เชิญอ่านบทความนี้ค่ะศรัทธาพาหลง : โปรแตสแตนท์และคาทอลิก ความสัมพันธ์บนความเข้าใจผิดที่มิอาจแก้ไขได้? (1)
บาทหลวงไพบูลย์ อุดมเดช C.Ss.R.
ผมกำลังทำวิทยานิพนธ์เรื่องการฟอร์มมโนธรรมของคาทอลิกและของพี่น้องชาวพุทธในเมืองไทย ผมต้องการข้อมูลที่ชัดเจนจากพระไตรปิฏก จึงได้เข้าไปใช้บริการพระไตรปิฏกออนไลท์จากเวปไซด์ของพุทธศาสนาซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่ง นอกจากจะแวะเข้าไปเยี่ยมเยียนเว็ปไซด์ต่างๆ ของพุทธศาสนาแล้ว ผมยังพบเว็ปไซด์ที่น่าสนใจคือ
http://e-mag.virtualave.net ที่นำเสนอเรื่องการเปรียบเทียบศาสนาต่างๆ ผมคลิกอ่านการเปรียบเทียบระหว่างศาสนาโรมันคาทอลิกกับโปรแตสแตนท์ เมื่ออ่านจบแล้วก็รู้สึกว่าผมน่าจะเขียนอะไรชี้แจงบ้าง เนื่องจากว่าข้อมูลที่นำมาเปรียบเทียบระหว่างศาสนาพี่น้องคู่นี้มีความไม่สมบูรณ์และความเข้าใจผิดปะปนอยู่มาก อ่านแล้วรู้สึกเหมือนว่าฝ่ายคาทอลิกเป็นผู้ร้ายและฝ่ายโปรแตสแตนท์เป็นพระเอก ผมเดาเอาว่าผู้จัดทำคงจะแปลเนื้อหามาจากแหล่งข้อมูลที่เขียนโดยพี่น้องโปรแตสแตนท์ที่ยังไม่เข้าใจคาทอลิกดีพอ เป็นต้นว่าในด้านข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และมุมมองจากความเป็นจริงของความเป็นมนุษย์ผู้อ่อนแอ ที่จริงโดยส่วนตัวผมก็แปลกใจมานานแล้วว่าทำไมพี่น้องโปรแตสแตนท์เข้าใจเราคาทอลิกผิดๆ และบ่อยครั้งยังฝังใจอยู่ในความผิดพลาดเก่าๆ ในอดีตที่บรรพชนของเราเคยทำ แน่นอน เรายอมรับว่าคาทอลิกผิดพลาดได้เนื่องจากความอ่อนแอของความเป็นมนุษย์ และสภาพการณ์ของยุคสมัยนั้นๆ แต่ความผิดพลาดนั้นเองที่ช่วยเป็นครูสอนเราให้เรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงและไม่ตกลงไปในความผิดพลาดเก่าๆ
มาถึงจุดนี้ผมคิดว่า สาเหตุของความเข้าใจผิดนั้นจุดใหญ่ๆคือ ต่างฝ่ายต่างยึดอัตตาของตนเองมากเกินไป มองจุดบกพร่องของกันและกันและเล่าสืบต่อไปยังลูกหลาน ราวกับว่ามนุษย์เรานั้นเมื่อผิดแล้วก็จะผิดร่ำไปไม่มีการเปลี่ยนแปลง สาเหตุต่อมาคือความศรัทธาเกินเหตุ อันพาให้หลงทางไปจากความจริง และสาเหตุอีกอย่างคือภาษาที่ใช้ ภาษานั้นมีการเปลี่ยนแปลงนัยยะของความหมาย การเปลี่ยนแปลงความหมายของภาษาในแต่ละยุคสมัยล้วนก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้เสมอ และเรามักจะใช้ภาษาเก่าๆของเราในการมองผู้อื่น ความฝังใจในความบกพร่องของผู้อื่นนั้นก็เลยยิ่งฝังลึกในใจเราจนยากที่จะอภัยหรือลืมได้
บทความยาวบทนี้ ผมพยายามจะชี้แจงความเข้าใจผิดของพี่น้องโปรแตสแตนท์ในสิ่งที่คาทอลิกเชื่อ สอนและปฏิบัติกันอยู่ทุกวันนี้ ผมจะไม่วิจารณ์คำสอนของพี่น้องโปรแตสแตนท์เพราะจะผิดพลาดได้และไม่ใช่เป้าหมายของบทความนี้ นอกนั้น ผมขอออกตัว ณ ที่นี้ว่าผมไม่ได้เขียนชี้แจงในฐานะผู้นำของศาสนาคาทอลิก (แม้ผมจะเป็นพระสงฆ์) อย่างเป็นทางการ ผมเพียงต้องการชี้จุดที่ผู้อ่านหรือนักศึกษาที่เรียนวิชาศาสนาเปรียบเทียบน่าจะนำมาใคร่ครวญว่าความจริงอยู่ที่ใด