูเจาตรัสแกประชาชนและ บรรดาศิษยวา “พวกธรรมาจารยและชาว ฟาริสีนั่งบนธรรมาสนของโมเสส ถาเขา สั่งสอนเรื่องใด ทานจงปฏิบัติตามเถิด แต อยาปฏิบัติตามพฤติกรรมของเขา เพราะ เขาพูด แตไมปฏิบัติ เขามัดสัมภาระหนัก วางบนบคนอื่น แตเขาเองไมปรารถนา แมแตจะขยับนิ้ว เขาทํากิจการทุกอยาง เพื่อใหคนเห็น เชน เขาขยายกลักบรรจุ พระวาจาใหใหญขึ้น ผาคลุมของเขามีพู ยาวกวาของคนอื่น เขาชอบที่นั่งมีเกียรติ ในงานเลี้ยง ชอบนั่งแถวหนาในศาลา ธรรม ชอบใหผูคนคํานับตามลาน สาธารณะ ชอบใหทุกคนเรียกวา ‘รับบี’

“สวนทานทั้งหลายอยาใหผูใดเรียกวา ‘รับ บี’ เพราะอาจารยของทานมีเพียงผูเดียว และทุกคนเป็นพี่นองกัน ในโลกนี้อยา เรียกผูใดวา ‘บิดา’ เพราะวาพระบิดาของ ทานมีเพียงพระองคเดียวคือพระบิดาใน สวรรค อยาใหผูใดเรียกทานวา ‘อาจารย’ เพราะพระอาจารยของทานมี เพียงพระองคเดียวคือพระคริสตเจา ใน กลุมของทาน ผูใดเป็นใหญจะตองเป็น ผูรับใชผูอื่น ผูใดที่ยกตนขึ้น จะถูกกดให ตําลง ผูใดถอมตนลง จะไดรับการยกยอง ใหสูงขึ้น

ขอคิด

“รักและรับใช”เป็นทาทีของคริสตชนทุก คนในพระศาสนจักรไมวาจะอยูในฐานะ ชีวิตหรือตําแหนงใด บทบัญญัติของพระ เยซูเจาเป็นบทบัญญัติแหงความรัก และ ความ สุภาพถอมตน คําสั่งสอนของ พระองคคือ การเป็นคนสุดทายในงาน เลี้ยง แบบอยาง ของพระองคคือการลาง เทาใหผูอื่น และเรายังตองจริงใจตอการ ปฏิบัติตามคําสั่งสอน และแบบอยางของ พระองค ไมใชทําเพื่อไดใหรับเกียรติหรือ คําสรรเสริญตามอยางพวก ธรรมาจารย และชาวฟาริสี เพราะในวันพิพากษา พระองคจะตรัสกับเราวา “ทานไดรับ รางวัลแลว”น พข
ภาพประจำตัวสมาชิก
billa-bong
~@
โพสต์: 668
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ก.ค. 14, 2006 12:16 pm
ที่อยู่: thailand

เสาร์ ส.ค. 25, 2012 8:46 pm

พระคัมภีรและบทเทศนเดือน สิงหาคม

บทอานจากหนังสือโยชูวา ยชว 24:1-2ก,15-17,18ข

โยชูวารวบรวมทุกเผาของอิสราเอลพรอม กันที่เชเคม แลวนั้นเขาไดเรียกชุมนุมผู อาวุโสทั้งหลายของอิสราเอลพรอมกับ บรรดาผูนํา ตุลาการและบรรดานายทหาร ทั้งหมด พวกเขาไดมาอยูตอพระพักตร พระเจา โยชูวาจึงกลาวกับประชาชน ทั้งหมดวา

“ถาการรับใชองคพระผูเป็นเจาดูเป็นเรื่อง ยําแยสําหรับพวกทาน วันนี้ พวกทานจะ ตองตัดสินใจวาพวกทานตองการรับใช พระเจาองคใด จะรับใชพระเจาทั้งหลาย ซึ่งบรรพบุรุษของพวกทานไดรับใชเมื่ออยู เหนือบริเวณแมนํา หรือพระเจาทั้งหลาย ของคนอาโมไรตซึ่งพวกทานอาศัยอยูใน ประเทศของพวกเขา สวนสําหรับ ครอบครัวของขาพเจาและขาพเจาเอง เรา จะรับใชองคพระผูเป็นเจา”

ประชาชนตอบวา “ไมมีทางที่เราจะละทิ้ง องคพระผูเป็นเจา และหันไปรับใชพระเจา อื่น! องคพระผูเป็นเจา พระเจาของเราคือ ผูทรงนําพวกเราและบรรพบุรุษของเราที่นี่ ออกมาจากประเทศอียิปต จากสถานที่ที่ เราตองเป็นทาสแรงงาน และทรงกระทํา สิ่งอัศจรรยยิ่งใหญเหลานั้นตอหนาตอตา เราและทรงรักษาเราใหปลอดภัยตลอด เสนทางที่เราเดินและเมื่ออยูทามกลาง ประชาชาติทั้งหลายที่เราผาน เราจะรับใช องคพระผูเป็นเจาดวยเชนกัน เพราะ พระองคคือพระเจาของพวกเรา”

