50 FAQS about Purgatory (ถามตอบเรื่องไฟชำระ 50 ข้อ)

รวม ความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับพระคัมภีร์ไบเบิ้ล
เข้าใจ พระคัมภีร์ ชีวิต และคำสั่งสอนของพระเยซูคริสต์ ตามลำดับ อย่างง่ายๆ
ตอบกลับโพส
ภาพประจำตัวสมาชิก
Nihil
~@
โพสต์: 1764
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ม.ค. 17, 2005 4:36 pm
ที่อยู่: Pax
ติดต่อ:

อังคาร พ.ย. 20, 2007 2:11 pm

50 FAQS about Purgatory
ถามตอบ 50 ข้อ เรื่องไฟชำระ


http://www.catholicapologetics.net


IMPRIMATUR: Joannes Gregorius Murray Archiepiscopus Sancti Pauli.
Written by Fr. Charles M. Carty Rev. Dr. Leslie Rumble, M.S.C. Copyright 1976 by TAN Books and Publishers, Inc.
Originally published by Fathers Rumble and Carty Radio Replies Press, Inc. St. Paul, Minn., U.S.A.








1. พระคัมภีร์มีพูดถึงการสวดอุทิศให้กับผู้ล่วงลับไปแล้วหรือไม่ ?
- หนังสือเล่มที่ 2 ของมัคคาบี ได้บอกกับเราว่า หลังจากยูดาสพิชิตกอร์เกียสได้ เขาได้นำศพชาวยิวที่ถูกฆ่ามาฝัง และได้ส่งเหรียญเงินหมื่นสองพันเหรียญไปยังกรุงเยรูซาเล็ม เพื่อเป็นเครื่องบูชาชดเชยบาปความผิดให้กับผู้ตาย โดยตัวยูดาสเองก็มีความเชื่อว่า ผู้ใดก็ตามที่สิ้นชีวิตลงโดยเปี่ยมด้วยความดีงาม จะพบประสบสันติสุขรออยู่เบื้องหน้า ส่วนการภาวนาสวดอุทิศให้กับผู้ตายนี้ เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชาวยิว เพื่อปลอบประโลมดวงวิญญาณ และช่วยให้ผู้ตายได้รับการปลดปล่อยจากบาป



2. แต่หนังสือของมัคคาบีไม่ได้ถูกรวมในพระคัมภีร์ของโปรแตสแตนท์ด้วย ดังนั้นทำไมถึงต้องอ้างอิงข้อความเชื่อนี้ด้วย ?
- หลังการปฏิรูป หนังสือเหล่านั้นได้ถูกตัดออกจากพระคัมภีร์ เพราะมันมีข้อความเชื่อเรื่องการสวดอุทิศให้กับผู้ตาย ถึงแม้จะถูกปฏิเสธไป แต่หนังสือเหล่านั้นก็เป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ว่า ชาวยิวโบราณมีความเชื่อเรื่องการสวดอุทิศให้กับผู้ตาย



3. พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่มีการพูดถึงเรื่องไฟชำระบ้างไหม ?
- ไม่ใช่ด้วยชื่อที่เรียกกันตรง ๆ ว่า ไฟชำระ หากแต่เป็นข้อความจริงที่ปรากฏ เช่นจากพระวรสารนักบุญมัทธิว บทที่ 12 ข้อ 32 ที่กล่าวถึงผู้ที่ล่วงเกินพระจิตเจ้าจะไม่ได้รับการอภัยทั้งในโลกนี้และในโลกหน้าที่จะมาถึง หรือจากนักบุญเปาโลเอง ก็บอกกับเราว่า ดวงวิญญาณของเราแต่ละคนจะถูกพิพากษา ได้รับทุกข์ทรมานชั่วระยะเวลาหนึ่ง แล้วจึงจักได้รับความรอด และสถานที่ซึ่งต้องรับความทุกข์ทรมานชั่วระยะเวลาหนึ่งก่อนได้รับความรอดนั้นก็คือไฟชำระนั่นเอง



4. คริสตชนยุคแรก ๆ เชื่อเรื่องไฟชำระหรือไม่ ?
- ตามสุสานของบรรดามรณสัขขีมีหลักฐานมากมายที่ทำให้เราเชื่อได้ว่าคริสตชนยุคแรก ๆ เชื่อเรื่องไฟชำระจริง ที่สุสานเหล่านั้นมีถ้อยคำจารึกเอาไว้ว่า

“ในคำภาวนาของท่าน โปรดระลึกถึงเรา ผู้ได้จากไปก่อนพวกท่าน”
“ขอให้ท่านได้รับแสงสว่างนิรันดรในองค์พระคริสต์”

นอกจากนี้ยังมีมิสซาสำหรับผู้ตาย เป็นเช่นเดียวกับงานฉลองวันเกิดในโลกใหม่อีกด้วย เช่นเดียวกับการสวดให้กับผู้ตายที่เชื่อว่าติดอยู่ในไฟชำระ ตามความเชื่อของคริสตชนยุคแรก ๆ



5. ชาวยิวเชื่อในเรื่องไฟชำระหรือไม่ ?

- เป็นที่แน่ชัดว่าชาวยิวเชื่อในเรื่องเครื่องบูชาและการสวดอุทิศให้กับผู้ตาย และเชื่อตามธรรมเนียมปฏิบัติตามที่ได้พบเห็นจากกำแพงคร่ำครวญที่เยรูซาเล็ม ซึ่งในบทสวดสำหรับงานศพของชาวฮีบรูเองก็มีความใกล้เคียงกับบทสวดศพของทางคาทอลิกมาก



6. มาร์ติน ลูเธอร์ เชื่อในเรื่องไฟชำระหรือไม่ ?
- “ไม่” หลวงพ่อ คอนเวย์ กล่าว
เพราะลูเธอร์เน้นหนักความเชื่อในเรื่องศรัทธาเป็นหลักแต่เพียงอย่างเดียว ทำให้เขาปฏิเสธความแตกต่างระหว่างบาปหนักที่ทำให้ถึงตาย กับบาปเบาที่อภัยให้ได้ และแน่นอนปฏิเสธเรื่องการสวดอุทิศให้กับผู้ตายด้วย การสวดหรืออุทิศให้กับผู้ตายของโปรแตสแตนท์จะไม่มีความหมายอะไรหากไม่ยอมรับก่อนว่าไฟชำระมีอยู่จริง



7. พระเยซูเจ้าสามารถส่งโจรที่ถูกตรึงกางเขนร่วมกับพระองค์ไปสวรรค์ได้ในทันที ดังนั้นทำไมถึงต้องมีไฟชำระด้วยละ ?
- ที่โจรคนนั้นได้ตรงไปสวรรค์ในทันทีหลังสิ้นชีวิตลงนั้น เป็นเพราะว่าก่อนที่เขาจะตาย เขาได้สำนึกเสียใจเป็นทุกข์ถึงบาปอย่างสัมบูรณ์ ใครก็ตามที่สิ้นชีวิตลงด้วยความทุกข์เสียใจถึงบาปอย่างสัมบูรณ์ จะถูกตัดสินว่าดีเพียบพร้อมโดยพระเจ้า และมีคุณความดีงามมากพอที่จะตรงไปสวรรค์ในทันทีได้ แต่นอกเหนือจากนั้น ดวงวิญญาณจำต้องได้รับการชำระให้สะอาดดีพร้อมก่อน โดยให้ปราศจากซึ่งมลทินบาปความผิดของบาปเบาทั้งมวล เป็นสามัญสำนึกที่เราเข้าใจได้ว่าดวงวิญญาณทั่วไปไม่ได้สะอาดดีพร้อมพอจะเข้าสวรรค์ได้ในทันที แต่ก็ไม่ได้ชั่วร้ายจนถึงขนาดที่จะต้องตกนรก และสถานที่สำหรับชำระล้างดวงวิญญาณเหล่านั้นให้สะอาดก็คือไฟชำระนั่นเอง และไฟชำระคือสถานที่ซึ่งคำภาวนาของเราสามารถไปถึงได้ คือเราสามารถสวดอุทิศภาวนาให้กับผู้ล่วงลับเหล่านั้นได้ เป็นความเข้าใจได้ง่าย ๆ ว่า หากเราสามารถสวดภาวนาให้กับคนที่เรารักตอนที่เค้าเหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่ได้แล้ว ทำไมจะสวดให้พวกเค้า ยามที่เค้าล่วงลับไปแล้วไม่ได้ละ ?