และที่สำคัญการเปรียบเทียบใดๆที่มีพื้นฐานอยู่บนข้อมูลที่ไม่ถูกต้องกับความเป็นจริง นอกจากจะไม่มีคุณค่าทางวิชาการแล้วยังจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ความแตกแยก การถือเขาถือเรา การเพิ่มพูนอัตตาของตนเอง และอะไรอื่นอีกมากมายที่ห่างไกลจากคำสอนของพระอาจารย์เจ้าที่แท้จริง ก่อนอื่นขอกล่าวถึงเหตุการณ์ตามลำดับเวลาและสภาพความเป็นไปของยุโรปในยุคศตวรรษที่ 16 ก่อนที่จะมีการปฏิรูปคริสต์ศาสนา เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพรวมๆของยุคนั้นว่าวุ่นวายเพียงใด และคาทอลิกเองก็พยายามให้มีการปฏิรูปจากภายในแบบค่อยเป็นค่อยไปอยู่ก่อนแล้ว ก่อนที่ท่านลูเทอร์จะจุดชนวนการเปลี่ยนแปลงขึ้นในเยอรมันนี
ศตวรรษที่ 16 ยุคฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมในยุโรป
1505 ท่านมาร์ติน ลูเทอร์ (1483-1546)เข้าบวชในอารามนักบวชคณะออกัสตินเนียน
1506 พระสันตะปาปายูลีอุสที่ 2 สั่งให้บรามานเต้ทำการปฏิสังขรณ์วิหารเซ็นต์ปีเตอร์ใหม่
1507 ท่านมาร์ติน ลูเทอร์บวชเป็นพระสงฆ์(บาทหลวง)
1510 ท่านอีรัสมุส(1466-1536) กับหนังสือ Institutio Christani Principis
1510 ท่านมาร์ติน ลูเทอร์ไปที่กรุงโรมในฐานะตัวแทนของคณะออกัสติเนียน
1512 ท่านลูเทอร์ ได้รับปริญญาเอกทางเทววิทยาพระคัมภีร์
1512 เริ่มต้นสังคายนา ลาเตรันครั้งที่ 5 เพื่อพยายามปฏิรูปพระศาสนจักรคาทอลิก
1515 เริ่มคณะนักบวช ออราโตรีเพื่อการปฏิรูปพระศาสนจักรคาทอลิกโดยได้รับแรงบันดาลใจจากเซ็นต์ แคทเธอรีนแห่งเยนัว(มรณะ 1510)
1516 ท่านอีรัสมุส พิมพ์พระธรรมใหม่ภาษากรีก
1517 เซ็นต์อิกญาซีโอแห่งโลโยลาพยายามปฏิรูปคริสต์ศาสนาในด้านชีวิตฝ่ายจิต
1517 กำเนิดโปรแตสแตนท์โดยท่านมาร์ตินลูเทอร์ยื่นข้อเสนอ 95 ข้อให้มีการปฏิรูป
1517 สิ้นสุดสังคายนา ลาเตรันครั้งที่ 5
1518 สภาอ๊อกสเบิร์กและพระคาร์ดินัลคาเจตันเรียกท่านลูเทอร์ให้มาแก้ข้อกล่าวหาและถอนคำประกาศที่ต่อต้านศาสนาคาทอลิก
1519 ท่านอูริค สวิงลี(1484-1531) เริ่มเทศน์ที่เมืองซูริคและเริ่มการปฏิรูปศาสนาที่เขตแดนสวิสฯ
1520 ท่านมาร์ตินลูเทอร์เผาเอกสาร exsurge Domine ของพระสันตะปาปาเลโอที่ 10 ต่อหน้าชาวเมืองวิตเตนเบิร์ก
1520 ตั้งคณะเป็นฟรังซิสกันกาปูชินเพื่อพยายามปฏิรูปพระศาสนจักรคาทอลิก
1521 คาทอลิกประกาศตัดลูเทอร์ออกจากพระศาสนจักร
1521 สภาไดเอ็ตแห่งเวิมประกาศขับลูเทอร์ออกจากพระศาสนจักร เจ้าชายเฟดริกซ่อนท่านลูเทอร์ไว้ในปราสาทวัตเบิร์กเพื่อปกป้องท่านลูเทอร์จากศัตรู ที่นี่เองที่ท่านลูเทอร์เริ่มแปลพระคัมภีร์ใหม่จากภาษากรีกเป็นภาษาเยอรมัน
1523 ท่านอูลิค สวิงลี ประกาศหลักการ 67 ข้อเพื่อปฏิรูปคริสตศาสนาที่สวิตเซอร์แลนด์และต่อต้านธรรมเนียมคาทอลิกหลายประการว่าไม่มีพื้นฐานบนพระคัมภีร์