บทอานจากจดหมายนักบุญเปาโลอัคร สาวกถึงชาวเอเฟซัส อฟ 5:21-32

พี่นอง จงยอมเชื่อฟังกันดวยความเคารพ ยําเกรงพระคริสตเจา ภรรยาจงเชื่อฟัง สามีเหมือนเชื่อฟังองคพระผูเป็นเจา เพราะ สามีเป็นศีรษะของภรรยาเหมือนพระค ริสตเจาทรงเป็นพระเศียรของพระ ศาสนจักร พระองคทรงเป็นผูชวยพระ ศาสนจักรซึ่งเป็นพระกายใหรอดพน พระ ศาสนจักรเชื่อฟังพระคริสตเจาฉันใด ภรรยาก็ตองเชื่อฟังสามีในทุกสิ่งฉันนั้น

สามีก็จงรักภรรยาดังที่พระคริสตเจาทรง รักพระศาสนจักร และทรงพลีพระองค เพื่อพระศาสนจักร ทรงบันดาลใหพระ ศาสนจักรศักดิ์สิทธิ์ ทรงใชนําและพระ วาจาชําระพระศาสนจักรใหบริสุทธิ์ พระองคจะไดทรงพบวาพระศาสนจักรนั้น รุงโรจน ศักดิ์สิทธิ์ ปราศจากมลทิน ปราศจากตําหนิริ้วรอยหรือสิ่งใดๆใน ลักษณะดังกลาว เชนเดียวกัน สามีตองรัก ภรรยาเหมือนรักกายของตน ผูที่รัก ภรรยาก็รักตนเอง เพราะวาไมมีใคร เกลียดชังเนื้อหนังของตน แตยอมเลี้ยงดู และทะนุถนอมอยางดียิ่ง พระคริสตเจา ทรงกระทําเชนเดียวกันตอพระศาสนจักร เพราะเราเป็นสวนแหงพระกายของ พระองค พระคัมภีรกลาววา “เพราะเหตุนี้ ชายจะละบิดามารดาไปอยูกับภรรยา อยางแนบชิด และทั้งสองจะเป็นเนื้อ เดียวกัน” ธรรมลําลึกประการนี้ยิ่งใหญนัก ขาพเจาหมายถึงพระคริสตเจากับพระ ศาสนจักร

พระวรสารนักบุญยอหน ยน 6:60-69

เวลานั้น เมื่อศิษยหลายคนไดยินพระองค ตรัสดังนี้ ไดกลาววา ‘ถอยคํานี้ขัดหูจริง ใครจะฟังได?’ พระเยซูเจาทรงทราบโดย พระองควาบรรดาศิษยกําลังบนกันถึง เรื่องนี้ จึงตรัสกับเขาวา ‘เรื่องนี้ทําใหทาน สะดุดใจหรือ? แลวถาทานจะเห็นบุตรแหง มนุษยกลับขึ้นสูสถานที่ที่เคยอยูแตกอน เลา ทานจะวาอยางไร? พระจิตเจาเป็นผู ประทานชีวิต ลําพังมนุษยทําอะไรไมได วาจาที่เรากลาวแกทานทั้งหลายนั้น ให ชีวิต เพราะมาจากพระจิตเจา

‘แตบางทานไมเชื่อ’ พระเยซูเจาทรงทราบ ตั้งแตแรกแลววาผูใดไมเชื่อ และผูใดจะ ทรยศตอพระองค พระองคตรัสตอไปวา ‘เพราะฉะนั้น เราจึงไดบอกทานทั้งหลาย วา ไมมีผูใดมาหาเราได เวนแตผูที่พระบิดา ประทานใหเขามา’ หลังจากนั้น ศิษยหลาย คนไดเปลี่ยนใจ ไมติดตามพระองคอีกตอ ไป

พระเยซูเจาจึงตรัสกับอัครสาวกทั้งสิบ สองคนวา ‘ทานทั้งหลายอยากจะไปดวย หรือ?’ ซีโมน เปโตรทูลตอบวา ‘พระเจาขา พวกเราจะไปหาใครเลา? พระองคทรงมี พระวาจาแหงชีวิตนิรันดร พวกเราเชื่อ และรูวาพระองคทรงเป็นผูศักดิ์สิทธิ์ของ พระเจา’
ภาพประจำตัวสมาชิก
sunofgod
โพสต์: 2481
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ ก.ย. 18, 2011 8:17 pm

จันทร์ ส.ค. 27, 2012 7:27 pm

:s015:
ตอบกลับโพส