8. จำเป็นต้องเป็นคาทอลิกก่อนไหม จึงจะสามารถเข้าใจและเชื่อเรื่องไฟชำระได้ ?
- ไม่จำเป็น ถึงคุณไม่ใช่คาทอลิกก็สามารถเข้าใจและเชื่อในข้อความเชื่อของศาสนจักรข้อนี้ได้ ทางโปรแตสแตนท์อาจจะไม่เชื่อในเรื่องของไฟชำระ การปฏิรูปทำให้ข้อความเชื่อบางอย่าง ถูกบิดเบือนไป หากแต่โปรแตสแตนท์ที่เข้าใจ ก็สามารถตระหนักรับรู้ และเชื่อเรื่องไฟชำระได้
ภาพประจำตัวสมาชิก
Nihil
~@
โพสต์: 1764
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ม.ค. 17, 2005 4:36 pm
ที่อยู่: Pax
ติดต่อ:

อังคาร พ.ย. 20, 2007 2:12 pm

9. ทำไมต้องทำให้ผู้คนหวาดกลัวเรื่องไฟชำระด้วย หากมันไม่ได้มีอยู่จริง ?
- ไฟชำระมีอยู่จริง แต่หากคุณปฏิเสธมันเพราะความกลัว คุณก็อาจต้องปฏิเสธเรื่องนรกเพราะความน่ากลัวของมันด้วยเช่นกัน  และหากคุณปฏิเสธนรก กล่าวว่านรกไม่มีอยู่จริงแล้ว นั่นย่อมหมายความว่าคุณปฏิเสธคริสต์ศาสนาด้วย  เหนือกว่านั้น คุณลองคิดดูเถิดว่าหากแม้นไม่มีไฟชำระแล้ว มันจะน่ากลัวซักเพียงใด ไม่มีไฟชำระ มีเพียงสวรรค์ กับ นรก เท่านั้น  และคนที่ไม่ดีพร้อมพอจะเข้าสู่สวรรค์ได้ มีแต่ต้องตกจมดิ่งลงสู่นรกเท่านั้น และแน่นอน นรกคือความทรมานชั่วนิรันดรที่ไร้ซึ่งทางออก



10. ข้อความเชื่อเรื่องไฟชำระมีว่าอย่างไรบ้าง ?
- ข้อความเชื่อเรื่องไฟชำระสามารถสรุปออกมาสั้น ๆ ได้ว่า ในยามที่มนุษย์สิ้นชีวิตลง หากเค้าคนนั้นดีพร้อมเพียงพอ วิญญาณของเค้าจะได้ตรงเข้าสู่สวรรค์ในทันที แต่นอกเหนือจากนั้น ดวงวิญญาณจำต้องได้รับการชำระให้สะอาดดีพร้อมก่อน โดยให้ปราศจากซึ่งมลทินบาปความผิดของบาปเบาทั้งมวล และสถานที่แห่งการชำระนั้นคือ ไฟชำระ  เว้นเสียแต่ว่าวิญญาณดวงนั้นได้กระทำบาปหนักถึงตาย และหาได้มีความเป็นทุกข์เสียใจในบาปของตนแม้แต่น้อย ดวงวิญญาณอันไม่เหมาะสมเช่นนั้นจะตกลงสู่นรกเพื่อรับความทรมานชั่วนิรันดร



11. พระเจ้าต้องการจะเอาเราไปย่าง  เพียงเพราะเรามีชีวิตที่เลวร้ายหรือ ?
- พระเจ้าไม่ได้ต้องการจะเอาเราไปย่างในไฟชำระหรอก และไม่ใช่ชีวิตที่เลวร้ายที่เรามีชีวิตอยู่ แต่หากเป็นความผิด ความเลวร้ายจากการใช้ชีวิตของเราต่างหาก นั่นคือผลตอบแทนสำหรับการใช้ชีวิตของเรา จากของประทานล้ำค่าจากพระเมตตาของพระเจ้า คือ ชีวิต และ การดำรงอยู่ ที่พระเจ้าได้ประทานให้กับเรา  และเราไม่มีข้อแก้ตัวสำหรับการนำของประทานนั้นไปใช้อย่างไม่เหมาะสม



12. เรานั้นชั่วร้ายมาก ถึงขนาดต้องรับไฟชำระเชียวหรือ ?
- เราไม่ได้ชั่วร้ายเลวทรามมากขนาดต้องรับไฟชำระเพื่อให้สะอาดบริสุทธิ์ หากแต่นี่เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องกระทำ ก่อนที่จะผ่านเข้าสู่ดินแดนที่สูงส่งกว่า คือฟ้าสวรรค์ พระอาณาจักรอันเป็นที่ประทับของพระเป็นเจ้าอันเปี่ยมด้วยความสะอาดบริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์  หรืออีกนัยหนึ่ง ไฟชำระไม่ใช่การลงโทษ หากแต่เป็นการชำระล้างให้เราสะอาดพอจะยืนเบื้องหน้าพระพักตร์พระเจ้าได้



13. ชาวโปรแตสแตนท์ ต้องไปยังไฟชำระด้วยไหม ?
- ทุกคนที่สิ้นชีวิตลงในพระเมตตาของพระเจ้า หากเค้าไม่สะอาดเพียงพอจะเข้าสวรรค์ในทันที ก็มีอันต้องไปไฟชำระสิ้นเสียทุกคน ระหว่างดวงวิญญาณที่ขึ้นสู่สวรรค์ กับดวงวิญญาณในไฟชำระ และ บนโลก ทั้งหมดมีความเกี่ยวเนื่องใกล้ชิดต่อกัน  บนโลก เราขอให้แต่ละคนสวดให้กันและกัน แม้แต่ผู้ที่ได้ล่วงลับและได้เข้าสู่พระราชัยสวรรค์แล้ว เราก็ยังเชื่อว่าท่านเหล่านั้นสามารถสวดภาวนาให้กับพวกเราที่อยู่บนโลกได้ เช่นเดียวกับดวงวิญญาณในไฟชำระ ดังนั้นเราจะเห็นความเกี่ยวเนื่องผูกพันระหว่างดวงวิญญาณบนโลก ในไฟชำระ และ ในสวรรค์  สำหรับดวงวิญญาณที่ได้ไปสวรรค์แล้วเราขอให้พวกท่านภาวนาให้กับเรา ในขณะที่เราภาวนาให้กับดวงวิญญาณในไฟชำระ แต่สำหรับนรกแล้ว หามีประโยชน์อันใดที่จะภาวนาให้ผู้ที่ได้ตกลงนรกไปแล้ว เช่นเดียวกับผู้ที่อยู่ในสวรรค์แล้วก็ไม่ต้องการคำภาวนาของเราอีก เพราะพวกท่านได้รับความรอดและสันติสุขแล้ว  ด้วยเหตุนี้เอง สำหรับชาวโปรแตสแตนท์บางคนที่ไม่เชื่อในไฟชำระ และเชื่อว่ามีเพียงสวรรค์และนรกเท่านั้น ก็ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะสวดภาวนาให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว



14. จริงหรือไม่ ที่คนดีมาก ๆ แต่ไม่ใด้เป็นคาทอลิกกลับต้องถูกส่งไปไฟชำระ ?
- ไฟชำระ ไม่ใช่จุดหมายปลายทางสุดท้ายของดวงวิญญาณ  แต่ดวงวิญญาณทุกดวงที่ได้ไปที่นั่นก็ได้รับหลักประกันแห่งความรอดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคาทอลิกหรือโปรแตสแตนท์ หากคุณเป็นคนที่มีความดีงามเพียงพอแต่ยังไม่สมบูรณ์ คุณก็จะได้ไปที่นั่นเพื่อชำระตนให้สะอาดบริสุทธิ์ ก่อนเข้าสู่สวรรค์



15. มนุษย์มีโอกาสเป็นทุกข์ถึงบาปในยามที่มีชีวิตอยู่ไหม ?
- มนุษย์ทุกคนมีโอกาส แต่ถึงเค้าจะไม่มีโอกาสได้เป็นทุกข์เสียใจถึงบาปเสียก่อน เค้าก็ยังมีโอกาสในยามสุดท้ายของชีวิตตอนสิ้นใจ ไฟชำระไม่ใช่สถานที่สำหรับการเป็นทุกข์ถึงบาป หากแต่เป็นสถานที่สำหรับดวงวิญญาณที่เป็นทุกข์ถึงบาปมารับการชำระล้างตนให้สะอาดบริสุทธิ์

หากมีคน 2 คน คนหนึ่งทำบาปผิดพระบัญญัติ 1 ข้อ ส่วนอีกคนทำผิดพระบัญญัติทุกข้อเป็นประจำ แต่หากก่อนตาย ทั้งคู่ได้เป็นทุกข์ถึงบาปความผิดของตน ทั้งสองคนก็จะได้รับความรอดทั้งคู่เช่นเดียวกัน หากแต่ในสายพระเนตรของพระเป็นเจ้านั้น ความผิดที่ทั้งคู่ได้ทำมาไม่เท่ากัน แม้จะได้รับการอภัย แต่ทั้งคู่ก็ต้องรับการชำระล้างในไฟชำระด้วยอัตราที่ไม่เท่ากัน



16.  จริงไหม ที่ข้อความเชื่อเรื่องไฟชำระถูกบัญญัติขึ้นโดย พระสันตะปาปา เกรเกอรี่ ในปีคริสตศักราช 600 และถูกกำหนดเป็นบทข้อความเชื่อโดยสภาแห่งฟลอเรนซ์ ในปี 1439 ?
- ไม่จริง  ถ้าข้อความเชื่อนี้พึ่งถูกบัญญัติขึ้นในปี 600  ทำไมนักบุญโมนิก้าในศตวรรษที่ 4 อ้อนวอนต่อนักบุญ ออกัสติน ขณะที่ท่านกำลังจะสิ้นใจบนเตียง ให้นักบุญ ออกัสติน สวดภาวนาอุทิศให้กับท่านในทุกครั้งที่ไปประกอบพิธีมิสซาที่พระแท่นบูชา 

และเป็นเช่นเดียวกับถ้อยคำจารึกที่สุสานของผู้ตายในศตวรรษแรก ที่เป็นถ้อยคำสวดภาวนาอุทิศให้กับผู้ตาย รวมถึงถ้อยคำในพระคัมภีร์บทต่าง ๆ ที่พูดถึงไฟชำระด้วย  สิ่งที่สภาแห่งฟลอเรนซ์ทำไม่ใช่การสร้างหรือบัญญัติสิ่งใหม่ขึ้นมา หากแต่เป็นการนำสิ่งที่มีอยู่แล้วมาทำให้ชัดเจนขึ้นเท่านั้นเอง