1524 เซ็นต์กาเยตัน พยายามปฏิรูปศาสนาคาทอลิกทั่วยุโรปโดยการตั้งคณะทีอาไตน์ที่สมาชิกปฏิญาณถือความยากจนเพื่อชำระปัญหาความหละหลวมของนักบวชในยุคนั้น
1524 ท่านลูเทอร์เข้าไปเกี่ยวข้องกับกบฏชาวนาในเยอรมันนี ชาวนาถูกฆ่าตายมากมาย
1524 ท่านสวิงลีสั่งยกเลิกและทำลายหนังสือพิธีมิสซา ออร์แกนในโบสถ์ พิธีขับร้องในโบสถ์ เครื่องหมายกางเขน รูปปั้นนักบุญ ฯลฯ ที่เมืองซูริค สวิตเซอร์แลนด์
1525 ท่านลูเทอร์แต่งงานกับแคทเธอรีน ฟอน โบรา อดีตนักพรตหญิง
1526 ท่านลูเทอร์กับพิธีมิสซาภาษาเยอรมัน
1527 ฝรั่งเศสยึดวัดนักบุญมัทธิวและกวาดล้างกลุ่มโปรแตสแตนท์ครั้งใหญ่
1530 เดนมาร์กรับหลักการปฏิรูปและคำสอนของท่านลูเทอร์
1532 ท่านยอห์น คัลวิน(1509-1564)ประกาศปฏิรูปศาสนาในฝรั่งเศสหลังจากนั้นหนีไปเมืองเจนีวา
1532 เซ็นต์โทมัส มอร์ ลาออกจากราชการในสมัยของพระเจ้าเฮนรีที่ 8 และสองปีต่อมาถึงจำคุกเนื่องจากปฏิเสธที่จะเซ็นชื่อเห็นด้วยกับการหย่าร้างของพระเจ้าเฮนรีกับพระนางแคทเธอรีนและไม่เห็นด้วยกับการปฏิเสธอำนาจการสอนความเชื่อและจริยธรรมของพระสันตะปาปา
1534 พระเจ้าเฮนรีที่ 8 ประกาศตัดขาดจากอำนาจของพระสันตะปาปาที่โรมด้วยสาเหตุทางการเมืองและเหตุผลที่พระองค์ต้องการหย่ากับพระนางแคทเธอรีนและแต่งงานใหม่กับพระนางแอนโบลีน
1534 เซ็นต์อิกญาซีโอโลโยลาและเพื่อนตั้งคณะเยสุอิตที่มองมาร์ตรฝรั่งเศสเพื่อการปฏิรูปพระศาสนจักร
1534 ท่านลูเทอร์แปลพระคัมภีร์เป็นภาษาเยอรมันสำเร็จและตีพิมพ์เผยแพร่
1536 ท่านยอห์น น็อคส์ รับพิธีบวชเป็นสงฆ์ ต่อมาได้ทำการปฏิรูปศาสนาที่เขตสก๊อตแลนด์
1538 ท่านคัลวินถูกขับออกจากเมืองเจนีวา เขาได้ย้ายไปปักหลักอยู่ที่เมืองสตราสบูร์ก
1540 สำนักวาติกันรับรองคณะเยสุอิตอย่างเป็นทางการ วันที่ 27 กันยายน
1545 เริ่มสังคายนาเมืองเทรนต์ครั้งที่ 1 เพื่อตอบโต้คำกล่าวหาและอิทธิพลของฝ่ายโปรแตสแตนท์
1545 ท่านยอห์น น็อคส์เผยแพร่อิทธิพลและคำสอนของเขากำเนิดนิกายเพรสไบทีเรียน
1546 มรณกรรมของท่านมาร์ตินลูเทอร์ที่เมืองไอซ์สเลเบ็น วันที่ 18 กุมภาพันธ์
1551 เริ่มสังคายนาเทรนต์ครั้งที่ 2
1556 มรณกรรมของเซ็นต์อิกญาซีโอโลโยลาผู้ตั้งคณะเยสุอิต
1559 ท่านยอห์นน็อค เดินทางกลับสก๊อตแลนด์และเริ่มวางรากฐานคำสอนสายเพรสไบทีเรียนในเขตสก๊อตแลนด์ สองสามปีต่อมาเกิดพิพาทครั้งใหญ่ระหว่างคาทอลิกและโปรแตสแตนท์ในสก็อตแลนด์
1560 เริ่มกระบวนการพูริตันในอังกฤษ
1562 เริ่มสงครามศาสนาระหว่างคาทอลิกและโปรแตสแตนท์ในฝรั่งเศส
1563 สิ้นสุดการประชุมสังคายนาแห่งเมืองเทรนต์ครั้งที่ 3 เพื่อการปฏิรูปพระศาสนจักร ผมได้ให้ภาพรวมๆของยุโรปข้างต้น ซึ่งคงพอจะทำให้ผู้อ่านนึกภาพออกว่ายุโรปในยุคนั้นวุ่นวายเพียงใด เสียงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปทั้งทางสังคม ศาสนาและการเมืองเป็นสิ่งที่มีทั่วไปในยุคนั้น ศาสนาคาทอลิกมิได้นิ่งนอนใจ เพียงแต่เห็นว่าการปฏิรูปนั้นต้องมีความรอบคอบ ปฏิรูปแล้วไม่ได้มีอะไรดีขึ้น มีแต่ความวุ่นวาย ความเสียหาย การปฏิรูปก็ไม่ผิดอะไรกับการก่อหวอดเพื่อผลประโยชน์ของอัตตา ฝ่ายคาทอลิกได้พยายามมีการปฏิรูปโดยเริ่มจากเรื่องของจิตใจและเรื่องชีวิตฝ่ายจิตก่อน ดังจะเห็นได้จากความพยายามตั้งคณะนักบวชต่างๆขึ้นมาทั้งชายและหญิงเพื่อให้เป็นแบบอย่างในชีวิตศีลธรรมและชีวิตทางความศรัทธา การพยายามเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เคยทำกันมาจนเคยชินแล้วนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย อาจต้องแลกด้วยชีวิต เป็นต้นเมื่อต้องเผชิญกับการท้าทายอำนาจทางการเมืองทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ผู้ที่ต้องการเข้าใจประวัติศาสตร์ในยุคศตวรรษที่ 16 ที่แท้จริงนั้นจำต้องมองยุโรปในทุกด้านไม่ใช่จากด้านศาสนาและความศรัทธาอย่างเดียว ศาสนาคาทอลิกในยุคนั้นไม่ใช่ศาสนาโดดแต่มีความเกี่ยวข้องกับการเมืองและสังคม ผลประโยชน์ทั้งทางโลกและทางธรรม พระสันตะปาปาเป็นทั้งผู้นำศาสนาและผู้นำอาณาจักรโรมันอันกว้างใหญ่ไพศาล การปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงอะไรจึงไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายๆแม้พระองค์อยากจะทำก็ตาม การที่ท่านลูเทอร์ทำการปฏิรูปในหลายๆแง่มุมก็เป็นสิ่งที่เตือนใจให้ผู้นำทางศาสนาคาทอลิกเห็นแสงสว่างเช่นกัน สังคายนาเมืองเทรนต์คือเครื่องหมายของการปฏิรูปในศาสนาคาทอลิกที่เห็นได้ชัดเจน มีการตั้งระเบียบวินัย ชำระพระคัมภีร์ ตั้งสถาบันอบรมพระสงฆ์นักบวช ธรรมทูตขึ้นมา และค่อยๆจัดการกับพระสงฆ์นักบวชที่ไม่อยู่กับร่องกับรอยให้ออกไปจากระบบ จัดระเบียบบริหารพระศาสนจักรใหม่ พยายามลดบทบาทและอิทธิพลของการเมืองรัฐต่างๆที่เข้ามาแทรกแซงการบริหารพระศาสนจักรออกไปเพื่อว่าพระสันตะปาปาจะได้มีสิทธิ์และอำนาจเต็มที่ในการบริหารพระศาสนจักรอย่างที่ควรจะเป็น
ต่อไปผมจะขอชี้แจงความเข้าใจผิดของพี่น้องโปรแตสแตนท์จากข้อเขียนเปรียบเทียบระหว่างคาทอลิกกับโปรแตสแตนท์ที่มีในเว็ปไซด์ดังกล่าวข้างต้น
1. เรื่องพระคริสตธรรมคัมภีร์
โรมันคาทอลิก : มีความเห็นและการปฏิบัติ คือ ไม่เปิดโอกาสให้สามัญชนอ่านพระคัมภีร์ด้วยตนเองเป็นการส่วนตัว
ไม่สนับสนุนให้สามัญชนอ่านพระคัมภีร์ ด้วยการไม่อนุญาตให้แปลพระคัมภีร์เป็นภาษาท้องถิ่น ผู้ที่ฝ่าฝืน มีโทษถึงประหารชีวิต
การตีความหมายของพระคัมภีร์เป็นกิจที่ทำได้เฉพาะเจ้าหน้าที่ทางศาสนาเท่านั้น
ยอมรับคำสอนตกทอดของคริสตจักรและคำสั่งของสันตะปาปาว่ามีสิทธิอำนาจเท่ากับพระคัมภีร์
ยอมรับหนังสืออธิกธรรม เข้าในสาระบบของพระคัมภีร์
โปรเเตสแตนท์มีความเห็นและการปฏิบัติคือ กระตุ้นให้คริสตชนอ่านพระคัมภีร์ด้วยตนเองเป็นการส่วนตัวนอกเหนือที่ได้รับฟังจากคริสตจักร
สนับสนุนให้คริสตชนอ่านพระคัมภีร์ด้วยการแปลออกเป็นภาษาท้องถิ่นเพื่อสามัญชนจะสามารถอ่านและเข้าใจได้ด้วยตนเอง
โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตอยู่กับผู้ที่เชื่อทุกคน ทำให้ผู้ที่เชื่อได้รับการดลใจ การเปิดเผยจากพระคัมภีร์
พระวจนะของพระเจ้าในพระคัมภีร์นั้น ถูกต้องและสมบูรณ์ มีสิทธิอำนาจเหนือหนังสือคำสอน วาทะของมนุษย์ทุกคน
พระคัมภีร์ 66 เล่ม ที่บรรจุในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมและสัญญาใหม่เท่านั้น ที่อยู่ในสาระบบที่คริสตจักรยอมรับ
คำชี้แจง
ข้อที่ 1) ที่กล่าวว่าคาทอลิกไม่เปิดโอกาสให้สามัญชนอ่านพระคัมภีร์ด้วยตัวเองเป็นการส่วนตัวนั้นไม่น่าจะตรงกับความเป็นจริง ในศตวรรษที่ 16 นั้นคริสตชนที่รู้ภาษาลาตินและกรีกนั้นมีน้อยมาก(ปัจจุบันก็เช่นกันคนที่รู้ภาษากรีกและลาตินก็เฉพาะคนที่ไปเรียนด้านนี้โดยตรง) การศึกษาจำกัดอยู่เฉพาะในอาราม ท่านลูเทอร์ก็ได้รับการศึกษาจากอารามเช่นกัน คนที่อ่านพระคัมภีร์ได้จึงมีเฉพาะพระและนักบวช ที่ว่าคาทอลิกไม่เปิดโอกาสให้สามัญชนอ่านพระคัมภีร์นั้นไม่ถูกต้องแน่นอน สามัญชนไม่อ่านเพราะอ่านไม่ออกเนื่องจากระบบการศึกษามีความจำกัด มาในปัจจุบันนี้คาทอลิกส่งเสริมให้ทุกคนอ่านพระคัมภีร์ แต่ก็มาพบกับปัญหาใหม่คือเรื่องการตีความพระคัมภีร์ เนื่องจากพระคัมภีร์ไม่ใช่หนังสือนิยายที่จะอ่านเพื่อความบันเทิง แต่พระคัมภีร์เป็นหนังสือศักดิ์สิทธิ์และเขียนขึ้นเพื่อคนยิวในยุคเริ่มต้นของการสร้างชาติอิสราแอล (พระธรรมเดิม) มีเป้าหมายในการเขียน ภาษาที่ใช้ก็เขียนในบริบทของคนยุคนั้น การจะเข้าใจพระคัมภีร์เดิมจึงไม่ใช่เพียงแค่อ่านออกแต่เป็นเรื่องของการเข้าใจเบื้องหลังและสภาพแวดล้อมของคนอิสราแอลในยุคนั้นด้วย ส่วนพระธรรมใหม่นั้นก็เช่นกัน ผู้เขียนมีหลายคนและแต่ละคนก็บันทึกเรื่องราวของพระเยซูเจ้าภายหลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วไม่ต่ำกว่า 60 ปี ในส่วนของบทจดหมายต่างๆก็เช่นกัน ผู้อ่านต้องเข้าใจสภาพแวดล้อมของผู้เขียนและคนในยุคนั้นๆจึงจะเข้าใจอย่างถูกต้องได้ วิธีการเขียนก็เช่นกัน ข้อมูลที่ได้มาในการบันทึกเป็นพระคัมภีร์นั้นก็ต้องมีการศึกษาให้แน่ชัดว่าคัดลอกหรือเอามาจากแหล่งใด การอ่านพระคัมภีร์จึงไม่ใช่เรื่องที่อ่านออกหรือไม่ออกแต่เป็นเรื่องที่ว่าจะอ่านอย่างไรถึงจะเข้าใจเจตจำนงของผู้เขียนจริงๆ คาทอลิกส่งเสริมให้ทุกคนอ่านพระคัมภีร์แต่ก็ต้องอ่านด้วยความรอบคอบ ไม่ตีความอะไรตามใจตัวเองหรือตามตัวอักษรเพราะจะเกิดความเข้าใจผิดพลาดได้ ผู้อ่านจำต้องปรึกษากับผู้รู้เพื่อความปลอดภัย
ข้อ 2) ไม่สนับสนุนให้สามัญชนอ่านพระคัมภีร์และไม่อนุญาตให้แปลพระคัมภีร์เป็นภาษาท้องถิ่น....