17. มีการตอบโต้อย่างไรบ้าง ต่อการท้าทายบทความ XXII ในหนังสือภาวนาทั่วไป ?
- ศาสนจักรแห่งอังกฤษกล่าวท้าทายว่า ข้อความเชื่อเรื่องไฟชำระของทางโรมันคาทอลิกนั้น ไม่มีหลักประกันยืนยันจริงว่ามาจากพระคัมภีร์ และสิ่งนี้เป็นปฏิปักษ์ต่อพระวาจาของพระเจ้า แต่ในความเป็นจริงแล้ว บทความที่กล่าวอ้างนั้นมีจุดบกพร่องอยู่มากมาย และบรรดาแองกลิกันทั้งหลายก็ทราบข้อเท็จจริงข้อนั้นดี  นักบวชแองกลิกันมีพูดถึงสถานที่แห่งการชำระที่อยู่กึ่งกลางระหว่างสวรรค์กับนรก เป็นสถานที่สำหรับชำระล้างความชั่วร้ายทั้งหลายให้ดวงวิญญาณสะอาดบริสุทธิ์เพียงพอจะเข้าสู่สวรรค์ได้  แต่ภายหลังการปฏิรูป ข้อความเชื่อนี้ก็ถูกหลาย ๆ คนปฏิเสธไป
ภาพประจำตัวสมาชิก
Nihil
~@
โพสต์: 1764
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ม.ค. 17, 2005 4:36 pm
ที่อยู่: Pax
ติดต่อ:

อังคาร พ.ย. 20, 2007 2:14 pm

18. ทำไมนักบวชแองกลิกันผู้ปฏิญาณยอมรับบทความทางศาสนา จะไม่ยอมรับเรื่องไฟชำระ ?
- เวอร์น่อน สเตลี่ย์ ผู้ประพันธ์หนังสือ "The Catholic Religion: A Manual of Instruction for Members of the Church of England." กล่าวเอาไว้ว่า ข้อความเชื่อเรื่องไฟชำระนั้นมีอยู่จริง แต่แองกลิกันต้องไม่ใช้คำว่าไฟชำระ (purgatory) เขาเรียกสถานที่นั้นว่า สถานที่แห่งการชำระ หรือสถานที่ทำให้สะอาดบริสุทธิ์ แต่จะไม่เรียกว่าไฟชำระ ถึงแม้ว่าจะมีความหมายถึงสถานที่เดียวกันก็ตาม ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้คำว่าไฟชำระ และแนวคิดข้อความเชื่อเรื่องไฟชำระ เหมือนถูกสร้างและบัญญัติขึ้นมาโดยคาทอลิก แองกลิกันที่ไม่ยอมรับคาทอลิก จึงเลือกเลี่ยงที่จะไม่ใช้คำของทางคาทอลิก และนำไปสู่ต้นเหตุการกล่าวหาว่าบทความ XXII เป็นเท็จ เชื่อถือไม่ได้



19. พระคัมภีร์กล่าวถึงแต่สวรรค์กับนรกไม่ใช่เหรอ ไฟชำระมาจากไหน ?
- มีด้วยกันหลายต่อหลายบทในพระคัมภีร์ ที่กล่าวถึงสถานที่กึ่งกลางระหว่างสวรรค์กับนรก เป็นสถานที่เดียวกับที่พระเยซูทรงเสด็จไปหลังสิ้นพระชนม์ เป็นสถานที่ที่รู้จักกันในชื่อว่า “แดนผู้ตาย” (Limbo) ในพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิม เช่นเดียวกับบทอื่น ๆ ในพระคัมภีร์ที่มีการเอ่ยถึงไฟชำระ นอกจากนี้การเอ่ยถึงสวรรค์และนรก ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีสถานที่อื่นอยู่อีก เหมือนกับการเอ่ยถึงลอนดอนกับนิวยอร์ค แต่ไม่ได้หมายความว่าปารีสไม่ได้ดำรงอยู่ ทั้งหมดจะแตกต่างไปจากนี้ หากพระเยซูเจ้าทรงตรัสตรง ๆ ว่า “ไฟชำระไม่มีอยู่จริง” แต่พระองค์ก็ไม่ได้ตรัสเช่นนั้น



20. เราจะพิสูจน์ได้อย่างไร ว่าไฟชำระมีอยู่จริง ?
- จากพระวรสารนักบุญมัทธิว บทที่ 5 ข้อ 26 พระเยซูได้กล่าวประณามบาป และการชดใช้ความผิดในคุก ที่ไม่สามารถออกมาได้จนกว่าจะใช้หนี้ทั้งหมดได้ครบ
ในพระวรสารนักบุญมัทธิว บทที่ 12 ข้อ 32 พระองค์ได้ตรัสถึงบาปที่จะไม่ได้รับการอภัยทั้งในโลกนี้และโลกหน้า และสถานที่ซึ่งบาปจะส่งผลในโลกหน้ารับการชดใช้ ก็มีเพียงไฟชำระเท่านั้น
คริสตศาสนิกชนเชื่อในเรื่องของไฟชำระมาแต่ช้านานแล้ว จนกระทั่งภายหลังการปฏิรูปของมาร์ติน ลูเธอร์ ทำให้หลังจากนั้น ความเชื่อเรื่องไฟชำระถูกโปรแตสแตนท์หลาย ๆ คนปฏิเสธไป และมองว่าธรรมเนียมการภาวนาให้กับผู้ตายเป็นสิ่งที่อันตรายและไม่เหมาะสม การสวดภาวนาไม่ใช่สิ่งที่เราทำให้กับผู้ที่อยู่บนสวรรค์ที่ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากเราแล้ว หรือผู้ที่อยู่ในนรกที่ความช่วยเหลือของเราไปไม่ถึง หากแต่เป็นการภาวนาให้กับสภาวะกึ่งกลางคือ ไฟชำระ สถานที่แห่งการชำระล้างให้สะอาดบริสุทธิ์ ที่มีอยู่จริงและสมเหตุสมผลตามข้อความเชื่อ



21. พระเจ้าไม่น่าจะเรียกร้องการชดเชยความผิดบาปอะไรอีก หากบาปนั้นได้รับการอภัยแล้ว ไม่ใช่หรือ ?

- เราไม่สามารถอ้าง หรือแสวงประโยชน์จากสิ่งที่พระเจ้าทรงทำหรือไม่ทรงทำได้ ในคราที่กษัตริย์ดาวิดได้ทรงสำนึกต่อบาปที่พระองค์ได้ทรงกระทำไป พระเจ้าก็ส่งประกาศกนาธานมาหาพระองค์ พร้อมกับนำถ้อยคำจากพระเจ้ามาแจ้งว่าบาปของกษัตริย์ดาวิดได้รับการอภัยแล้ว แต่เพราะความผิดที่พระองค์ได้กระทำไป บุตรของพระองค์จักต้องตายเป็นการชดเชย การยกโทษอภัยบาปความผิดอย่างหนึ่ง และการชำระดวงวิญญาณให้สะอาดบริสุทธิ์อีกอย่างหนึ่ง เป็นสิ่งที่สำคัญและเหมาะสม มากกว่าการที่จะปล่อยให้ดวงวิญญาณอันมีมลทิน เข้าเฝ้าต่อเบื้องพระพักตร์พระเป็นเจ้าทั้ง ๆ ที่ยังไม่สะอาดบริสุทธิ์อยู่ เราอาจอภัยให้กับคนที่ขโมยของของเราไปได้ แต่สำหรับความผิดนั้น เราก็สามารถเรียกร้องการชดเชยได้



22. บทลงโทษในไฟชำระเป็นเช่นไรบ้าง ?
- ในยามที่ดวงวิญญาณหลุดออกจากร่างกาย ดวงวิญญาณจะเข้าสู่สภาวะใหม่ที่แตกต่างออกไปจากเดิมที่ไม่ถูกผูกมัดติดอยู่กับโลกเดิม ๆ อีกต่อไป และเป็นสภาพของดวงวิญญาณเช่นนั้นเอง ที่จะสามารถสัมผัสถึงพระสิริรุ่งโรจน์ การประทับอยู่ของพระเป็นเจ้าได้อย่างเต็มที่ ก่อนที่จะตระหนักว่าพระเป็นเจ้าช่างศักดิ์สิทธิ์บริสุทธิ์เพียงไร ในขณะที่ตัวเราช่างสกปรกและไม่คู่ควรกับพระองค์เพียงไร ทำให้เรายอมรับที่จะชำระล้างตนเองให้สะอาดบริสุทธิ์ดีเสียก่อน ก่อนจะไปเฝ้าพระองค์ใหม่อีกครั้งหนึ่ง และสภาวะนั่นแหละ คือสภาวะความทุกข์ทรมานของไฟชำระ ลักษณะรูปแบความทรมานที่ชัดเจนนั้น เราไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร แต่จากถ้อยคำในพระคัมภีร์ ทำให้เราเข้าใจได้ว่า ความทุกข์ทรมานนั้นเปรียบได้กับดังไฟที่กระทำกับร่างอันอ่อนไหวของวิญญาณ ถึงแม้จะไม่มีอธิบายอย่างชัดเจนในข้อความเชื่อว่ามีไฟจริง ๆ ในไฟชำระหรือไม่ แต่นักเทวศาสตร์ก็เชื่อว่านั่นเป็นการเปรียบเทียบความทุกข์ทรมานกับไฟของนรกโลกันต์นั่นเอง แต่ไม่ว่าจะพูดออกมาในแง่ไหน ก็เป็นความจริงที่ว่ามีไฟชำระอยู่สำหรับชาวเราอันไม่สมบูรณ์ เพื่อที่จะชำระล้างเราให้สะอาดบริสุทธิ์ มีค่าควรพอที่จะเฝ้าพระองค์ได้