อันนี้ก็ไม่ถูกต้องเช่นกัน ในอดีตนั้นอาจเป็นได้ที่ฝ่ายคาทอลิกต้องการคงภาษาลาตินเป็นภาษาทางการ รวมทั้งภาษาของพิธีกรรมและพระคัมภีร์ด้วย เนื่องจากศาสนาคาทอลิกเป็นศาสนาใหญ่ที่มีสมาชิกจากชนเกือบทุกชาติและภาษา การสื่อความด้วยภาษาลาตินเป็นภาษาทางการจึงมีเหตุผล แต่กระนั้นก็ตามเมื่อกาลเวลาผ่านไปคนที่พูดและรู้ภาษาลาตินมีน้อยลงจนหาคนคล่องภาษาลาตินจริงๆยากและที่สุดภาษาลาตินก็กลายเป็นภาษาที่ไม่มีใครพูดอีกต่อไป ความจำเป็นที่ต้องมีการแปลพระคัมภีร์เป็นภาษาท้องถิ่นก็เลี่ยงไม่ได้ สังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 (ปี 1963-1965)ได้ปฏิรูปและเปลี่ยนแปลงพิธีกรรมใหม่ ให้ใช้ภาษาท้องถิ่นในพิธีกรรมได้อีกทั้งสนับสนุนให้มีการแปลพระคัมภีร์เป็นภาษาต่างๆด้วย ส่วนที่ว่ามีการประหารคนที่ฝ่าฝืนแปลพระคัมภีร์เป็นภาษาท้องถิ่นนั้น เท่าที่ทราบและที่เรียนมาผมไม่เคยได้ยินและไม่มีหลักฐานว่าใครถูกประหารเนื่องจากแปลพระคัมภีร์เป็นภาษาท้องถิ่น
ข้อ 3) การตีความหมายของพระคัมภีร์เป็นกิจที่ทำได้เฉพาะเจ้าหน้าที่ทางศาสนาเท่านั้น ข้อความนี้มีทั้งจริงและไม่จริง อย่างที่กล่าวแล้ว พระคัมภีร์ไม่ใช่หนังสือนิยายที่ใครๆก็อ่านได้และเข้าใจได้ง่าย จำเป็นต้องมีการตีความอย่างถูกต้อง คนที่จะตีความได้จึงต้องมีความรู้ในภาษาดั้งเดิมของพระคัมภีร์ การตีความอย่างเป็นทางการนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้รู้จริง แต่ถ้าหากคาทอลิกคนใดอยากตีความเองก็ทำได้ แต่อาจจะไม่มีใครเชื่อถือ
ข้อ 4) ยอมรับคำสอนตกทอดของคริสตจักรและคำสั่งของพระสันตะปาปาว่ามีสิทธิอำนาจเท่ากับพระคัมภีร์ คำว่าคำสอนตกทอดนั้นหมายถึง ธรรมเนียมประเพณีของคาทอลิกที่เราถือว่าเป็นเสาหลักอย่างหนึ่งในการค้ำชูสถาบันศาสนา คำว่าธรรมเนียมประเพณี(Tradition) คำนี้มีความหมายไม่ใช่เพียงแค่การทำกันมาอย่างนั้นแต่ไหนแต่ไร ตรงกันข้ามเป็นธรรมเนียมที่ผ่านการพิสูจน์ด้วยกาลเวลาและเหตุผลว่าถูกต้องและใช้ได้ สอดคล้องกับวิถีชีวิตคนเรา เช่นธรรมเนียมการให้ความเคารพนักบุญ ประเพณีเฉลิมฉลองต่างๆที่เกิดขึ้นหลังยุคพระคัมภีร์ นอกนั้นธรรมประเพณียังมีความหมายรวมถึงพระคัมภีร์ คำสอน ประเพณีปฏิบัติที่ได้รับการรับรองว่าถูกต้องจากพระศาสนจักรแล้วด้วย ส่วนที่ว่าคำสั่งของพระสันตะปาปามีสิทธิ์อำนาจเท่ากับพระคัมภีร์นั้น เป็นการจับแพะชนแกะ พระสันตะปาปามีอำนาจเรื่องการสอนความเชื่อและจริยธรรม ไม่ใช่คำสั่งทุกประการของพระสันตะปาปาจะเท่ากับพระคัมภีร์ เรื่องความเชื่อและเรื่องจริยธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เป็นต้นประการหลัง มีคำสอนทางจริยธรรมหลายอย่างที่เราไม่อาจจะพบได้โดยตรงในพระคัมภีร์ พระศาสจักรจึงต้องคิดหลักการจริยธรรมที่ถูกต้องขึ้นมาโดยอาศัยนักพระคัมภีร์ นักจริยศาสตร์และนักเทววิทยาต่างๆ ตัวอย่างง่ายๆปัญหาของสงครามว่าทำได้หรือไม่ได้(ในพระธรรมเดิมมีเรื่องการฆ่ากันในสงครามมากมาย) หรือฆ่าผู้อื่นในนามพระเจ้านั้นชอบธรรมหรือไม่ ดังนี้เป็นต้น