23. พระเจ้าทรงสร้างไฟชำระขึ้นมาเมื่อไหร่ ?
- สวรรค์ มีอยู่แต่แรกเริ่ม เพราะสถานที่ซึ่งพระเจ้าประทับอยู่ก็เป็นสวรรค์นั่นเอง ส่วนนรกนั้น เกิดขึ้นหลังจากบรรดาทูตสวรรค์ที่ก่อกบฏได้กลายเป็นปีศาจ หลุดจากพระเมตตาของพระเจ้าไป และแน่นอน ไม่มีไฟชำระสำหรับพวกเค้าเหล่านั้น ไฟชำระเกิดขึ้นมาจริง ๆ ตอนที่มนุษย์เริ่มกระทำบาปและตายด้วยผลของบาปนั้น มนุษย์ที่ตายโดยสำนึกเสียใจในบาปความผิดที่ตนได้กระทำไปจะได้รับการอภัย หากแต่การชดใช้บาปความผิดนั้นยังคงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ที่ตายภายใต้กฎเก่าหรือกฎใหม่ต่างก็ไปไฟชำระด้วยกันทั้งหมด



24. ไฟชำระอยู่ที่ไหน ?

- พระเจ้าไม่ได้ตอบสนองความใคร่รู้ของเราในเรื่องนี้ และแน่นอนว่าเรื่องไฟชำระอยู่ที่ไหนไม่ใช่สาระสำคัญเท่ากับว่าไฟชำระนั้นดำรงอยู่ สิ่งนี้เป็นความจริงที่ได้รับการไขแสดงโดยพระเป็นเจ้า เพราะพระเจ้าไขแสดงกับเราผ่านพระดำรัสของพระองค์ พระองค์ทรงเป็นองค์แห่งความจริง ดังนั้นทุกสิ่งที่พระองค์ตรัสคือความจริง



25. คุณรู้ได้อย่างไร ว่ามีดวงวิญญาณอยู่ในไฟชำระ ?
- ทุกวันนี้เรามีคนตายร่วมแสนคนในแต่ละวัน เป็นเรื่องยากที่เราจะเชื่อว่าดวงวิญญาณทั้งหมดนี้ตรงดิ่งไปสวรรค์หรือนรกทั้งหมด ที่สำคัญมันเป็นการยากที่เราจะเชื่อว่าไม่มีดวงวิญญาณในไฟชำระเลย
ภาพประจำตัวสมาชิก
Nihil
~@
โพสต์: 1764
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ม.ค. 17, 2005 4:36 pm
ที่อยู่: Pax
ติดต่อ:

อังคาร พ.ย. 20, 2007 2:16 pm

26. คุณรู้ได้อย่างไรว่าการสวดภาวนาสามารถช่วยดวงวิญญาณในไฟชำระได้ ?
- พระเป็นเจ้าคงไม่ดลใจชาวยิวให้ภาวนาอุทิศให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว หากคำภาวนาทั้งหมดจะสูญเปล่าไป คริสตศาสนิกชนมักจะสวดภาวนาอุทิศให้กับผู้ล่วงลับอยู่เสมอ และธรรมเนียมปฏิบัตินั้นก็ได้รับการรับรองยืนยันจากข้อความเชื่อของสหพันธ์นักบุญ หากระหว่างที่มีชีวิตอยู่นี้ เรายังสามารถสวดภาวนาให้กับคนที่เรารักได้ ทำไมเราจะสวดภาวนาให้เค้าเหล่านั้นในอนาคต ในยามที่พวกเค้าล่วงลับไปแล้วไม่ได้ ? ด้วยว่าคำภาวนาทั้งหมดของเรา ส่งตรงถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นนิรันดร ผู้อยู่กับดวงวิญญาณของคนที่เรารัก และอยู่กับเราที่ยังมีชีวิตอยู่ ในเวลาเดียวกัน



27. ถ้าเช่นนั้น เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว เราก็หวังจะให้คนอื่นสวดเพื่อเราด้วยใช่ไหม ?
- ใช่แล้ว คริสตศาสนิกชนผู้ศรัทธาทุกคนเชื่อในเรื่องการสวดอุทิศให้กับผู้ล่วงลับ และข้อความเชื่อนี้ก็ไม่ใช่เพียงสำหรับฆราวาสเท่านั้น เราก็หวังกันไว้ว่า เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว บุคคลอันเป็นที่รักของเราคงจะสวดและขอมิสซาให้กับเรา เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งที่พวกเราต้องการกัน เพราะเราไม่สมบูรณ์และมีมลทิน เราจึงต้องการการชำระล้างให้สะอาดผ่านไฟชำระเสียก่อน และคำภาวนาและมิสซาที่อุทิศให้กับเราเหล่านั้นมีส่วนช่วยต่อดวงวิญญาณอันไม่สมบูรณ์ของเราได้ยิ่งนัก



28. ถ้าเช่นนั้น เราคาดหวังถึงความรอดที่มาแค่ปลายจมูกใช่ไหม ?
- ไม่มีดวงวิญญาณดวงไหนที่จะได้รับความรอด หากไม่ได้ผ่านการไถ่กู้บนไม้กางเขนของพระเยซูคริสตเจ้า นี่เป็นของขวัญประเสริฐที่ประทานมาจากพระเป็นเจ้า ให้ชาวเราอันไม่เหมาะสมทุกคน พิธีบูชามิสซาเป็นเพียงสิ่งที่ช่วยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการไถ่กู้ให้กับดวงวิญญาณของชาวเราเท่านั้น ขณะเดียวกัน ผู้ที่ปฏิเสธไฟชำระและความสำคัญของการไถ่กู้น่าจะเสี่ยงต่อการรับความรอดเพียงแค่ปลายจมูกมากกว่า



29. ยอแซฟ มัคคาบี กล่าวไว้ว่า ไฟชำระเป็นข้อความเชื่อที่บรรดาพระสงฆ์บัญญัติขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ มิใช่หรือ ?
- ชายคนนั้นเป็นคนสุดท้ายที่คุณจะแสวงหาคำตอบเกี่ยวกับข้อความเชื่อคาทอลิกจากเขา ข้อความเชื่อเรื่องไฟชำระถูกไขแสดงโดยองค์พระผู้เป็นเจ้าเอง และแน่นอนว่านี่ไม่ใช่ข้อความเชื่อสำหรับผลประโยชน์ทางธุรกิจหรือการแสวงหากำไรเป็นแน่ การขอหรือการทำมิสซาให้ผู้ล่วงลับไปแล้วโดยพระสงฆ์ กระทำการตามร้องขอของฆราวาส และค่าธรรมเนียมเล็กน้อยที่มอบให้กับพระสงฆ์ก็เป็นเรื่องปกติสามัญธรรมดา ในขณะที่โดยทั่วไปหลายต่อหลายครั้งพระสงฆ์ก็ไม่ได้อะไรเลยเสียด้วยซ้ำ



30. แต่พระสงฆ์ก็ได้รับของตอบแทนจากการทำมิสซาให้มิใช่หรือ ?
- เหมือนที่กล่าวข้างต้นว่าพระสงฆ์จะรับค่าธรรมเนียมตอบแทนตามเจตนาของผู้ร้องขอมิสซาแต่เพียงเท่านั้น เป็นความตั้งใจของผู้ร้องขอเองที่จะทำ และเป็นการรับความตั้งใจโดยพระสงฆ์ หามีการบังคับหรือร้องเรียกเงินจำนวนมหาศาลไม่



31. การขายมิสซาโดยอ้างไฟชำระเป็นกระบวนการหารายได้อย่างหนึ่ง เป็นสิ่งที่พระสงฆ์ไม่ปฏิเสธไม่ใช่หรือ ?


- อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าพระสงฆ์ไม่ได้ขายมิสซา และผู้ร้องขอมิสซาก็ไม่ได้จ่ายเงินเพื่อซื้อมิสซาด้วย หรืออาจจะกล่าวได้ว่า “พิธีมิสซาไม่ใช่สิ่งที่ซื้อขายกันได้ด้วยเงิน” เงินหรือค่าธรรมเนียที่จ่ายให้กับพระสงฆ์เป็นความปรารถนาดีของผู้ร้องขอ และเป็นค่าชดเชยที่ได้อุทิศแรงกายและเวลาสำหรับทำมิสซา และเป็นความเต็มใจของผู้ร้องขอเอง

ย้อนกลับไปในสมัยพันธสัญญาเดิม ผู้คนสมัยนั้นยังต้องจ่าย 10 ลดจากเงินของตนให้กับพระเจ้า สิ่งที่ถวายให้กับพระเจ้าก็หาใช่ของเราอีกต่อไป หากแต่เป็นของพระเจ้าไปแล้วและเงินที่ถูกบริจาคไปนี่เอง พระเจ้าก็อนุญาตให้ศาสนบริกรนำไปใช้ประโยชน์ในศาสนกิจได้ ซึ่งเทียบได้กับการถวายเครื่องบูชาแด่พระเจ้าผ่านพิธีบูชามิสซา ฆราวาสอยากถวายเครื่องบูชาแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ตัวเขาไม่สามารถทำได้ เขาจึงให้พระสงฆ์เป็นผู้กระทำแทนผ่านพิธีมิสซาในนามของพระเยซูคริสตเจ้าผู้ทรงเป็นองค์ยัญบูชา
ซึ่งเงินที่จ่ายไปนี่เอง ก็เป็นสิ่งที่ถวายให้กับพระเจ้าผ่านพระสงฆ์ตัวแทนผู้ประกอบมิซซานั่นเอง



32. นี่เป็นการใช้ประโยชน์จากเรื่องไฟชำระ ยกศาสนจักรมาเทียบเท่าพระเจ้ารึเปล่า ?
- นี่ไม่ใช่การยกศาสนจักรหรือโบสถ์มาเทียบเท่าพระเจ้า หากแต่เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นจริง กล่าวอ้างตามบทพระวรสารของนักบุญเปาโล ที่ว่า

“ท่านไม่รู้หรือว่าผู้ที่ทำงานในพระวิหารย่อมรับอาหารจากพระวิหาร ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการถวายบูชาบนพระแท่นย่อมรับส่วนแบ่งจากสิ่งของที่ถวายบนพระแท่นนั้น เช่นเดียวกัน องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกำหนดให้ผู้ที่ประกาศข่าวดียังชีพจากการประกาศข่าวดีนี้ด้วย”
(1 โครินธ์ 9 : 13-14)

ซึ่งทำให้เราเห็นได้ว่า แม้ไฟชำระไม่มีความเกี่ยวข้องด้วยเลย ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาอยู่แล้วที่พระสงฆ์จะได้รับส่วนแบ่งจากมิสซาที่ได้กระทำ มีมิสซามากมายที่ชี้เฉพาะเจาะจงว่าอุทิศให้กับวิญญาณในไฟชำระ ตัวอย่างเช่น มิสซาให้กับคนที่เรารัก หรือ ผู้ล่วงลับไปแล้ว ดังนั้นจึงไม่ใช่การยกศาสนจักรมามีอำนาจเทียบเท่าแทนพระเจ้าเป็นแน่

ถ้าคุณจะเอาดอกไม้สวย ๆ ไปให้เพื่อนของคุณปลูกประดับในสวน คุณก็คงไม่ยกคนสวนที่นำดอกไม้นั้นไปปลูกขึ้นมาเทียบเท่ากับเพื่อนที่ได้รับดอกไม้เป็นแน่



33. ถึงกระนั้นก็ดี การขู่เข็ญเอาเงินจากคนยากจนนั้นไม่ถูกไม่ใช่หรือ ?
- อธิบายได้ง่าย ๆ ว่า มีแต่คนที่ละเลยความจริงไปเท่านั้น จึงจะเชื่อว่าศาสนจักรคาทอลิกจะรีดไถเงินจากคนจนเพื่อทำมิสซาให้
ภาพประจำตัวสมาชิก
Nihil
~@
โพสต์: 1764
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ม.ค. 17, 2005 4:36 pm
ที่อยู่: Pax
ติดต่อ:

อังคาร พ.ย. 20, 2007 2:21 pm

34. ไม่ใช่พระสงฆ์หรือ ที่ไปเยี่ยมตามบ้านของผู้สูญเสียญาติพี่น้อง แล้วกล่าวว่าต้องใช้เงินจำนวนมากในการประกอบมิสซาในแต่ละอาทิตย์ ?
- เราคาทอลิกเชื่อว่าการอุทิศมิสซาให้กับผู้ล่วงลับเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่การกระทำที่นอกเหนือไปกว่านั้นเป็นความประสงค์ส่วนตัวของแต่ละคนเอง ไม่ใช่ข้อบังคับที่ต้องกระทำตามทุกคนเช่นนั้น



35. จริงหรือไม่ ที่ว่าหากไม่มีมิสซาอุทิศให้แล้ว ดวงวิญญาณของบุคคลอันเป็นที่รักของเราจะต้องติดในไฟชำระไปตลอดกาล ?
- ไม่เป็นความจริง ด้วยว่ามีหนทางมากมายที่สามารถช่วยเหลือดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับไปแล้วได้นอกเหนือจากการขอมิสซาอุทิศให้ เช่นเราอาจอุทิศการช่วยมิสซา ศีลศักดิ์สิทธิ์ บทภาวนา หรือแม้แต่การพลีกรรมใช้โทษบาป อุทิศให้กับผู้ล่วงลับไปแล้วได้ และแน่นอนรวมถึงการทำตามกระแสเรียกด้วย แต่กระนั้นก็ดี เป็นการดีที่จะมีมิสซาอุทิศให้เป็นพิเศษถ้าสามารถทำได้ แต่แน่นอนหนทางช่วยเหลือวิญญาณในไฟชำระไม่ได้มีทางเดียว และไม่ถูกต้องแน่นอนที่จะเข้าใจว่าหากไม่มีมิสซาอุทิศให้ ดวงวิญญาณนั้น ๆ จะต้องติดในไฟชำระไปตลอดกาล



36. ทำไมพระสงฆ์ไม่สวดภาวนาอุทิศให้แทนการทำมิสซาละ ?
- พระสงฆ์โดยปกติก็มีการสวดภาวนาอุทิศให้กับวิญญาณในไฟชำระรายวันอยู่แล้ว โดยไม่จำกัดว่าดวงวิญญาณนั้นจะสูงต่ำ รวยจนแค่ไหน แต่เมื่อมีคนมาขอมิสซาเป็นพิเศษให้ พระสงฆ์ก็จะรับและทำตามคำขอนั้น เพิ่มเติมจากการสวดอุทิศที่กระทำจนเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว



37. แล้วมิสซาสำหรับคนยากจนละ ?
- มีมิสซาเป็นพัน ๆ ครั้ง ที่กระทำเป็นประจำทุกปีสำหรับคนยากจน โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใด ๆ ทั้งสิ้น และโดยปกติกฎของศาสนจักรก็ให้พระในเขตปกครองนั้น ๆ ประกอบพิธีมิสซาทุกวันอาทิตย์และทุกวันสำคัญทางศาสนาอยู่แล้ว รวมมิสซาที่ร้องขอเป็นพิเศษเข้าไปอีก
มิสซาหลายต่อหลายมิสซานี้หลายครั้งก็ถูกอุทิศให้กับคนยากจนเป็นพิเศษด้วย



38. เป็นไปได้ไหมที่วิญญาณของคนรวยที่สามารถขอมิสซาและทำการอุทิศต่าง ๆ ให้ได้มากกว่า จะได้โอกาสรอดจากไฟชำระมากกว่าวิญญาณคนจน ?
- เรื่องนี้ไม่สามารถเอามาเปรียบเทียบกันได้ แต่เราแน่ใจได้เลยอย่างหนึ่งว่าดวงวิญญาณของคนรวยที่มีการอุทิศขอมิสซาต่าง ๆ ให้ จะได้รับความรอดมากกว่าดวงวิญญาณของคนรวยที่ไม่มีการอุทิศอะไรให้เลยแน่



39. ถ้าคนหนึ่งบริจาคค่ามิสซาเป็นจำนวนเงินกว่า 1000 เหรียญ สำหรับวิญญาณของเขา กับอีกคนหนึ่งที่ยากจนและจ่ายแค่ 1 เหรียญสำหรับมิสซาของเขา ผู้ใดจะได้รับโอกาสในการเข้าสวรรค์มากกว่ากัน ?
- ถ้าทั่งคู่สิ้นชีวิตลงโดยมีบาปหนักที่ยังไม่ได้เป็นทุกข์เสียใจ ไม่มีใครในสองคนนี้เลยที่จะรอด แต่ทั้งคู่สิ้นชีวิตลงโดยได้รับพระเมตตาจากพระเจ้า ทั้งคู่ก็จะรอด ดวงวิญญาณทุกดวงที่สิ้นชีวิตลงในพระเมตตาของพระเจ้าจะได้รับความรอดเข้าสู่สวรรค์ด้วยกันทั้งสิ้น แต่กระนั้นก็ดี ดวงวิญญาณที่ยังไม่สะอาดบริสุทธิ์ก็ยังต้องรับการชำระในไฟชำระเสียก่อน คำถามคือคนรวยที่บริจาคเงินเยอะจะได้โอกาสในการเข้าสวรรค์เร็วกว่าคนจนที่ไม่มีเงินบริจาคหรือไม่ ?

คำตอบคือไม่จำเป็นเลย เงินเพียงแค่เหรียญเดียวอาจแสดงถึงความเสียสละและน้ำใจที่มีค่ามากกว่าเงินเป็นพัน ๆ เหรียญก็ได้ และแน่นอน เงินที่คนยากจนเก็บหอมรอมริบแยกไว้สำหรับบริจาค ย่อมมีค่ามากกว่าเงินจำนวนมากของเศรษฐีที่เหลือใช้ นอกจากนี้ ความยากจน ความยากลำบาก ความขัดสนที่ประสบมาในชีวิตนี้ ก็นับได้ว่าเป็นการใช้โทษบาปความผิดทางหนึ่งแล้ว

ไม่ว่าจะเป็นการขอมิสซาอุทิศให้ก็ดี หรือการสวดภาวนาให้ผู้ล่วงลับก็ดี ดวงวิญญาณแต่ละดวงจะได้รับตามขีดจำกัดของดวงวิญญาณนั้น ๆ นักบุญ ออกัสติน ได้ให้ความกระจ่างแก่เราในเรื่องนี้ว่า

“ไม่ต้องสงสัยเลยว่า คำภาวนาของเราจะให้ประโยชน์แก่ผู้ที่สมควรได้รับประโยชน์นั้น ๆ เท่านั้น”
แม้การอุทิศทั้งหมดอาจจะไม่ทำให้ดวงวิญญาณนั้น ๆ ได้รับครบถ้วนทั้งหมด แต่ผู้ที่สมควรจะได้รับก็จะได้รับไปตามที่ดวงวิญญาณนั้น ๆ สมควร ส่วนดวงวิญญาณไหนสมควรแค่ไหนอย่างไรนั้น เราปล่อยเรื่องนี้ให้พระเจ้าเป็นผู้ตัดสิน



40. เราจะรู้ได้อย่างไรเมื่อดวงวิญญาณได้หลุดพ้นจากไฟชำระแล้ว ?
- การที่ดวงวิญญาณหลุดพ้นจากไฟชำระ ไม่ได้เป็นอย่างนักโทษออกจากคุก หรือ นกออกจากกรง เมื่อดวงวิญญาณหนึ่ง ๆ ได้รับการชำระล้างตามสมควรในสายพระเนตรของพระเจ้าแล้ว ดวงวิญญาณดวงนั้นจะได้รับการต้อนรับเข้าสู่สวรรค์ และชาวเราปกติทั่วไปจะไม่สามารถรับรู้ได้ว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นเมื่อใด เว้นเสียแต่ว่าพระเจ้าจะทรงไขแสดงให้เราประจักษ์ ซึ่งนั่นไม่ใช่ธุระของเราที่จะรู้



41. ถ้าเช่นนั้น ก็เป็นไปได้ที่เราจะสวดให้กับดวงวิญญาณที่ไม่ได้ติดในไฟชำระแล้ว ?
- สิ่งนี้เป็นไปได้ ด้วยการที่เราสวดให้คนที่เรารักโดยไม่รู้ว่าเค้าคนนั้นหลุดพ้นจากไฟชำระไปหรือยัง แต่การภาวนาของเรานั้นจะไม่สูญเปล่า และอย่างน้อย การสวดภาวนาให้ผู้ล่วงลับที่เราไม่แน่ใจว่าหลุดพ้นจากไฟชำระรึยัง ก็ดีกว่าการที่ไปเสี่ยงไม่สวดให้เพราะเข้าใจว่าดวงวิญญาณนั้น ๆ หลุดพ้นจากไฟชำระไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่เค้าอาจกำลังต้องการความช่วยเหลืออย่างล้นพ้นอยู่ก็ได้
ภาพประจำตัวสมาชิก
Nihil
~@
โพสต์: 1764
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ม.ค. 17, 2005 4:36 pm
ที่อยู่: Pax
ติดต่อ:

อังคาร พ.ย. 20, 2007 2:24 pm

42. ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว คริสตชนเราก็จะคอยสวดและขอมิสซาอุทิศให้ตราบเท่าที่เรายังมีชีวิตอยู่ สิ่งนี้มีอันตรายอะไรหรือไม่ ?
- ไม่แปลกเลยที่เราจะสวดอุทิศหรือขอมิสซาให้กับดวงวิญญาณที่อาจจะหลุดพ้นจากไฟชำระและเข้าสู่พระอาณาจักรสวรรค์ไปแล้ว สิ่งนี้ไม่ใช่ข้อผูกมัด และเราสามารถทำได้โดยอิสระ และหากดวงวิญญาณที่เราอุทิศให้ได้เข้าสู่สวรรค์ไปแล้ว บทภาวนาหรือมิสซาที่ยังอุทิศให้ก็ยังไม่สูญเปล่า ด้วยว่ายังมีดวงวิญญาณมากมายที่ติดอยู่ในไฟชำระ ที่สามารถรับคำภาวนาและมิสซาอุทิศให้แทนดวงวิญญาณที่เข้าสู่สวรรค์ไปแล้ว



43. เรื่องทั้งหมดนี้ดูเหมือนน่าสับสนงงงวยมากมาย

- สำหรับผู้ที่ไม่ใช่คาทอลิก หรือไม่ได้เรียนรู้คำสอนมาอย่างดีแล้ว เรื่องนี้อาจเป็นที่น่าสับสนต่อความเข้าใจเสียสักหน่อย เปรียบได้กับผู้ที่ยืนมองโบสถ์แต่เพียงภายนอก เห็นรูปลักษณ์ภาพลักษณ์ของโบสถ์ภายนอก แต่ไม่ได้เข้ามาร่วมและเข้าใจถึงพิธีกรรมทั้งหมดภายในโบสถ์



44. เรื่องไฟชำระ เหมือนจะเป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับผู้ที่จะเข้ามาเป็นคาทอลิก
- จอห์น แอล สต๊อดดาร์ด เคยได้รับจดหมายจากเพื่อนคาทอลิกของเขา จดหมายนั้นกล่าวไว้ว่า

มันเป็นเรื่องยากที่จะหาความเชื่อโบราณที่ไม่มีข้อความเชื่อเกี่ยวข้องกับเรื่องไฟชำระหรือสิ่งที่คล้าย ๆ กันเลย
หากไฟชำระไม่ได้มีอยู่จริงแล้ว การสวดอุทิศ การขอมิสซา และทั้งหมดทุกอย่างที่เราทำให้กับผู้ล่วงลับไปแล้ว ก็จะเป็นสิ่งที่สูญเปล่าไปทั้งหมด

แต่หากเราเชื่อในเรื่องสหพันธ์นักบุญ เชื่อในขั้นตอน 3 ขั้นของศาสนจักร คือ การสู้รบบนโลก ความทรมานในไฟชำระ และชัยชนะในสวรรค์ แล้ว เราที่กำลังสู้รบอยู่ในโลกนี้สามารถมีอิทธิพลต่อผู้ที่ผ่านสนามรบไปแล้ว คือดวงวิญญาณในไฟชำระได้ แม้จะมีคนเพียงจำนวนน้อยที่สู้รบมาอย่างดี ทำชีวิตให้สะอาดบริสุทธิ์อย่างดีมาตลอดเท่านั้น จึงจะได้หลักประกันในการเข้าสู่สวรรค์ได้ทันที ส่วนผู้ที่ยังไม่พร้อม มีอันต้องลี้ภัยไปยังไฟชำระก่อน ก่อนที่เวลาของพวกเค้าจะมาถึง แต่อย่างน้อย หลักประกันแห่งความรอดก็รออยู่เบื้องหน้าพวกเค้าแล้ว การปฏิเสธข้อความเชื่อเรื่องไฟชำระเป็นอะไรที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก และข้อความเชื่อคาทอลิกแต่ละอย่างเชื่อมถึงกันและกัน คุณไม่สามารถที่จะเลือกเชื่ออย่างหนึ่ง และไม่เชื่ออีกอย่างหนึ่งตามใจปรารถนาได้ เหมือนศิลาหัวมุมที่แยกจากส่วนอื่น ๆ ไม่ออก



45. จริงหรือไม่ ที่จดหมายนี้เป็นเหตุให้ สต๊อดดาร์ด เลิก agnosticism คาทอลิก ?

- เรื่องนี้เป็นดังขั้นบันไดขั้นหนึ่งสำหรับนักเขียนและนักบรรยายที่มีชื่อเสียงเยี่ยงเขา จากผลงานในหนังสือของเขา “Rebuilding a Lost Faith” เขาได้กล่าวเอาไว้ว่า
“ข้อความเชื่อศาสนจักรคาทอลิกได้มีการกล่าวอ้างถึงดินแดนไฟชำระว่ามีอยู่จริง สถานที่อันซึ่งดวงวิญญาณจักต้องทนทุกข์ทรมานชั่วระยะเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะได้รับการยอมรับไปร่วมชื่นชมยินดีในอาณาจักรสวรรค์
ทั้งหมดนี้เพราะว่าพวกเค้ายังต้องการการชำระล้างจากบาปความผิด ความบกพร่อง ของตนเองอยู่ หรือเพื่อเป็นการชดใช้ความผิดที่ตนได้กระทำลงไป ซึ่งจะออกมาไม่ได้จนกว่าบาปสุดท้ายจะได้รับการอภัย

พระศาสนจักรคาทอลิกประกาศว่า โดยอาศัยซึ่งคำภาวนาและการขอมิสซาของชาวเรา เราสามารถช่วยเหลือดวงวิญญาณเหล่านั้นได้ โดยอาศัยผ่านทางพระคุณของพระเยซูคริสต์ นอกเหนือเกินไปกว่านี้ ทางศาสนจักรไม่มีข้อความเชื่ออย่างเป็นทางการออกมา
แต่นี่ไม่ใช่ข้อความเชื่อคาทอลิกว่ามีไฟในไฟชำระแบบไฟในโลกวัตถุของเรา มันเป็นความเชื่อโดยทั่วไปว่าดวงวิญญาณในไฟชำระจำต้องทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสทางจิตวิญญาณ เป็นสิ่งที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนในโลกนี้ คือ ความทรมานจากความสุขอันล้นพ้นที่สุดที่ถูกช่วงชิงไป และแทนที่ด้วยความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสจากบาปความผิดที่ได้กระทำผิดต่อพระบิดา และ พระผู้ไถ่”



46. ทำไมเราต้องทนทุกข์ทรมานจากการชำระล้างด้วย ?
- จากคำกล่าวของสาธุคุณ J.B. แมคลาฟท์ลิน ในหนังสือ “Purgatory or the Church suffering”
ได้ให้คำตอบกับเราเอาไว้ว่า