ข้อ 5) ยอมรับหนังสืออธิกธรรมเข้าในสาระบบพระคัมภีร์ หนังสืออธิกธรรมคือหนังสือในหมวดที่ภาษาพระคัมภีร์เรียกว่า Deuterocanonical books มีหนังสือ โทบิต หนังสือ ยูดิธ หนังสือปรีชาญาณของซาโลมอน หนังสือบุตรสิราห์ หนังสือประกาศกบารุค หนังสือมัคคาบี 1-2 และมีบางตอนของหนังสือ เอสเธอร์และประกาศกดาเนียลที่พบในต้นฉบับภาษาฮีบรูและอารามาอิก ฝ่ายโปรแตสแตนท์สงสัยว่าหนังสือเหล่านี้ไม่น่าจะเป็นเอกสารที่ได้รับการดลใจ ทางฝ่ายคาทอลิกบอกว่าเป็นเอกสารที่เชื่อถือได้และมีคำสอนที่ดีแฝงอยู่จึงประกาศเข้าไว้ในสาระบบพระคัมภีร์ ใครที่อยากเข้าใจเรื่องนี้ในรายละเอียดและเหตุผลที่จัดเข้าในสาระบบก็คงต้องหาหนังสือประวัติพระคัมภีร์มาอ่านโดยตรง จึงจะรู้วิธีที่เขาใช้เป็นมาตรฐานว่าหนังสือเล่มใดถือเป็นพระคัมภีร์หรือไม่ มีพระคัมภีร์หลายเล่มที่ฝ่ายคาทอลิกไม่รับรอง และได้จัดให้อยู่ในหมวดของ Apocrypha (ภาษากรีกแปลว่า สิ่งที่ซ่อนเร้น) ซึ่งมีคุณค่าในระดับการอ่านบำรุงจิตใจแต่ไม่ถือเป็นเอกสารที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้า เช่น หนังสือ The song of the three young men, Prayer of Manasseh, the book of Enoch, Hebraica veritatis etc. ในหมวดพระธรรมใหม่ก็มีหนังสือประเภทนี้เช่นกัน เช่น The Gospel of Thomas (พบในปี1945), The Gospel of Peter (พบในปี 1886), The Gospel of Egyptians, The Gospel of Nazareans, the Gospel of the Hebrew. เราจะเห็นได้ว่ามีหนังสือที่ค้นพบหลายๆเล่มที่ต้องใช้วิจารญาณในการพิจารณาว่าน่าจะเป็นพระคัมภีร์หรือไม่ มีหนังสือปลอมๆมากมายที่พบและไม่มีค่าแก่การเป็นพระคัมภีร์เพราะเต็มไปด้วยเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่างๆมากมาย พูดง่ายๆคือมันหวือหวาเกินกว่าที่จะเป็นเอกสารที่น่าเชื่อถือได้ (ไม่ใช่ของเก่าทุกชิ้นจะน่าเชื่อถือและศักดิ์สิทธิ์ เรื่องนี้คนค้าของโบราณรู้ดี) 2. เรื่องความรอด
โรมันคาทอลิก : มีความเห็นและการปฏิบัติ คือ มนุษย์จะได้รับความรอดโดยผ่านทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์และการทำความดี
การอภัยโทษบาปจะได้รับโดยพิธีบัพติสมา และจะหมดสภาพไปหากมนุษย์ได้กระทำบาปที่นำไปสู่ความตาย ซึ่งจะแก้ไขได้โดยการทนทุกข์ทรมานชดใช้กรรม หรือการถวายทรัพย์
ความรอดจะเป็นของผู้ที่อยู่ในศาสนจักรโรมันคาทอลิกเท่านั้น
โปรเเตสแตนท์ : มีความเห็นและปฏิบัติ คือ มนุษย์จะได้รับความรอดโดยผ่านทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์เท่านั้น การทำดีเป็นผลจากการได้รับความรอดจากพระเจ้าไม่ใช่เป็นเหตุที่ทำให้ได้รับความรอด (เอเฟซัส 2:8-10)
การอภัยโทษบาป จะได้รับเมื่อมนุษย์เชื่อในการสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาปของพระเยซูคริสต์ การรับบัพติสมาไม่ได้เป็นเหตุของการรับอภัยโทษบาป
ความรอดเป็นของมนุษย์ทุกคนที่เชื่อและไว้วางใจในพระเยซูคริสต์ไม่ใช่เพราะเป็นสมาชิกของคริสตจักร
คำชี้แจง