“บางคนอาจคิดว่าพระเจ้าเป็นพระผู้สร้างผู้แข็งกร้าว กำหนดภาษีแห่งความเจ็บปวดให้กับทุกบาปและคนบาปทุกคน แต่เราต้องไม่คิดว่า ความถูก ความผิด เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดอย่างไร้กฎเกณฑ์โดยพระเจ้า และมันไม่ใช่ความคิดที่ถูก หากเราจะคิดว่า พระเจ้าทรงต้องการให้เราทุกข์ทรมานจากบาปของเรา แต่ทั้งหมดเป็นไปเช่นนั้นเพราะมันเป็นการทำให้ถูกต้อง พระเจ้าในพระคุณความดีงามของพระองค์ พระองค์ทรงสร้างเราตามพระฉายาลักษณ์ของพระองค์ ประทานแสงสว่างให้เราเห็นไม่เพียงแต่น้ำพระทัยพระองค์ แต่ให้เราได้เห็นสิ่งที่พระองค์เห็นด้วย
ดังนั้น ให้เรามาพิจารณาดูเถิดว่า ทำไมถึงเป็นสิ่งที่บังควร ที่เราควรรับความทุกข์ทรมานหลังจากเป็นทุกข์เสียใจในบาปที่ได้กระทำลงไปแล้วอีก พูดถึงวิญญาณ ไม่ว่าจะของมนุษย์หรือทูตสวรรค์ ที่กล้าท้าทาย ขัดต่อพระประสงค์ของพระเจ้า แล้วลองจินตนการสมมุติว่าพระเจ้าทรงเห็นชอบไม่เอาความ และกระทำต่อวิญญาณที่ก่อกบฏเหล่านี้ดังเพื่อนสนิท และให้เหล่าทูตสวรรค์เหล่านั้นอยู่ร่วมกันกับทูตสวรรค์องค์อื่น ๆ ผู้บริสุทธิ์ไร้มลทินและเหนือสิ่งอื่นใด อยู่ร่วมกับพระองค์ด้วย เท่ากับว่าทูตสวรรค์ผู้ก่อกบฏเหล่านั้นได้เสวยสุขชั่วนิรันดรได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบการกระทำใด ๆ เลยจากการท้าทายพระเจ้า และผิดต่อความรักของพระองค์ แบบนี้หรือพระเจ้าอย่างที่เราวาดภาพเอาไว้ ? ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว พระยุติธรรมของพระเจ้า และความศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์อยู่ที่ใดเล่า ?

ถ้าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าจริง การท้าทาย การกบฏ และความชั่วร้ายต่าง ๆ ต้องเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงเกลียดชัง และพระธรรมชาติของพระองค์ปราศจากซึ่งบาปความผิดทั้งมวล และนำผู้ที่กระทำบาปรับบทลงโทษของบาปความผิดนั้น แต่เช่นเดียวกัน สำหรับคนบาปที่ได้สำนึกตน เป็นทุกข์เสียใจในบาปความผิดที่ตนได้กระทำลงไป เค้าผู้นั้นก็น่าประจักษ์ถึงสิ่งที่ตนได้กระทำผิดลงไปและมองเห็นทางเลือกที่เปิดออกให้เขา คือ การยอมรับความทุกข์ทรมานชดใช้ความผิดที่ได้กระทำลงไป ด้วยความหวังว่าพระเจ้าจะทรงอภัยโทษให้เขา เปลี่ยนแปลงเขาให้สะอาดบริสุทธิ์ และต้อนรับเขาเข้าสู่พระราชัยสวรรค์
ภาพประจำตัวสมาชิก
Nihil
~@
โพสต์: 1764
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ม.ค. 17, 2005 4:36 pm
ที่อยู่: Pax
ติดต่อ:

อังคาร พ.ย. 20, 2007 2:25 pm

47.  ด้วยเหตุผลอันใด เราจึงต้องรับทุกข์ทรมานเพราะบาป ?
-    มีคำอธิบาย 2 เหตุผลว่าเหตุอันใดเราจึงจำต้องทุกข์มานเพราะบาป

เหตุผลที่หนึ่ง เพื่อเป็นการชดใช้ให้กับพระเจ้า และเหตุผลที่สอง เพื่อปรับเปลี่ยนดวงวิญญาณของเราใหม่
เมื่อเราพิจารณาดูจากเหตุผลข้างต้นแล้ว เราอาจเห็นว่า การต้องทนทุกข์เพื่อเหตุผลดังกล่าวนั้นน่าเป็นนิรันดร มันไม่มีเหตุผลว่าทำไมสิ่งนี้ต้องมีการยุติลง เว้นแต่เพราะพระเมตตาของพระเจ้า
บาดแผลเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยทันที แต่การเยียวยารักษาให้บาดแผลนั้นหายเกิดขึ้นช้ากว่า ฉันใดก็ฉันนั้นการกระทำบาปความผิดทำให้ดวงวิญญาณของเรามีมลทินมีบาดแผลในทันที แต่การเยียวยาบาดแผลทางวิญญาณนั้นเป็นไปได้ช้ากว่า เว้นแต่จะอาศัยพระเมตตาของพระเจ้าที่ทรงยกโทษบาปความผิดของเราให้ แต่นั่นก็เป็นตัวอย่างเปรียบเทียบที่ดี ที่แสดงว่า เหตุอันใดเราต้องทนทุกข์ในไฟชำระเป็นเวลานานเพื่อเยียวยาวิญญาณของเราจากบาปความผิดที่เราได้กระทำลงไป



48.  เฉพาะคริสตศาสนิกชนคาทอลิก รึเปล่า ที่เชื่อเรื่องไฟชำระ ?

- ชาวยิวเชื่อในเรื่องไฟชำระมาแต่ช้านานแล้ว และแม่แต่พวกเพเกินเองก็มีความเชื่อเรื่องนี้ด้วย แม้แต่ในความเชื่อของศาสนาอื่นก็มีแนวคิดเช่นนี้ผสานอยู่ ยกตัวอย่างเช่นศาสนาพุทธเองก็มีความเชื่อว่า หลังคนเราสิ้นลมหายใจลงไปแล้ว เราจะไม่ได้รับความสงบนิรันดรในทันที เป็นต้น ศาสนาอื่น ๆ ก็มีความเชื่อที่เป็นส่วนหนึ่งของสัจธรรมความจริง ที่อาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมดจากพระเจ้า แต่ก็มีส่วนที่เป็นจริงแฝงอยู่

แต่โดยรวมแล้วแนวคิดทั้งหมดอยู่ที่ว่า ผู้อยู่สูงส่งกว่าเราเรียกร้องให้เรามีชีวิตที่มีคุณค่า เป็นคนดี ประพฤติกิจการดี และละเว้นจากบาป แต่หากเราสิ้นชีวิตไปโดยไม่สามารถทำได้ตามข้อกำหนดมาตรฐานนี้ เราก็ต้องไปชดใช้ความผิดพลาดบกพร่องของเราในโลกหน้า  ซึ่งนั่นก็คือแดนชำระ หรือ ไฟชำระนั่นเอง



49. ดวงวิญญาณจำต้องติดในไฟชำระนานแต่ไหน ?
-              มีอยู่ในข้อความเชื่อของศาสนจักรที่ว่า การชำระทั้งหมดจะสำเร็จลุล่วงในวันพิพากษาครั้งสุดท้าย ดวงวิญญาณทั้งหมดจะได้เข้าสู่สวรรค์ กลับคืนชีพเป็นหนึ่งเดียวกับเนื้อหนังใหม่ เพื่อรับสันติสุขในชีวิตนิรันดร

แต่สำหรับระยะเวลาที่ต้องทนทุกข์ในไฟชำระของแต่ละคนนั้น เราไม่รู้โดยตรงจากคำสอนของพระเยซูเจ้า  ที่มีคือบทอุปมาอุปไมยที่พระองค์ตรัสเปรียบเทียบเอาไว้ว่า เราจะไม่ได้ออกจากที่คุมขังจนกว่าจะใช้หนี้เศษสตางค์สุดท้ายจนครบเสียก่อน  จากตรงนี้ทำให้เราเข้าใจว่าพระองค์เรียกร้องถึงความสมบูรณ์พร้อมของวิญญาณที่จำเป็นจะต้องเป็นก่อนจะเข้าสู่อาณาจักรสวรรค์  แต่เรื่องระยะเวลาการคุมขังที่แน่นอนนั้น พระองค์ไม่ได้ตรัสบอกเราอย่างตรง ๆ

เราไม่รู้ว่าระยะเวลาในไฟชำระของแต่ละคนจะยาวนานเสียเท่าไหร่ ดังนั้นการขอมิสซาก็ดี การสวดอุทิศก็ดี จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะร้องขอพระเมตตาจากพระเจ้าเพื่อลดระยะเวลาให้กับดวงวิญญาณในไฟชำระนั้น ๆ 

ถึงเราจะไม่รู้เกณฑ์มาตรฐาน หรือระยะเวลาที่แน่นอนสำหรับดวงวิญญาณแต่ละดวงในไฟชำระ แต่ช่วงเวลาในไฟชำระที่เรารู้มา ก็มักจะมาจากการประจักษ์ของบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับนิมิตร้องขอคำภาวนาจากดวงวิญญาณในไฟชำระ ซึ่งระยะเวลาของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป ตั้งแต่ 10 ปี 20 ปี 30 ปี จนไปถึง 100 เลยทีเดียว นิมิตจากดวงวิญญาณในไฟชำระเช่นนี้เป็นสิ่งที่เราสามารถเชื่อได้ว่าจริงโดยไม่ขัดต่อข้อความเชื่อของเรา



50. คริสตศาสนิกชนยุคแรก ๆ เชื่อในเรื่องไฟชำระไหม ?
-            ข้อความเชื่อเรื่องไฟชำระเป็นสิ่งที่มีมาตั้งแต่ในศาสนจักรยุคแรก ๆ  ซึ่งประเพณีการสวดอุทิศให้กับดวงวิญญาณในไฟชำระเองก็มีมาตั้งแต่สมัยอัครสาวกเลยทีเดียว ความเชื่อเรื่องการสวดอุทิศให้นี้เป็นการบอกนัย ๆ ว่าดวงวิญญาณนั้น ๆ ยังไม่ได้เข้าสู่สวรรค์ แต่ก็ไม่ถึงกับต้องตกนรก และในท้ายสุดแล้ว ดวงวิญญาณนั้นก็จะได้เข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ในที่สุด โดยอาศัยซึ่งคำภาวนาของชาวเรา เราสามารถช่วยพวกเค้าได้  นอกจากนี้ ความเชื่อตรงนี้ยังบอกเราโดยนัยอีกว่า เงื่อนไขที่เหนี่ยวรั้งเราเอาไว้ก่อนเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า ไม่ใช่พระยุติธรรมของพระองค์แต่เพียงลำพัง หากแต่เป็นความรักอันเหลือล้นของพระองค์ด้วย






เมื่อเรารู้ว่าพระอาณาจักรของพระเจ้าคืออาณาจักรแห่งความรัก ที่เรารักซึ่งกันและกันแล้ว ก็ไม่แปลกเลยที่บนโลกนี้เราจะสมควรรักกันและกัน ช่วยเหลือกันและกัน และสวดภาวนาให้กันและกัน รวมถึงอุทิศให้กับเพื่อนพี่น้องของเราในไฟชำระด้วย

เรื่องไฟชำระไม่ใช่สิ่งที่เราจะเลือกที่จะเชื่อหรือไม่ หากแต่เป็นความจริงที่ดำรงอยู่ และเรียกร้องให้เราตอบสนอง
ทางศาสนจักรนั้นมีประเพณีให้ขอมิสซาให้กับผู้ล่วงลับไปได้มาแต่ช้านานแล้ว โดยตามธรรมเนียมโบราณจะกระทำกันในวันที่ 30 และในวันครบรอบวันตาย เช่นเดียวกับหลักฐานอื่น ๆ เรื่องข้อความเชื่อและธรรมเนียมปฏิบัติเรื่องนี้ที่ทำกันมาแต่ช้านาน นอกจากนี้เราเชื่อว่าถ้อยคำที่พระสันตะปาปาตรัสประกาศว่า “จริง” ก็เป็นจริงมิมีรู้พลั้ง เป็นข้อความเชื่อที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ไม่ได้พูดโดยมนุษย์ หากแต่อาศัยพระจิตเจ้าเป็นผู้ทำงานในองค์พระสันตะปาปา เช่นเดียวกับข้อความเชื่อเรื่องไฟชำระที่เราเชื่อกันว่าเป็นความจริง
holy holy holy
โพสต์: 548
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ มี.ค. 07, 2007 8:07 pm

อังคาร พ.ย. 20, 2007 9:20 pm

ได้ความรู้เยอะเลย  ::011::
Batholomew
~@
โพสต์: 12725
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร ม.ค. 18, 2005 2:28 pm
ที่อยู่: Thailand

พุธ พ.ย. 21, 2007 12:18 am

ขอบคุณมากนะครับ เดี๋ยวจะปริ้นท์ออกไปอ่านนะครับ ::001::
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ministry Of Men
โพสต์: 3972
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ เม.ย. 18, 2007 3:09 pm

อังคาร พ.ย. 17, 2009 11:22 pm

ยาว อิอิ

ขอบคุณครับ  *0*
Little Boy
โพสต์: 250
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร ต.ค. 27, 2009 3:33 am

พุธ พ.ย. 18, 2009 5:15 pm

Nihil เขียน:...
20.  เราจะพิสูจน์ได้อย่างไร ว่าไฟชำระมีอยู่จริง ?
-  จากพระ วรสารนักบุญมัทธิว บทที่ 5 ข้อ 26  พระเยซูได้กล่าวประณามบาป และการชดใช้ความผิดในคุก ที่ไม่สามารถออกมาได้จนกว่าจะใช้หนี้ทั้งหมดได้ครบ
ในพระวรสารนักบุญ มัทธิว บทที่ 12 ข้อ 32  พระองค์ได้ตรัสถึงบาปที่จะไม่ได้รับการอภัยทั้งในโลกนี้และโลกหน้า  และสถานที่ซึ่งบาปจะส่งผลในโลกหน้ารับการชดใช้ ก็มีเพียงไฟชำระเท่านั้น...


คนที่ตีความพระคัมภีร์นี้คือใครหรอครับ  : emo073 :
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ministry Of Men
โพสต์: 3972
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ เม.ย. 18, 2007 3:09 pm

พุธ พ.ย. 18, 2009 5:17 pm

Little Boy เขียน:
Nihil เขียน:...
20.  เราจะพิสูจน์ได้อย่างไร ว่าไฟชำระมีอยู่จริง ?
-  จากพระ วรสารนักบุญมัทธิว บทที่ 5 ข้อ 26  พระเยซูได้กล่าวประณามบาป และการชดใช้ความผิดในคุก ที่ไม่สามารถออกมาได้จนกว่าจะใช้หนี้ทั้งหมดได้ครบ
ในพระวรสารนักบุญ มัทธิว บทที่ 12 ข้อ 32  พระองค์ได้ตรัสถึงบาปที่จะไม่ได้รับการอภัยทั้งในโลกนี้และโลกหน้า  และสถานที่ซึ่งบาปจะส่งผลในโลกหน้ารับการชดใช้ ก็มีเพียงไฟชำระเท่านั้น...


คนที่ตีความพระคัมภีร์นี้คือใครหรอครับ  : emo073 :


เหมือนมีเพื่อนโปร เคยอธิบายไว้แล้วว่าโปรตีความว่าอย่างไร

แล้วทางมอรม่อน ตีความอย่างไรหรอครับ
Little Boy
โพสต์: 250
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร ต.ค. 27, 2009 3:33 am

พุธ พ.ย. 18, 2009 5:22 pm

BoYz - The Series เขียน:เหมือนมีเพื่อนโปร เคยอธิบายไว้แล้วว่าโปรตีความว่าอย่างไร

แล้วทางมอรม่อน ตีความอย่างไรหรอครับ


อ่าผมแค่อยากรู้ว่าผู้พยากรณ์ที่ตีความนั้นชื่ออะไรแค่นั้นเองครับ

ชดใช้ความผิดในคุก ก็คือในคุกครับ และบาปที่จะไม่ได้รับการอภัยทั้งโลกนี้และโลกหน้าก็คือไม่มีการอภัยครับ
มอรมอนตีความตรงตัวครับ ^^"

มอรมอนเชื่อเรื่องที่พักแห่งหนึ่งก่อนที่จะฟื้นคืนชีวิตครับ
อีกทั้งยังเชื่ออีกว่า "เมืองบรมสุขเกษม" กับ "สวรรค์" เป็นคนละแห่งกัน!!!
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ministry Of Men
โพสต์: 3972
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ เม.ย. 18, 2007 3:09 pm

พุธ พ.ย. 18, 2009 5:31 pm

Little Boy เขียน:
BoYz - The Series เขียน:เหมือนมีเพื่อนโปร เคยอธิบายไว้แล้วว่าโปรตีความว่าอย่างไร

แล้วทางมอรม่อน ตีความอย่างไรหรอครับ


อ่าผมแค่อยากรู้ว่าผู้พยากรณ์ที่ตีความนั้นชื่ออะไรแค่นั้นเองครับ

ชดใช้ความผิดในคุก ก็คือในคุกครับ และบาปที่จะไม่ได้รับการอภัยทั้งโลกนี้และโลกหน้าก็คือไม่มีการอภัยครับ
มอรมอนตีความตรงตัวครับ ^^"

มอรมอนเชื่อเรื่องที่พักแห่งหนึ่งก่อนที่จะฟื้นคืนชีวิตครับ
อีกทั้งยังเชื่ออีกว่า "เมืองบรมสุขเกษม" กับ "สวรรค์" เป็นคนละแห่งกัน!!!


อ่อป่าวครับ ผมไม่รู้หรอก
ผมกำลังศึกษาหลายๆแบบอยู่อ่ะ (จำไม่ได้ด้วยว่าทางโปรตีความยังไง) -*-
ตอนนี้เจอท่าน ลิทเทิลบอย เลยถามดูแบบที่คุณเชื่อก่อน อิอิ
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 3429
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

จันทร์ ก.พ. 07, 2011 4:56 pm

อ่านแล้วเข้าใจมากขึ้น มีคำตอบดีๆมากมาย ขอบคุณพระเจ้า :s002:
s.gabriel
โพสต์: 1011
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ก.พ. 27, 2009 2:21 pm

พฤหัสฯ. มี.ค. 10, 2011 4:14 pm

ต้องใช้ความเชื่อครับ เหมือนลูกเชื่อใจพ่อครับ นั้นยิ่งอ่านยิ่งสงสัยครับ
ตอบกลับโพส