ข้อ 1) มนุษย์จะได้รับความรอดโดยผ่านทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์และการทำความดี ข้อนี้เป็นจุดยืนของฝ่ายคาทอลิกจริง เนื่องจากฝ่ายคาทอลิกมองความหมายของความรอดในขอบเขตที่กว้างออกไปยังมนุษยชาติ รวมทั้งคนที่ไม่เคยได้ยินชื่อของพระเยซูคริสตเจ้าด้วย นอกนั้นมนุษย์เรายังดำเนินชีวิตในขอบจริยธรรมอันดีงามตามธรรมชาติได้โดยที่เขาอาจจะไม่รู้จักคริสต์ศาสนาเลยก็ได้เช่นกัน ความดีงามสากลมีอยู่ในธรรมชาติ การที่จะจำกัดว่าความรอดไม่เกี่ยวกับการพยายามทำดีของคนเราเลยนั้นค่อนข้างจะแคบไป คนที่จะเข้าใจความหมายที่ว่าความรอดล้วนมาจากพระเจ้าได้นั้นต้องมีประสบการณ์ลึกซึ้งกับพระเจ้าจริงๆอย่างท่านเปาโลถึงจะเข้าใจได้ คนที่ไม่เคยมีประสบการณ์เช่นนั้นแต่ยืมคำพูดของคนอื่นมาใช้นั้นน่ากลัวว่าจะห่างไกลจากความจริงที่พระเจ้าประสงค์ ลองคิดดูคนที่สิ้นชีวิตไปโดยไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับพระเจ้า วิญญาณของพวกเขาต้องได้รับโทษด้วยหรือ? พระเจ้าแห่งความดีงามน่าจะมีวิธีที่ดีสำหรับพวกเขา อีกประการหนึ่งการปฏิเสธว่าคนเราทำดีอย่างไรก็ไม่ได้ดีนั้นล้วนเป็นการมองธรรมชาติมนุษย์จำกัดเกินไป อย่าลืมว่ามนุษย์คือสิ่งสร้างที่ดีเยี่ยมของพระเจ้านะครับ การพยายามไปถึงความดีงามสูงสุดจึงน่าจะมีความหมายและมีคุณค่าในสายพระเนตรของพระเจ้ามิใช่หรือ
ข้อ 2) พูดถึงเรื่องการอภัยบาปในพิธีล้างบาปหรือพิธีบัปติสมานั้นถูกต้อง คือฝ่ายคาทอลิกเชื่อว่าพิธีล้างบาปนั้นได้ชำระบาปที่เรียกว่า บาปกำเนิด หรือ original sin ส่วนธรรมชาติของบาปนี้หมายถึงอะไรแน่นอนก็ยังไม่แจ้งชัดร้อยเปอร์เซ็นต์ นักเทววิทยายุคใหม่จะมองในแง่ของการเริ่มมีส่วนในชีวิตพระมากกว่ามองจากจุดของความบกพร่องในบาปที่ได้รับเมื่อเกิดมา กระนั้นก็ตามคำถามที่ว่าเหตุใดมนุษย์เกิดมามีความจำกัดก็ยังทำให้ไม่อาจจะทิ้งความคิดเรื่องผลของบาปกำเนิดไปได้โดยสิ้นเชิง คาทอลิกเชื่อว่าพิธีล้างบาปนั้นทำให้ทารกได้มีส่วนในชีวิตพระ เป็นลูกของพระ แต่พิธีล้างบาปก็ไม่ได้ชำระความจำกัดและความโน้นเอียงในทางไม่ดีของคนเราโดยสิ้นเชิง คนเราเมื่อโตมาก็ยังทำผิดได้ ดังนั้นจึงต้องมีการขออภัยจากพระเจ้าโดยทางพิธีสารภาพบาปหรือพิธีขอสมาโทษพระเจ้า และในกรณีที่ทำบาปหนักก็ต้องขอสมาโทษผ่านทางพระสงฆ์ที่มีอำนาจซึ่งได้รับสืบทอดมาจากพระเยซูเจ้าในการโปรดบาปได้ (Mt.16:19) คาทอลิกเชื่อว่าเมื่อคนเราทำผิดแล้ว การชดเชยใช้โทษความผิดนั้นทำได้หลายวิธีเพื่อแสดงออกถึงความเป็นทุกข์เสียใจและต้องการเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ การถวายทรัพย์เพื่อให้หลุดพ้นจากบาปนั้นเป็นความเข้าใจผิด บาปบุญซื้อกันไม่ได้หรอกครับ แต่ที่เห็นเขาถวายปัจจัยต่างๆรวมทั้งทรัพย์สินเงินทองนั้นเป็นการทำบุญทั่วไปที่เห็นในทุกข์ศาสนาแต่มิได้หมายถึงการซื้อหรือขาย บางคนอาจจะมองว่าเป็นการซื้อหรือขายแต่คนที่ทำบุญเองนั้นไม่ได้คิดเช่นนั้น ถ้าเขาคิดว่าเขาซื้อบุญหรือบาปได้เขาก็คิดผิดแน่นอน และไม่ใช่ความคิดของคาทอลิกด้วย http://www.issara.com/article/prot1.html